ถอด 7 วิธีคิดจากคุณโอม Cocktail ทำงานกับเพื่อนอย่างไร ไม่ให้เสียทั้งเงินและความสัมพันธ์


การเริ่มธุรกิจกับ “เพื่อน” ดูเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะเรารู้จักกัน เข้าใจกัน และที่สำคัญคือ “ไว้ใจกัน” แต่เมื่อธุรกิจเริ่มมีเงินมากขึ้น ทีมใหญ่ขึ้น และมีเรื่องสำคัญให้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ความไว้ใจเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะคำถามใหม่ ๆ จะเริ่มเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ใครรับผิดชอบอะไร ใครมีสิทธิ์ตัดสินใจ เงินควรแบ่งอย่างไร ไปจนถึงถ้าวันหนึ่งคนใดคนหนึ่งอยากออกจากธุรกิจจะทำอย่างไร

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือวิธีคิดและวิธีบริหารวง Cocktail ของคุณโอม ปัณฑพล ประสารราชกิจ และแม้ Cocktail จะเป็นวงดนตรี ไม่ใช่ Startup แต่เบื้องหลังของวงก็มีลักษณะไม่ต่างจากองค์กรหนึ่งที่สมาชิกต้องทำงาน หาเงิน ตัดสินใจ และสร้างอนาคตร่วมกันมายาวนานกว่า 20 ปี

ที่น่าสนใจคือวง Cocktail ไม่ได้ใช้เพียง “ความไว้ใจ” เป็นตัวนำ แต่มีการสร้าง “ระบบ” ขึ้นมารองรับความสัมพันธ์ ตั้งแต่เรื่องเงิน กองกลาง การตัดสินใจ ไปจนถึงการวางแผนวันที่วงสิ้นสุดลง

หลายแนวคิดยังสอดคล้องกับบทความ Can Friends Be Successful Co-Founders? ของ Harvard Business Review (HBR) ที่พูดถึงทั้งข้อดีและความเสี่ยงของการเริ่มธุรกิจกับเพื่อน

จากวิธีคิดของโอม Cocktail มีอะไรที่คนกำลังคิดจะทำธุรกิจกับเพื่อนนำไปใช้ได้บ้าง? เราสรุปจากบทสัมภาษณ์ของคุณโอมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ 7 เรื่องด้วยกัน

1. อย่าให้เรื่องเงินต้องพึ่งความเกรงใจ

หนึ่งในระบบที่น่าสนใจที่สุดของ Cocktail คือ “กองทุนของวง” โดยคุณโอมเคยเล่าว่า ช่วงแรกมีแนวคิดว่าจะจ่ายเงินให้สมาชิกก่อน แล้วค่อยให้แต่ละคนนำเงินส่วนหนึ่งกลับมาเข้ากองกลาง แต่พบว่าการเอาเงินที่เข้าไปอยู่ในกระเป๋าแล้วออกมาอีกครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย

จึงเปลี่ยนวิธีใหม่เป็น “กันเงินไว้ก่อน” นั่นคือ เมื่อมีรายได้เข้ามา เงินส่วนหนึ่งจะถูกหักเข้ากองกลาง ก่อนที่เงินส่วนที่เหลือจะถูกจ่ายให้สมาชิก โดยในเวลาต่อมาคุณโอมอธิบายกองทุนนี้ว่า เปรียบเสมือนวงมี “สมาชิกคนที่ห้า” (ในยุคที่วงมีสมาชิก 4 คน) ซึ่งได้รับส่วนแบ่งประมาณ 20%

หากนำวิธีคิดนี้มาใช้กับธุรกิจก็คือการเปลี่ยนวิธีคิดหลังจากได้เงินมาแบ่งให้หุ้นส่วนแล้วค่อยคิดว่าจะเอาเงินกลับมาลงทุนเท่าไร เปลี่ยนเป็นเมื่อได้เงินมา กันเงินของบริษัท แล้วจึงแบ่งส่วนที่เหลือให้หุ้นส่วนแทน

