
หลายคนคงคุ้นเคยกับการแวะสถานีบริการระหว่างทาง ทั้งลงไปทำธุระส่วนตัว แวะซื้อของในร้านสะดวกซื้อ หากาแฟสักแก้ว ทั้งหมดนี้อาจไม่ได้มีแผนเติมน้ำมันด้วยซ้ำ พฤติกรรมเหล่านี้คือจุดที่ OR กำลังหยิบขึ้นมาขยายเป็นโอกาสทางธุรกิจ ผู้บริโภคไม่ได้จดจำสถานที่จากฟังก์ชันเดียวเสมอไป แต่จดจำจากประสบการณ์รวมที่เกิดขึ้นซ้ำได้ในชีวิตประจำวัน
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MINOR FOOD ในรูปแบบ Expansion Partnership เพื่อนำแบรนด์อาหาร 4 แบรนด์ ได้แก่ Dairy Queen, The Pizza Company, The Steak & More และแบรนด์ใหม่ที่พัฒนาร่วมกันชื่อ “Chiho Ramen” เข้ามาเปิดใน PTT Station, OR Space และพื้นที่อื่นๆ โดยตั้งเป้าขยายมากกว่า 150 สาขาภายในปี 2030 พร้อมจัดตั้ง บริษัท ฟู้ดเดลลัส จำกัด หรือ Foodellus เพื่อเข้ามาดูแลธุรกิจด้านอาหารโดยเฉพาะ และวางแผนลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาทภายในปี 2030
เพิ่มร้านอาหารเพิ่มโอกาสสร้างรายได้
การเพิ่มร้านอาหารในสถานีบริการในมุมธุรกิจค้าปลีก เป็นการออกแบบเหตุผลในการแวะ PTT Station ให้มากขึ้น ความท้าทายคือ การหาวิธีให้ผู้บริโภคใช้เวลานานขึ้นและสร้างความคุ้นเคยกับพื้นที่ โดยอาหารเป็นหมวดสินค้าที่ช่วยเรื่องนี้ได้ดี เพราะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นบ่อย มีหลายระดับราคาและเกิดได้หลายช่วงเวลา การวางอาหารให้เป็นส่วนหนึ่งของสถานีบริการจึงช่วยเพิ่มบทบาทของพื้นที่จากจุดเติมพลังงานไปสู่จุดพักและใช้ชีวิตระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องจับตาคือการเลือกแบรนด์ให้เหมาะกับทำเล ความเร็วในการให้บริการ คุณภาพอาหาร ความสามารถในการบริหารต้นทุน และประสบการณ์หน้าร้าน เพราะผู้บริโภคที่แวะสถานีบริการมีเวลาและความต้องการต่างจากผู้บริโภคในศูนย์การค้า
ทำความรู้จัก Foodellus ทิศทางธุรกิจของ OR
การตั้ง Foodellus เพื่อเข้ามาดูแลธุรกิจอาหารโดยเฉพาะ ทำให้เห็นว่า OR กำลังจัดระบบการทำธุรกิจอาหารให้มีโครงสร้างมากขึ้น แทนที่จะให้ร้านอาหารเป็นเพียงส่วนประกอบของสถานีบริการ ทำให้ Foodellus มีบทบาทในการบริหารพอร์ตอาหาร การขยายสาขา และการทำงานร่วมกับพันธมิตร การเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ ผู้ให้บริการสถานีบริการต้องเผชิญความท้าทาย เมื่อพฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนไป รายได้จากการเติมน้ำมันกลับเติบโตได้มากน้อย การให้บริการอาหารและเครื่องดื่มเป็นแนวทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้

แต่การมีหน่วยธุรกิจ จำเป็นต้องมีทั้งการควบคุมมาตรฐานหลายแบรนด์ การบริหารทีมงานในธุรกิจอาหาร ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าเช่า พฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ และการแข่งขันกับร้านอาหารท้องถิ่นรอบสถานีบริการ หากขยายตัวเร็วเกินไปโดยไม่เข้าใจความต้องการในแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงเรื่องยอดขายและต้นทุนดำเนินงานจะสูงขึ้นทันที
ดึง MINOR FOOD สู่พันธมิตรด้านอาหาร
