Neuroscience ของการทำ Brand Experience

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ทุกการตัดสินใจซื้อของมนุษย์ตั้งอยู่บนโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าที่ธุรกิจส่วนใหญ่เข้าใจ แบรนด์มักเชื่อว่าผู้บริโภคเลือกอย่างมีเหตุผล เปรียบเทียบราคา คุณภาพ และคุณสมบัติอย่างรอบคอบ แต่ด้วยความก้าวหน้าของประสาทวิทยาได้เปิดเผยความจริงอีก อย่างชัดเจนว่า สมองมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจจากเหตุผลเป็นหลัก หากแต่ยึดโยงกับระบบความทรงจำเชิงอารมณ์เป็นศูนย์กลาง ผู้คนไม่ได้เลือกแบรนด์ที่ดีที่สุดในเชิงข้อมูล แต่เลือกแบรนด์ที่ทำให้สมองรู้สึกปลอดภัย คาดเดาได้ และสอดคล้องกับความรู้สึกภายในมากที่สุด นี่คือรากฐานที่แท้จริงของ Brand Loyalty อำนาจการตั้งราคา และความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว

สมองไม่ได้บันทึกประสบการณ์ในรูปของเหตุการณ์เรียงตามลำดับเวลา แต่จัดเก็บมันในรูปของอารมณ์ ทุกการปฏิสัมพันธ์ถูกแปลเป็นสัญญาณทางชีวเคมี หากประสบการณ์นั้นสร้างความไว้วางใจ ความพึงพอใจ หรือความรู้สึกมีคุณค่า สมองจะติดป้ายความทรงจำเชิงบวกไว้ทันที ในทางกลับกัน หากประสบการณ์ก่อให้เกิดความเครียด ความสับสน หรือความผิดหวัง มันจะถูกจัดเก็บในฐานะภัยคุกคาม นี่คือเหตุผลว่าทำไมบริการลูกค้าที่ไม่ใส่ใจเพียงครั้งเดียวสามารถทำลายความสัมพันธ์กับแบรนด์ได้อย่างถาวร ในขณะที่น้ำเสียงอบอุ่นหรือการดูแลเล็ก ๆ น้อย ๆ กลับสร้างความผูกพันที่ยืนยาว สิ่งที่หลายองค์กรเรียกว่า “Brand Experience” แท้จริงแล้วคือการออกแบบอารมณ์ที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบความทรงจำของสมอง

 

 

เมื่อมองในเชิงวิวัฒนาการ สมองมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแสวงหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องตนเองจากความเสี่ยง นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมผู้คนมักเลือกแบรนด์เดิม ร้านเดิม หรือบริการเดิม แม้จะมีตัวเลือกที่หลากหลายกว่าก็ตาม ความคุ้นเคยหมายถึงความปลอดภัย ความคาดเดาได้หมายถึงความสบายใจ และประสบการณ์เชิงบวกที่เคยเกิดขึ้นหมายถึงรางวัลทางอารมณ์ Brand Loyalty จึงไม่ใช่เรื่องของความหลงใหล  แต่คือการที่สมองเลือกเส้นทางที่ลดภาระในการคิดและลดความเสี่ยงทางอารมณ์มากที่สุด

กลไกที่ขับเคลื่อน Brand Experience ในระดับลึกคือระบบสารเคมีในสมอง ความรู้สึกดีจากความรวดเร็ว ความง่าย หรือความประหลาดใจสร้างแรงจูงใจและความคาดหวัง ความอบอุ่นและความเป็นมนุษย์สร้างความไว้วางใจ การยอมรับและการสะท้อนตัวตนสร้างความรู้สึกมีสถานะ

ในขณะเดียวกัน ความล่าช้า ความคลุมเครือ และการบริการที่ไม่ใส่ใจจะกระตุ้นความเครียด ซึ่งเพียงประสบการณ์เดียวก็สามารถลบล้างความทรงจำเชิงบวกจำนวนมากได้ แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่แบรนด์ที่สมบูรณ์แบบทุกจุด แต่คือแบรนด์ที่ออกแบบให้ประสบการณ์ส่วนใหญ่สร้างอารมณ์เชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ

 

 

นี่คือเหตุผลว่าทำไม Brand Experience จึงทรงพลังกว่า Asset ด้านภาพลักษณ์ โลโก้ สี ฟอนต์ หรือ Packaging เป็นเพียงสัญญาณที่ช่วยให้จดจำได้ แต่ไม่ใช่แก่นแท้ แบรนด์ที่อยู่ในจิตใจผู้บริโภคในฐานะการสร้างควาามรู้สึกที่ผสานกับอารมณ์ของผู้บริโภคคือแก่นแท้มากกว่า ดังนั้นแบรนด์ที่ดูสวยงามแต่ไม่สร้างความรู้สึก จะแพ้ต่อแบรนด์ที่อาจดูเรียบง่ายกว่า แต่ทิ้งความรู้สึกทางอารมณ์ได้ชัดเจนกว่า เพราะอารมณ์คือสิ่งที่ขับเคลื่อนความทรงจำ และความทรงจำคือสิ่งที่กำหนดการเลือกซ้ำ

สิ่งที่หลายแบรนด์มองข้ามมากที่สุดคือรายละเอียดเล็ก ๆ ในประสบการณ์ประจำวัน ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ดูไม่สำคัญ เช่น โทนเสียงในข้อความตอบกลับ ความรู้สึกเมื่อเปิดแพ็กเกจ ความชัดเจนของคำแนะนำ หรือความรวดเร็วในการแก้ปัญหา รายละเอียดเหล่านี้คือการสร้างประสบการณ์ทางทางอารมณ์ของแบรนด์ และเป็นตัวกำหนดว่าสมองจะจดจำแบรนด์นั้นว่าเป็นมิตร น่าเชื่อถือ หรือสร้างความตึงเครียด

 

 

แบรนด์ระดับโลกไม่ได้ปล่อยให้ประสบการณ์ของผู้บริโภคเกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สร้างมันขึ้นอย่างมีเจตนา แบรนด์เหล่านี้เข้าใจว่าความรู้สึกต้องมีการกำหนดทิศทาง ความสม่ำเสมอต้องเกิดขึ้นในทุก Touchpoint ความคาดเดาได้ช่วยลดความเครียด และความง่ายคือความได้เปรียบทางการแข่งขัน เมื่อประสบการณ์ถูกออกแบบให้สอดคล้องกัน สมองจะเริ่มผูกแบรนด์เข้ากับความรู้สึกที่มั่นคงและปลอดภัย

ในที่สุด แบรนด์ที่ยากจะลืมไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกใช้มากที่สุด แต่คือแบรนด์ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนผู้บริโภค เมื่อแบรนด์ไม่ใช่แค่สิ่งที่ซื้อ แต่เป็นสิ่งที่ใช้เพื่อแสดงตัวตน ปฏิสัมพันธ์จะก้าวข้ามการซื้อขายและกลายเป็นความสัมพันธ์ ในโลกที่ภาพลักษณ์เปลี่ยนเร็วและแคมเปญมีอายุสั้น สิ่งเดียวที่คงอยู่คือความรู้สึกที่สมองจดจำได้ และในการแข่งขันระดับความทรงจำ อารมณ์คือผู้ชนะเสมอ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