นี่อาจเป็นบทเรียนแรกของการทำธุรกิจกับเพื่อนว่า บางเรื่องไม่ควรต้องอาศัยความมีวินัยของแต่ละคนแต่เราสามารถสร้างระบบให้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติได้ตั้งแต่แรก

2. ยิ่งไว้ใจกัน ยิ่งต้องมีกติกา

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เงินกองกลางของ Cocktail ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกคนใดคนหนึ่งสามารถนำไปใช้หรือลงทุนได้ตามต้องการ

ข้อมูลที่โอมเคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า หากจะนำเงินกองกลางไปลงทุน จะต้องมีเอกสารและได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวงร่วมกัน ทำให้เห็นเลยว่าการทำธุรกิจกับเพื่อนไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่างความไว้ใจและกติกา

เพราะเราไว้ใจกันได้ ขณะเดียวกันก็สามารถกำหนดให้ชัดว่า เรื่องไหนใครตัดสินใจได้ เรื่องไหนต้องคุยร่วมกัน และเรื่องใหญ่ระดับไหนที่ทุกคนต้องเห็นชอบ

แนวคิดนี้สอดคล้องกับ HBR ที่ชี้ว่า Trust เป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของเพื่อนที่เริ่มธุรกิจด้วยกัน แต่ความใกล้ชิดก็สามารถพัฒนาไปเป็นการพึ่งพากันมากเกินไป จนคนหนึ่งไม่กล้าตัดสินใจหากไม่ได้รับการยอมรับจากอีกคน และสุดท้ายอาจกระทบต่อประสิทธิภาพในการตัดสินใจ

ดังนั้นยิ่งไว้ใจกัน ยิ่งควรสร้างกติกาที่ชัด เพื่อไม่ต้องเอาความไว้ใจมาทดสอบทุกครั้งที่มีเรื่องเงินหรือเรื่องสำคัญเกิดขึ้นนั่นเอง

3. เป็นเพื่อนกัน แต่เรื่องงานต้องมีสิทธิและหน้าที่ชัดเจน

เมื่อโอมขยับจากการบริหารวงมาสู่การทำงานในธุรกิจเพลง เขาเคยพูดถึงวัฒนธรรมการทำงานที่มีความสัมพันธ์แบบ “พี่น้อง” และ “เพื่อน” อยู่สูง

ความสัมพันธ์แบบนี้มีข้อดี แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในโลกธุรกิจ จำเป็นต้องทำให้ขอบเขต สิทธิ หน้าที่ และข้อตกลงของแต่ละฝ่ายชัดขึ้น เพื่อให้ทุกคนรู้ว่าใครรับผิดชอบอะไร

วิธีคิดนี้นำมาใช้กับการทำธุรกิจกับเพื่อนได้ตรง ๆ เพราะการเป็นเพื่อนกันไม่ได้หมายความว่า ทุกคนต้องตัดสินใจทุกเรื่องร่วมกัน หรือทุกคนต้องมีหน้าที่เหมือนกันแต่สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่า ใครรับผิดชอบอะไร และเรื่องไหนใครเป็นคนตัดสินใจ

เพราะความคลุมเครืออาจไม่มีปัญหาในวันที่ธุรกิจไปได้ดี แต่จะเริ่มกลายเป็นปัญหาทันทีเมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้า แล้วไม่มีใครตอบได้ว่าเรื่องนั้นเป็นความรับผิดชอบของใคร

4. หุ้นส่วนที่ดี ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ต้อง “เติมสิ่งที่อีกฝ่ายไม่มี”

อีกแนวคิดหนึ่งที่โอมพูดถึงในการบริหารธุรกิจเพลง คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จากการมองศิลปินเป็นลูกน้อง ไปสู่การมองว่าเป็น “Partner” กัน

