ชวนรู้จัก Manifesting เทรนด์มาแรง สะท้อนความต้องการ ‘ควบคุมชีวิต’ คนรุ่นใหม่ และแบรนด์จะโอบรับอย่างไร


 

เชื่อว่าหลายคนคงเคยผ่านตาเห็น คำว่า Manifest” หรือ “Manifesting” กันมาบ้างล่ะ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นคำที่คุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การเขียนสิ่งที่อยากได้ลงในสมุด การทำ Vision Board การพูด Affirmation กับตัวเอง ไปจนถึงการพูดเล่นๆ ว่า “ฉันกำลัง Manifest สิ่งนี้อยู่”

จากเรื่องที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าอยู่ในโลกของสายมูหรือ Self-help ทว่า วันนี้ Manifest กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และถูกนำไปผูกกับแทบทุกเรื่องในชีวิต ตั้งแต่ความรัก การงาน เงิน สุขภาพ ความงาม ไปจนถึง Lifestyle ที่อยากมีในอนาคต

งานวิชาการที่ศึกษาปรากฏการณ์นี้ระบุว่า Manifesting กลับมาได้รับความสนใจอย่างมากบนโซเชียลมีเดียในช่วงปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 โดย Google Search พบว่าคำดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และภายในช่วงกลางปี 2024 คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ Manifestation บน TikTok มียอดเข้าชมรวมมากกว่า 62,000 ล้านครั้งแล้ว

 

แต่ถ้ามองให้ลึกกว่าตัวเลข คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมคนยุคนี้ถึงอยาก Manifest กันนัก?

 

Manifesting คืออะไร?

ในความหมายร่วมสมัย Manifesting คือแนวคิดที่เชื่อว่า ความคิด ความเชื่อ และการจินตนาการถึงสิ่งที่ต้องการ สามารถช่วยนำสิ่งนั้นเข้ามาสู่ชีวิตได้

วิธีที่พบได้บ่อยมีตั้งแต่การพูด Affirmation เช่น “ฉันเก่งพอสำหรับงานนี้” หรือ “ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี” การ Visualize ภาพชีวิตที่ต้องการ การเขียนเป้าหมายซ้ำๆ หรือการทำ Vision Board ที่รวมภาพของบ้าน งาน เงิน ความสัมพันธ์ หรือ Lifestyle ที่ตัวเองอยากมี

แนวคิดนี้มักเชื่อมโยงกับ “กฎแห่งแรงดึงดูด” Law of Attraction ซึ่งมีแกนกลางอยู่ที่ความเชื่อว่า สิ่งที่เราคิดและให้ความสนใจจะดึงดูดสิ่งที่มีลักษณะสอดคล้องกันเข้ามาในชีวิต

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่ควรแยกให้ชัดเจน นั่นคือ Manifestation ไม่ใช่แนวคิดที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเพียงการคิดหรือจินตนาการจะสามารถทำให้เหตุการณ์ภายนอกเกิดขึ้นตามต้องการได้โดยตรง ดังนั้น  สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้จริงในเชิงพฤติกรรมคือ การกำหนดเป้าหมายและการจินตนาการถึงอนาคตอาจช่วยให้คนมองเห็นสิ่งที่ต้องการชัดขึ้น เกิดแรงจูงใจ และตัดสินใจลงมือทำมากขึ้น แต่ “คิดแล้วจักรวาลจัดให้” เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรถูกนำมาเหมารวมกับหลักฐานทางจิตวิทยา

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Manifesting ในปัจจุบันจึงอยู่ตรงกลางระหว่าง Spirituality, Self-help, Psychology และ Internet Culture

จากแนวคิดเก่า สู่เทรนด์ใหม่บน TikTok

แม้ Manifesting จะดูเป็นเทรนด์ใหม่ แต่แนวคิดเบื้องหลังไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุค TikTok

รากสำคัญของ Manifestation สมัยใหม่สามารถย้อนกลับไปได้ถึง New Thought Movement ในสหรัฐอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นกระแสทางความคิดที่ให้ความสำคัญกับพลังของจิตใจ ความคิดเชิงบวก และความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับชีวิต ต่อมาแนวคิดเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดในหนังสือ Self-help และวัฒนธรรมความสำเร็จตลอดศตวรรษที่ 20 ก่อนจะกลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้งจากหนังสือและภาพยนตร์ The Secret ในปี 2006 ซึ่งทำให้ Law of Attraction กลายเป็นแนวคิดที่เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น