การทำธุรกิจอาหารในสเกลใหญ่จำเป็นต้องใช้ความสามารถหลายๆ ด้านพร้อมกัน ทั้งเมนูที่สามารถทำซ้ำได้ โดยยังคงรักษามาตรฐานรสชาติ การขนส่งวัตถุดิบและการจัดการสาขา การมีพันธมิตรที่มีประสบการณ์ด้านอาหารจะช่วยลดเวลาเรียนรู้ของเจ้าของพื้นที่ การที่ OR ได้สิทธิแฟรนไชส์แบรนด์อาหารจาก MINOR FOOD และมีแบรนด์ใหม่อย่าง Chiho Ramen ที่พัฒนาร่วมกัน ปัจจัยสำคัญคือประสบการณ์ของ MINOR FOOD และระบบซัพพลายเชนที่รองรับการขยายสาขาได้ทั่วประเทศ
การวางแบรนด์หลายประเภทช่วยให้สถานีบริการรองรับโอกาสความต้องการของผู้บริโภคที่ต่างกัน ไม่วาจะเป็น
- Dairy Queen ที่อยู่ในกลุ่มของหวาน ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแวะซื้อได้อย่างรวดเร็ว
- The Pizza Company เชื่อมโยงกับมื้ออาหารสำหรับการทางแบบเป็นกลุ่ม
- The Steak & More ช่วยเพิ่มตัวเลือกให้กับอาหารจานหลัก
- Chiho Ramen ร้านใหม่ที่ตอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองโมเดลใหม่ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับบริบทของสถานีบริการ
ความเสี่ยงและการปรับตัวที่ควรจับตา
ด้วยเป้าหมายการขยายมากกว่า 150 สาขาภายในปี 2030 เป็นเป้าหมายที่มีความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อการขยายสาขาเร็วกว่าความต้องการจริงของผู้บริโภคในบางพื้นที่ โดยเฉพาะทำเลที่มีผูเข้ามาใช้บริการสูง แต่กำลังซื้อหรือพฤติกรรมการทานกลับไม่สอดคล้องกับแบรนด์ที่เลือก หรือการทำให้สถานีบริการมีร้านอาหารมากขึ้น แต่ประสบการณ์รวมไม่ดีขึ้นตาม หากที่จอดรถไม่พอ ที่นั่งไม่สะดวก การบริการช้า ผู้บริโภคอาจมองว่าร้านอาหารดังกล่าวเป็นภาระของพื้นที่มากกว่าประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันกับร้านอาหารในชุมชนรอบข้างที่มีราคาและรสชาติเป็นจุดแข็งอยู่แล้ว การนำแบรนด์มาตรฐานเข้าไปต้องวางตำแหน่งให้ชัดว่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านใด เช่น ความสะดวก มาตรฐาน ความเร็ว หรือความคุ้นเคย ธุรกิจควรเริ่มจากการสำรวจว่าผู้บริโภคมาใช้พื้นที่ด้วยเหตุผลใด มาเวลาไหน อยู่กี่นาที และมีความต้องการใดที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
หลังจากนั้นจึงค่อยเลือกพันธมิตรหรือบริการอเสริมที่ช่วยเติมช่องว่างเหล่านั้น การเพิ่มบริการใหม่ควรผูกกับพฤติกรรมจริงของผู้บริโภค ไม่ใช่เพิ่มร้านอาหารเพราะต้องการให้พื้นที่ดูครบและหลากหลาย ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่ผู้บริโภครอนานอาจเหมาะกับอาหารนั่งทานที่ร้าน หากผู้บริการต้องการความรวดเร็วอาจเน้นรูปแบบ Grab & Go ขณะที่ผู้บริโภคมาใช้ซ้ำบ่อยๆ อาจต้องมีเมนูราคาประจำวันมากกว่าเมนูพรีเมียม

ความร่วมมือของ OR และ MINOR FOOD เป็นตัวอย่างของการใช้ธุรกิจอาหารเป็นเครื่องมือเพิ่มบทบาทให้พื้นที่ค้าปลีกในสถานีบริการน้ำมัน สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใครมีแบรนด์มากกว่ากัน แต่อยู่ที่ใครเข้าใจจังหวะชี0วิตของผู้บริโภคได้ละเอียดกว่ากัน เพราะพื้นที่ความใหญ่ของสถานีบริการอาจไม่ใช่ข้อได้เปรียบการทำธุรกิจ การทำให้ทุกการแวะพักมีเหตุผลเพียงพอในชีวิตประจำวันของผู้คนจะกลายเป็นอาวุธสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค






