การเติบโตของคัลเจอร์ Run Club ในไทย ที่ทำให้แบรนด์รองเท้าวิ่งต้องวิ่งตามให้ทัน: กรณีศึกษา Saucony

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

ทุกคนคงเห็นว่ากระแส Run Club นั้นโตต่อเนื่องมาแล้วสักพักในบ้านเรา โดยเฉพาะในปี 2024-2025 จากข้อมูลที่ได้ฟังมา บอกว่า Run Club ในไทยนั้นมีความคึกคักและแอคทีฟสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ จนกลายเป็น Destination ที่นักวิ่งต่างชาติโดยเฉพาะเพื่อนบ้านในเอเชียอยากมาจอย

ภายใต้แฟชั่นการแต่งตัว ความเป็นคอมมูนิตี้ และกิจกรรมแบบไลฟ์สไตล์ของคนหนุ่มสาวแล้ว มูฟเมนต์ Run Club ยังมาพร้อมกับพฤติกรรมการใช้งานรองเท้าที่ถี่ขึ้นและปริมาณมากขึ้น พูดง่ายๆ ว่าใช้รองเท้าวิ่งเปลืองขึ้น

นี่มันโอกาสทองของแบรนด์รองเท้าวิ่งชัดๆ!

อันที่จริง Saucony ก็ไม่ได้เพิ่งจะมาปรับกลยุทธ์ในตอนนี้ แต่ Saucony โกลบอลมองเห็นสิ่งนี้และปรับตัวล่วงหน้ามาอย่างน้อยๆ 2 ปี ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยน CI เปลี่ยนแบรนดิ้ง เปลี่ยนสีโลโก้ เพราะอ่านเกมออกว่า ตลาดวิ่งจะไปทางนี้แน่นอน และมูฟเมนต์ Run Club คือตลาดใหม่ที่ Saucony จะไป ซึ่งที่ผ่านมา Saucony ก็เดินเกมมาตลอด

Saucony เป็นแบรนด์รองเท้าวิ่งที่อยู่ในกลุ่ม Top 5 ของตลาด Performance ในประเทศไทย และมีสัดส่วนยอดขายใน Specialty Running Stores ถึง 15% ซึ่งการตั้งเป้ายอดขายในปีนี้ 400 ล้านบาท หรือเติบโต 20% สะท้อนถึงความมั่นใจในตลาดประเทศไทยอย่างชัดเจน 

วันนี้เราจะมาดูกันว่า Saucony มีการปรับทิศทางอย่างไร สำหรับตลาดวิ่งที่ขับเคลื่อนด้วย Run Club ในประเทศไทยในปีนี้ 

Saucony เป็นแบรนด์รองเท้าวิ่งจากสหรัฐอเมริกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 128 ปี นำเข้าและจัดจำหน่ายในไทยโดย บริษัท Rev Edition จำกัด คุณพรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ เรฟ อีดิชั่น บอกว่า นอกจาก Saucony จะเป็นแบรนด์ที่พรีเมียมที่มีประวัติยาวนานแล้ว ยังเป็นแบรนด์ที่ปรับตัวเร็ว 

คุณพรศักดิ์ ชินวงศ์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ เรฟ อีดิชั่น

เขาเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้แบรนด์กลับมาซัคเซสในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

ตอนนั้น Saucony ถูกมองเป็นรองเท้าวิ่งสามัญประจำบ้าน ใส่วิ่งทั่วไปเพื่อสุขภาพ ในช่วงปี 2020 ซึ่งเป็นยุคของ Super Shoes ที่มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น แผ่นคาร์บอนเพลต โฟมแบบใหม่ที่มีความเด้ง Saucony ก็เปิดตัวรองเท้ารุ่น Endorphin ออกมาซึ่งประสบความสำเร็จมาก พลิกโฉมแบรนด์ กลายเป็นรองเท้าวิ่งทำความเร็วระดับแถวหน้า ได้ขึ้นโพเดียมในงานวิ่งมาราธอนต่างๆ 

นอกจาก Endorphin แล้ว Saucony ยังมีรองเท้าตัวซ้อมรุ่นหลักอีก 4 รุ่น ซึ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างรองเท้าซ้อม กับ Endorphin ซึ่งเป็นรองเท้าทำความเร็ว เพราะใช้โฟมที่ต่างกัน 