แต่สิ่งที่โซเชียลมีเดียทำให้แตกต่างออกไปคือ มันเปลี่ยน Manifesting จาก “แนวคิด” ให้กลายเป็น พฤติกรรมที่ทำตามได้ จากเดิมที่อาจต้องอ่านหนังสือหรือเข้าคอร์ส ผู้ใช้ TikTok สามารถดูคลิปสั้นๆ ว่า “เขียน 3-6-9 อย่างไร” “ทำ Vision Board แบบไหน” หรือ Affirmation ที่ใช้ก่อนนอน” แล้วนำไปทำตามได้ทันที

ในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้คนทั่วโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากโควิด-19 Manifesting จึงกลับมาได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Religion Compass ระบุว่า Google Search ของคำว่า Manifesting เพิ่มขึ้นประมาณ 600% ในช่วงดังกล่าว

พูดง่ายๆ คือ เมื่อโลกภายนอกคาดเดาไม่ได้ ผู้คนจึงหันกลับมาจัดการกับสิ่งที่ตัวเองพอจะควบคุมได้ นั่นคือความคิด เป้าหมาย และเรื่องราวที่ตัวเองเล่าให้ตัวเองฟัง

Manifesting กับ Pop culture

นอกจากนี้ เทรนด์ “Manifesting” มักนิยมเล่นคู่กับเพลงของ Dua Lipa ได้แก่ “Training Season” (ออกปี 2024 ในอัลบั้ม Radical Optimism) เป็นเสมือน “บทสวดภาวนา” หรือ mantra เพื่อดึงดูดความรักและความสัมพันธ์ที่ตรงใจ โดยแฟน ๆ เชื่อว่าเนื้อเพลงที่เธอเขียนไว้ได้กลายเป็นจริงในชีวิตของเธอเองกับนักแสดง Callum Turner ซึ่งที่มาเกิดจาก Dua Lipa เคยบอกว่าเธอ “ระวังคำที่เขียน” เพราะเชื่อว่ามันอาจกลายเป็นจริงเหมือน mantra ที่พูดซ้ำ ๆ

ปรากฏว่า ผลลัพธ์ในชีวิตจริง ทำให้เธอสร้างความสัมพันธ์กับ Callum Turner (เริ่มปี 2024, หมั้นปี 2025, แต่งงานปี 2026) แล้วเกิดเป็นแรงบันดาลใจทำให้แฟน ๆ มองว่าเพลงนี้คือการ manifest ที่สำเร็จ !!

 

ทำไม Manifesting จึงเข้ากับยุคโซเชียลมีเดียอย่างพอดี?

Manifesting มีคุณสมบัติหลายอย่างที่เหมาะกับ Social Media มาก

#1 ประการแรก มันเป็นเรื่องของ Personal Story

  • “ฉัน Manifest งานใหม่แล้วได้งานจริง”
  • “ฉันเขียนสิ่งนี้ไว้ แล้วอีกสามเดือนมันเกิดขึ้น”
  • “นี่คือ Vision Board ของฉันเมื่อปีที่แล้ว และดูว่าตอนนี้ชีวิตฉันเป็นอย่างไร”

เรื่องเหล่านี้มีโครงสร้างแบบ Before & After ซึ่งเป็นวัตถุดิบชั้นดีของคอนเทนต์ Social Media เพราะมีทั้งความหวัง ความสงสัย และผลลัพธ์ให้คนติดตาม

#2 ประการที่สอง Manifesting เป็นคอนเทนต์ที่ มีส่วนร่วมได้ง่าย

คนดูไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เพียงหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นมาเขียนสิ่งที่ต้องการ หรือพูดประโยค Affirmation ตามคลิปก็สามารถรู้สึกว่าได้ “เข้าร่วม” กับเทรนด์แล้ว