ในความสัมพันธ์แบบ Partner หน้าที่สำคัญของแต่ละฝ่ายคือการดูว่า อีกฝ่ายต้องการสร้างอะไร มีอะไรอยู่แล้ว และเราสามารถเข้าไปเติมส่วนที่เขาไม่มีได้อย่างไร

วิธีคิดนี้น่าสนใจมากหากนำมาใช้กับการเลือกเพื่อนเป็นหุ้นส่วน

เพราะเราอาจสนิทกัน ชอบอะไรเหมือนกัน และคิดคล้ายกัน แต่คำถามทางธุรกิจคือ เรามีความสามารถที่ช่วยเติมเต็มกันหรือไม่

ถ้าเราสองคนเก่ง Creative เหมือนกัน แต่ไม่มีใครขายของเป็น ไม่มีใครดูตัวเลข และไม่มีใครบริหารคน การที่เราคิดเหมือนกันมาก ๆ อาจไม่ได้ช่วยแก้จุดอ่อนของธุรกิจ

HBR ก็ตั้งข้อสังเกตในทิศทางเดียวกันว่า ไม่มี Founder คนไหนมีทุกทักษะที่จำเป็นต่อการสร้างธุรกิจ การมี Co-founder จึงมีประโยชน์เมื่อแต่ละคนนำความสามารถที่แตกต่างกันเข้ามาเสริมกัน และต้องมองตามความจริงด้วยว่าเพื่อนของเราเก่งอะไร มีข้อจำกัดอะไร และทีมยังขาดอะไรอยู่

เพราะฉะนั้น ความเป็นเพื่อนอาจตอบว่า “ทำไมเราอยากทำธุรกิจด้วยกัน” แต่ความสามารถที่เติมเต็มกันต่างหากที่จะตอบว่า “ทำไมเราควรทำธุรกิจด้วยกัน”

5. เวลาเห็นต่าง ให้กลับไปที่ “เป้าหมาย”

อีกแนวคิดหนึ่งของโอมในการบริหารองค์กร คือการเริ่มจากการกำหนด “ผลลัพธ์ที่ต้องการ” ก่อน แล้วจึงย้อนกลับมาดูว่าเรายังขาดอะไร และต้องทำอะไรเพื่อไปถึงจุดนั้น

แนวคิดนี้มีประโยชน์มากเวลาหุ้นส่วนเริ่มเห็นไม่ตรงกัน สมมติคนหนึ่งอยากเปิดสาขาเพิ่ม แต่อีกคนอยากนำเงินไปลงทุนออนไลน์

แทนที่จะมาถกกันว่า “ความคิดของใครดีกว่า?” แต่ถ้าถ้ากลับไปที่เป้าหมาย เช่น ปีนี้เราต้องการเพิ่มยอดขาย 30% การถกเถียงจะกลายเป็นการหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะพาบริษัทให้ถึงเป้าหมายแทน

HBR ก็มีข้อสังเกตที่ช่วยเสริมแนวคิดนี้ว่า เมื่อเพื่อนกลายมาเป็น Co-founder พวกเขาจะต้องเผชิญสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเจอในฐานะเพื่อน และต้องสามารถผ่านปัญหาเหล่านั้นไปโดยไม่เปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการกล่าวโทษกัน

6. คิดถึงวันที่อาจแยกกัน ตั้งแต่วันที่ยังรักกัน

อีก Detail ที่น่าสนใจมากของกองทุน Cocktail คือ มีการคิดเงื่อนไขของเงินก้อนนี้ไว้ถึงวันที่วงสิ้นสุด

นั่นหมายความว่า นอกจากคิดว่า “เราจะเดินไปด้วยกันอย่างไร” ยังคิดเผื่อด้วยว่า “ถ้าวันหนึ่งเราไม่ได้เดินไปด้วยกันแล้ว จะจัดการสิ่งที่สร้างร่วมกันอย่างไร”

