ในโลกธุรกิจการลงทุนฉายาหรือ Branding ของประเทศมีผลมหาศาลต่อความเชื่อมั่นจากทั่วโลก และล่าสุดสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Financial Times ก็เพิ่งลงบทความที่กระทบภาพลักษณ์ประเทศไทยเต็มๆ โดยระบุว่าเรากำลังเปลี่ยนสถานะจาก “Teflon Thailand” หรือประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทนทานทุกวิกฤต กลายเป็น “Sick Man of Asia” หรือ “คนป่วยแห่งเอเชีย” ไปแล้ว
คำว่า “Sick Man of Asia” ไม่ใ่ช่คำใหม่เพราะว่าคำนี้ถูกใช้มาอย่างยาวนานโดยเชื่อมโยงมาจากคำว่า “Sick man of Europe” ฉายาของจักรวรรดิออตโตมัน หรือตุรกีในปัจจุบันเคยได้รับมาก่อน เป็นคำเปรียบเปรยอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่แต่กำลังเสื่อมถอย ไร้เสถียรภาพ และรอวันล่มสลาย
“จีน” เองเคยถูกเรียกว่า Sick Man of Asia ในช่วงปลายราชวงศ์ชิงจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นยุคที่พ่ายแพ้สงครามฝิ่นและเศรษฐกิจตกต่ำถึงขีดสุด เช่นเดียวกับ “ฟิลิปปินส์” ที่เคยได้ฉายานี้ในยุค 70s-90s จากปัญหาคอร์รัปชัน การบริหารงานผิดพลาด และเศรษฐกิจที่โตช้ากว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนก่อนที่จะฟื้นกลับมาได้ในช่วงหลัง
และเมื่อเมื่อ Financial Times มอบฉายานี้ให้ไทย ก็คือชัดเจนว่า “เรากำลังเจอปัญหาเชิงโครงสร้างที่เรื้อรัง” แบบสุดๆที่อาจทำให้ล่มสลายเลยก็ว่าได้

สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Financial Times วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยที่เคยเป็น “เสือเศรษฐกิจ” โตระดับตัวเลขสองหลักที่ 13% ในปี 1988 ปัจจุบันติดหล่มอยู่ที่เฉลี่ย 2% มา 5 ปีแล้ว เพราะ 3 เครื่องยนต์หลักดับพร้อมกัน
1. “เครื่องยนต์เก่าและเริ่มพัง”

ภาคการผลิตไทย “แก่” เกินไป เรายังยึดติดกับอุตสาหกรรมยุคเก่า ในขณะที่โลกมุ่งไปหา High-Tech โดยเราโดนบีบจาก 2 ด้าน หนึ่งคือ “จีน” ที่ส่งสินค้าเข้ามาทุ่มตลาดด้วยราคาที่ถูกกว่า (Price War)
สองคือ “เวียดนาม” กลายเป็นฐานการผลิตใหม่ที่สดใหม่กว่าดึงดูดการลงทุนได้มากกว่า โดยเฉพาะ “อุตสาหกรรมยานยนต์” ที่เป็นความภูมิใจของเราเริ่มสั่นคลอน ค่ายรถอย่าง Nissan, Honda, Suzuki ทยอยลดกำลังการผลิตหรือปิดโรงงานเพราะสู้ต้นทุนและเทรนด์ EV โลกไม่ไหว
2. คนไทย “ไม่มีเงิน”

Financial Times ยกเคสร้านอาหารที่ต้องปิดตัวเพราะยอดขายหายไป 2 ใน 3 สะท้อนภาพจริงของคนรากหญ้า นอกจากนี้สถิติหนี้ครัวเรือน ของเรายังพุ่งแตะ 90% ของ GDP สูงที่สุดในภูมิภาค ทำให้คนไม่กล้าใช้เงิน
นอกจากนี้ ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ อัตราการเกิดต่ำสุดในรอบ 75 ปี หมายความว่า คนซื้อของน้อยลง และแรงงานน้อยลงในระยะยาว
3. การท่องเที่ยวยังซึม

แม้จะเปิดประเทศแล้ว แต่ตัวเลขนักท่องเที่ยวยังไม่กลับไปแตะ 40 ล้านคนเหมือนปี 2019 หรือช่วงก่อนโควิด บวกกับ ข่าวลบเรื่องความปลอดภัย กรณีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการลักพาตัว ก็ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหายไปมหาศาล บวกกับคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นที่ค่าเงินเยนอ่อนทำให้น่าเที่ยวขึ้นมาก
การเมืองแย่คือตัวเร่ง
Financial Times บอกด้วยว่า “ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง” ของประเทศไทยคือสิ่งที่ทำให้ปัญหาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเปลี่ยนตัวนายกฯ บ่อยๆ ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจเก่าและพรรคใหม่ๆ
สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ส่วนนโยบายเศรษฐกิจของเราก็ขาดความต่อเนื่อง และงบประมาณถูกแช่แข็งไป
Financial Times ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนจากนักเศรษฐศาสตร์ว่า “ไทยอาจจะยังไม่ได้อยู่ในห้อง ICU แต่ถ้าไม่ผ่าตัดใหญ่ อาการจะทรุดหนัก” ได้
สำหรับคนทำธุรกิจในไทยเองสิ่งที่ต้องมองจากเรื่องนี้ก็คือ กำลังซื้อในประเทศอาจซึมยาว การมองหาตลาดใหม่อาจเป็นทางออกของธุรกิจก็ได้ พยายามพาธุรกิจ ไปสู่ การเป็น Data-driven ใช้เทคโนโลยี AI หรือหาแนวทางธุรกิจแบบ High-value services เพื่อหนีการแข่งเรื่องราคา และก็ต้องจับตาดู “หนี้ครัวเรือน” ให้ดีเพราะนี่คือดัชนีชี้วัด “เงินในกระเป๋า” ของผู้บริโภคในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
ที่มา : Financial Times