#3 ประการที่สาม ตอบโจทย์ความต้องการสำคัญของคนยุคนี้

นั่นคือ ความรู้สึกว่าตัวเองมีอำนาจในการกำหนดชีวิต ในโลกที่งานไม่มั่นคง เศรษฐกิจผันผวน เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว และเส้นทางชีวิตไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนคนรุ่นก่อน การบอกตัวเองว่า “ฉันสามารถสร้างชีวิตที่ต้องการได้” จึงมีพลังทางอารมณ์อย่างมาก

นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Manifesting เดินทางคู่มากับเทรนด์อย่าง Lucky Girl Syndrome, Delulu และ Future Self โดย TikTok เองเคยอธิบายกระแส #delulu ว่าเป็นส่วนผสมระหว่าง Fantasy และ Manifestation ที่เปิดพื้นที่ให้คนจินตนาการถึงตัวเองในเวอร์ชันที่กล้าหรือมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่โลกจริงเต็มไปด้วยความกดดันและความไม่แน่นอน

 

 

View this post on Instagram

 

A post shared by Brad Martin (@radmartin_)

ไม่ได้ Manifest แค่เรื่องเงิน แต่กำลังแทรกอยู่ในทุกพื้นที่ของชีวิต

สิ่งที่น่าสนใจคือ Manifesting ไม่ได้หยุดอยู่กับเรื่อง “อยากรวย” หรือ “อยากมีแฟน” วันนี้มันกระจายไปอยู่ในหลายมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น Health&Wellness คนจำนวนหนึ่งใช้ Manifesting ร่วมกับการดูแลตัวเอง เช่น การพูด Affirmation เกี่ยวกับสุขภาพ การ Visualize ร่างกายที่แข็งแรง หรือการสร้าง Routine ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเป็น “คนสุขภาพดี” ในโลก Wellness ที่ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพียงผลิตภัณฑ์ แต่ซื้อ Lifestyle การ Manifest จึงสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Self-care ได้

แต่พื้นที่นี้ก็ต้องระวัง เพราะเมื่อ Manifest ถูกนำไปผูกกับการเปลี่ยนแปลงร่างกายหรือรักษาโรคโดยตรง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความคาดหวังที่เป็นอันตรายได้ กรณีที่เห็นชัดคือเทรนด์ Beauty Manifesting ที่บางคนเชื่อว่าสามารถ Manifest ให้ผิวดีขึ้น รูปร่างเปลี่ยน หรือแม้แต่รูปหน้าดูแตกต่างได้ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแนวคิดดังกล่าวอาจเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์และมาตรฐานความงามที่ไม่เป็นจริง

นอกจากนี้เรื่อง การทำงานและความสำเร็จ” นับเป็นอีกพื้นที่ที่ Manifesting เติบโตมากคือเรื่อง Career จาก “ฉันอยากได้งานใหม่” กลายเป็น “ฉันกำลังเป็นคนที่เหมาะกับตำแหน่งนั้น” คนรุ่นใหม่จำนวนมากไม่ได้มอง Career เป็นเพียงตำแหน่งหรือเงินเดือน แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Identity เช่น อยากเป็น Entrepreneur อยากทำงานที่มี Meaning อยากมี Financial Freedom หรืออยากมีชีวิตที่สามารถออกแบบเวลาเองได้ ดังนั้น Manifesting จึงทำหน้าที่คล้ายการสร้างภาพ Future Self ให้กับตัวเอง ดังนั้น คำถามไม่ได้มีแค่ “ฉันอยากได้อะไร?” แต่กลายเป็น “ฉันอยากเป็นใคร?”

และเมื่อภาพนั้นชัดขึ้น การเลือกงาน การเรียนรู้ทักษะใหม่ การสร้าง Network หรือแม้แต่การเลือก Lifestyle ก็สามารถถูกจัดวางให้สอดคล้องกับตัวตนที่ต้องการได้

“ความสัมพันธ์และชีวิตประจำวัน” ความรักเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ยอดนิยม ตั้งแต่การ Manifest คู่รักในอุดมคติ ไปจนถึงการกำหนดคุณสมบัติของความสัมพันธ์ที่ต้องการ เช่นเดียวกับเรื่องเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการอยากมีบ้านแบบไหน อยากเดินทางไปที่ใด อยากมี Morning Routine อย่างไร หรืออยากใช้ชีวิตในแบบที่เห็นผ่าน Pinterest และ Instagram ตรงนี้ทำให้ Manifesting เริ่มเชื่อมกับ Lifestyle Culture อย่างชัดเจน เพราะ สิ่งที่คนกำลัง Manifest อาจไม่ใช่ “สิ่งของ” แต่คือ ชีวิตที่สิ่งของเหล่านั้นเป็นตัวแทน

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกับคนยุคนี้?

หากมอง Manifesting ในฐานะปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม มากกว่าจะถามว่ามัน “จริงหรือไม่จริง” จะเห็นประเด็นที่น่าสนใจกว่า นั่นคือ คนกำลังต้องการรู้สึกว่าชีวิตของตัวเองยังมีทางเลือก

ในช่วงเวลาที่อนาคตเต็มไปด้วยตัวแปร การมีภาพอนาคตที่ตัวเองต้องการจึงช่วยให้ชีวิตมีทิศทาง นี่ไม่ได้แปลว่าการคิดบวกจะทำให้ทุกอย่างสำเร็จ แต่การกำหนดสิ่งที่ต้องการอย่างชัดเจนสามารถเปลี่ยนวิธีที่คนมองปัญหาและตัดสินใจได้

งานเขียนเกี่ยวกับ Manifesting ในปัจจุบันจึงเริ่มแยกออกจากเวอร์ชันสุดโต่งที่เชื่อว่า “คิดอย่างเดียวก็พอ” และให้ความสำคัญกับ Intention + Action หรือพูดให้เป็นภาษาง่ายที่สุดคือ อยากได้อะไรให้เห็นภาพ แต่สุดท้ายก็ต้องลุกไปทำ นี่เป็นจุดที่ Manifesting สามารถมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงเทรนด์สายมู

 

แล้วแบรนด์เข้ามาเล่นกับ Manifesting ได้อย่างไร? กับการหยุดขายฝัน

คำตอบคือ แบรนด์ไม่ได้จำเป็นต้องขาย “การ Manifest” แต่สามารถขาย สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า ตัวเองกำลังเข้าใกล้ชีวิตที่อยากเป็น ดังนั้น นี่จึงเป็นการเปลี่ยนมุมมองจาก Product Benefit ไปสู่ Identity Benefit

ตัวอย่างที่เห็นได้แล้วคือสินค้าและแบรนด์ในกลุ่ม Beauty, Wellness, Fashion และ Lifestyle ที่นำภาษาเรื่อง Self-belief, Confidence, Positivity และ Future Self มาเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Story โดยในกลุ่ม Beauty เอง Manifesting เคยถูกนำไปเชื่อมกับการดูแลผิวและ Self-care จนเกิดเป็นคอนเทนต์และสินค้าที่จับกระแส “Manifest clear skin” โดยตรง

ขณะที่แบรนด์อย่าง Velvet Caviar ก็มีการนำแนวคิด Lucky Girl Syndrome มาเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารสินค้าและคอลเลกชัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Manifestation สามารถถูกแปลงจาก Mindset ไปเป็น Lifestyle Proposition ได้

สิ่งที่แบรนด์ควรเรียนรู้จากเรื่องนี้จึงไม่ใช่ “เราจะทำแคมเปญ Manifest ยังไง?” แต่ควรถามว่า ผู้บริโภคของเราอยากกลายเป็นใคร และแบรนด์จะช่วยให้เขาเข้าใกล้ตัวตนนั้นได้อย่างไร?”