นี่เป็นหลักคิดที่คนทำธุรกิจกับเพื่อนนำไปใช้ได้ทันทีเพราะตอนเริ่มธุรกิจ เรามักคุยกันว่าใครจะถือหุ้นเท่าไร จะหาเงินได้เท่าไร หรืออยากพาบริษัทโตไปถึงไหน แต่ในวันที่สิ้นสุดธุรกิจเรามักไม่เคยคิดถึง

เช่นถ้าวันหนึ่งคนหนึ่งอยากออกจะทำอย่างไร? หุ้นของเขาจะขายให้ใครได้? ถ้าคนหนึ่งหยุดทำงานแต่ยังถือหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น? ทรัพย์สินหรือสิ่งที่ช่วยกันสร้างจะเป็นของใคร? เป็นต้น

คำถามเหล่านี้ฟังดูเหมือนเรื่องไกลตัวในวันเริ่มต้น แต่จริง ๆ แล้ว นี่คือเรื่องที่ควรคุยในวันที่เรายังคุยกันง่าย ไม่ใช่รอจนถึงวันที่คุยกันไม่ได้แล้ว

การคิดถึงทางออกตั้งแต่ต้นจึงไม่ได้หมายความว่าเราไม่ไว้ใจกัน แต่คือการยอมรับว่า คนและสถานการณ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และสร้างกติกาไว้รองรับก่อนที่อารมณ์จะเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจ

7. สร้างสิ่งที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์ของแต่ละคน

สุดท้ายสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของแนวคิด “สมาชิกคนที่ห้า” ของ Cocktail คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง โดยวงเลือกกันรายได้บางส่วนออกมาเป็นของส่วนกลาง เพื่อสร้างประโยชน์ในระยะยาว

และกองกลางนี้ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะสมาชิกวงเท่านั้น ในช่วงวิกฤตโควิด สมาชิก Cocktail เคยเล่าว่า เงินกองกลางยังถูกนำมาใช้ช่วยดูแลทีมงานเบื้องหลังที่ไม่มีรายได้ในช่วงนั้นด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการ “สร้างบางอย่างร่วมกัน” ที่มีมูลค่ามากกว่าผลประโยชน์ของสมาชิกแต่ละคนในวันนี้

สำหรับธุรกิจ สิ่งนั้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นกองทุนแบบ Cocktail แต่อาจเป็นเงินสำรองของบริษัท การลงทุนเพื่ออนาคต เทคโนโลยี ฐานลูกค้า แบรนด์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่ทุกคนช่วยกันสร้างก็ได้

สุดท้าย เพื่อนทำธุรกิจด้วยกันได้ไหม?

สิ่งที่น่าสนใจจากกรณีของโอมและ Cocktail คือ เขาไม่ได้แสดงให้เห็นว่า “ความเป็นเพื่อนไม่สำคัญ” แต่ตรงกันข้าม การเดินทางร่วมกันมายาวนานต้องมีทั้งความไว้ใจ ความเข้าใจ และเป้าหมายร่วมกัน

แต่สิ่งที่อยู่คู่กับความสัมพันธ์เหล่านั้นคือ “ระบบ” ที่จะมาช่วยปิดช่องว่างที่อาจเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คิดไว้ก่อนตั้งแต่ต้นว่าเมื่อวันที่เปลี่ยนจาก “เพื่อน” มาเป็น “หุ้นส่วน” แล้ว เราสามารถเพิ่มกติกาและความเป็นมืออาชีพเข้าไป โดยไม่ทำลายความสัมพันธ์เดิมได้หรือไม่

เพราะถ้าเรามีระบบที่ดี เราก็ไม่จำเป็นต้องเอาความไว้ใจของเราไปทดสอบกับทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในธุรกิจ?

ที่มา: Harvard Business ReviewMGR Online, Sanook MoneyThairath Money