Saucony เห็น Gap ตรงนี้มาระยะหนึ่ง ก็เลยดีไซน์รองเท้ามาอีกรุ่นเพื่อให้เส้นแบ่งเบลอขึ้น นั่นคือรุ่น  Endorphin Azura โดยเอาโฟมในรองเท้าวิ่งเร็ว มาใช้ในร้องเท้าที่ดีไซน์มาเพื่อให้ใช้ได้ในทุกวัน แต่มีการตอบสนองคล้ายๆ รองเท้าวิ่งเร็ว เนื่องจากรองเท้าวิ่งเร็วเอามาใช้ซ้อมทุกวันจะเสี่ยงบาดเจ็บ 

Endorphin Azura ก็คือรองเท้าเรือธง หรือ Hero Product สำหรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแบรนด์อุปกรณ์กีฬาวิ่งประสิทธิภาพสูง หรือ Performance ให้เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงคนเมืองได้มากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายในปีนี้ 

ตอบโจทย์กลุ่ม Run Club ที่จะมีวิธีเลือกรองเท้าต่างจากกลุ่ม Performance ที่เน้นทำเวลา/สถิติ กลุ่ม Run Club ไม่ได้แยกการวิ่งออกจากการใช้ชีวิต หลังวิ่งเสร็จมีการไปกินกาแฟ กินข้าว หรือแฮงเอาท์ต่อ สิ่งนี้ทำให้รองเท้าวิ่งกลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่ต้องใส่ได้ตลอดวัน

Saucony Endorphin Azura

อินไซต์หนึ่งที่น่าสนใจคือพลังของ Micro-Influencers การสนับสนุน Run Club เพราะสมาชิกเชื่อถือคำแนะนำของคนในคลับมากกว่าโฆษณา

นอกจากรองเท้ารุ่นใหม่แล้ว Saucony ยังมีบุคคลมาเป็นตัวแทนเพื่อสื่อสารทิศทางใหม่ของแบรนด์ โดยเปิดตัว ‘เฟย-ภัทร เอกแสงกุล’ มาเป็น Friend of Saucony คนแรกของประเทศไทย 

แบรนด์เลือกเฟยเพราะมีภาพลักษณ์แบบ Urban Lifestyle มีความเป็น Creator ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่กลุ่มแมส มีวินัยในการดูแลตัวเอง และสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ Saucony จากแบรนด์ที่ดูจริงจังเฉพาะกลุ่ม ให้ดูทันสมัยและเข้าถึงง่ายขึ้น

ตามมาด้วยการเปิดตัว ‘House of Endorphin’ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พาร์ค ซึ่งไม่ใช่สาขาถาวร แต่จะตั้งอยู่ที่นี่ประมาณ 6 เดือน เพื่อเป็นจุดนัดพบและทดลองสินค้ารวมทั้งจัดกิจกรรม

โดยกิจกรรมที่ Saucony จะทำในปีนี้ จะเป็นแนวทางเดียวกับ Saucony โกลบอล มีสองแบบ คือ Bangkok 10K งานวิ่งมาตรฐานสากลที่ต่อยอดจาก London 10k อีกอันหนึ่งเรียกว่า The maze งานวิ่งเพื่อกลุ่ม Run Club โดยจะเชิญ Run Club ต่างๆ มาร่วมกิจกรรม ซึ่งไม่ได้แข่งความเร็ว แต่เป็นรูปแบบอื่นๆ ที่เน้นความสนุกและท้าทาย โดยทุกคนสามารถเข้าร่วมได้และลุ้นเป็นผู้ชนะได้ด้วย

และทั้งหมดนี้คือก็ภาพรวมที่เราจะได้เห็น Saucony ทำในปีนี้  

คุณพรศักด์มองว่า Run Club ยังไปได้อีก เพราะมีกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยๆ และรองเท้าก็ออกมาใหม่ทุกซีซั่น พอมาใหม่ก็อยากลอง เติบโตไปได้เรื่อยๆ “Run club ผมว่าอยู่ยาว แต่ว่ารูปแบบอาจจะมีการเปลี่ยน ซึ่งแบรนด์ก็ต้องปรับตัวเรื่อยๆ” เขาสรุป 


  •  
  •  
  •  
  •  
  •