5 วิธีที่แบรนด์สามารถ Adopt Manifesting โดยไม่ทำให้ตัวเองดูขายของเกินไป

  1. เปลี่ยนจากขายสินค้า เป็นขาย Future Self
  • อย่าเริ่มจาก “สินค้าของเราดีอย่างไร” แต่เริ่มจาก “เมื่อมีสินค้านี้ในชีวิต คุณอยากเป็นคนแบบไหน”
  • รองเท้าอาจไม่ได้ขายแค่ความสบาย แต่ขายภาพของคนที่ออกไปใช้ชีวิตมากขึ้น
  • เครื่องสำอางอาจไม่ได้ขายแค่สีหรือ Texture แต่ขายความรู้สึกว่า “วันนี้ฉันพร้อมเจอโลก”
  • นี่คือการทำให้ Product กลายเป็นเครื่องมือในการสร้าง Identity
  1. สร้าง Manifestation Ritual ให้เกิดขึ้นจริง
  • แบรนด์สามารถออกแบบกิจกรรมหรือ Experience ที่ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วม เช่น Digital Vision Board, Manifestation Journal, Personal Goal Generator หรือ Interactive Experience ที่เปลี่ยนเป้าหมายของคนให้กลายเป็น Content
  • เมื่อ Consumer เป็นคนสร้างเรื่องราวด้วยตัวเอง โอกาสที่คอนเทนต์จะถูกแชร์ต่อก็ยิ่งมากขึ้น
  1. ใช้ Creator ที่มีชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่แบรนด์อยากสื่อ
  • Manifesting เป็นเรื่อง Personal มาก ดังนั้น Creator ไม่ควรเป็นเพียงคนที่มี Reach สูง แต่ควรเป็นคนที่ผู้ติดตามเชื่อว่า “เขาใช้ชีวิตแบบนี้จริง” จาก Influencer Marketing จึงสามารถขยับไปสู่ Identity-led Creator Marketing
  1. อย่าใช้ Manifesting เป็นข้ออ้างในการขายความฝันเกินจริง
  • นี่เป็นเส้นที่แบรนด์ต้องระวังอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ ความงาม การเงิน และความสำเร็จ เพราะถ้าแบรนด์สื่อสารว่า “แค่ใช้สินค้านี้แล้วชีวิตจะเปลี่ยน” อาจกลายเป็นการขายความหวังมากกว่าการสร้างแรงบันดาลใจ ดังนั้น Manifesting ที่แบรนด์ใช้ได้อย่างแข็งแรงจึงควรอยู่บนพื้นฐานของ Aspiration + Action มากกว่า Wishful Thinking
  1. เปลี่ยนจาก Campaign Moment เป็น Brand Culture

ถ้าทำเพียงโพสต์ว่า “Manifest your dream life with us” มันอาจดูเหมือนการเกาะเทรนด์ และหมดอายุพร้อมกับเทรนด์นั้น แต่ถ้าแบรนด์สามารถสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนให้ผู้บริโภค “เชื่อในตัวเอง กล้าตั้งเป้าหมาย และลงมือทำ” ได้อย่างต่อเนื่อง Manifesting จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Meaning มากกว่าเป็นเพียง Hashtag

 

เมื่อ “Manifesting” ไม่ได้หมายถึงการขอพร แต่คือการออกแบบตัวตน

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้ Manifesting น่าสนใจในมุมของนักการตลาดอาจไม่ใช่เรื่องว่า “จักรวาลจะส่งสิ่งที่เราขอมาให้หรือไม่” แต่คือมันกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคจาก “ฉันซื้ออะไร” ไปสู่ “ฉันกำลังจะกลายเป็นใคร” คนไม่ได้มองสินค้าแยกออกจากชีวิตอีกต่อไป แต่เลือกแบรนด์ที่เข้ากับภาพของตัวเองในอนาคต

แก้วน้ำอาจเป็นภาพของคนที่อยากดูแลสุขภาพ เสื้อผ้าอาจเป็นภาพของคนที่อยากมีความมั่นใจ สกินแคร์อาจเป็นภาพของคนที่อยากดูแลตัวเอง หรือแม้แต่คอร์สเรียนออนไลน์ก็อาจเป็นภาพของคนที่กำลังพาตัวเองไปสู่ Career ใหม่

ดังนั้น สำหรับแบรนด์ Manifesting อาจไม่ใช่เรื่องของการ “เสกความฝันให้เป็นจริง” แต่เป็นเรื่องของการเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังถามตัวเองว่า “ฉันอยากมีชีวิตแบบไหน?” และแบรนด์ที่ตอบคำถามนั้นได้อย่างจริงใจ อาจไม่ได้เป็นเพียงสินค้าที่คนซื้อ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่คนกำลังสร้างขึ้นมา

 

แหล่งอ้างอิง:

 


pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!