ชวนเข้าใจ ทำไม ‘Small Talk’ ในที่ทำงานถึงสำคัญ พร้อม How to เริ่มบทสนาง่ายๆ ‘ลดความเกร็ง–เพิ่มความสนิท’ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีม


 

Small Talk ในที่ทำงานสำคัญอย่างไร? พร้อม 4 วิธีเริ่มคุยให้ต่อบทสนทนาได้ และรู้จักเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

สำหรับคนทำงาน การคุยกับเพื่อนร่วมงานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ทั้งอัปเดตโปรเจ็กต์ ขอข้อมูล หรือช่วยกันแก้ปัญหาใน Meeting แต่พอเดินออกจากห้องประชุม หลายคนกลับรู้สึก ‘ไม่รู้จะชวนคุยยังไงดี’ ถามแบบนี้จะแปลกไหม เปิดเรื่องคุยอย่างไร สุดท้ายต่างคนต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วต่างคนต่างแยกย้ายทำงานจนหมดวันไป

 


Key Takeaway

  • Small Talk ช่วยให้เพื่อนร่วมงานรู้จักกันมากกว่าบทบาทและหน้าที่ในงาน
  • การเริ่มคุยง่ายขึ้นเมื่อเลือกจังหวะที่เหมาะ และเปิดจากเรื่องที่อยู่ตรงหน้าหรือประสบการณ์ร่วมกัน
  • การฟังและหยิบรายละเอียดจากคำตอบมาถามต่อ ช่วยให้บทสนทนาไหลต่อได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น
  • การจบบทสนทนาให้ชัด พร้อมทิ้งเรื่องไว้คุยต่อครั้งหน้า ช่วยสร้างความคุ้นเคยทีละนิด
  • การลองเป็นฝ่ายทักก่อนเป็นครั้งคราว ช่วยลดความเกร็งและเพิ่มความมั่นใจในการเริ่มบทสนทนาได้

Small Talk คืออะไร แล้วการคุยกันเล็กๆ น้อยๆ ในที่ทำงาน จำเป็นไหม?

 

Small Talk คือบทสนทนาสั้นๆ เรื่องทั่วไปที่อยู่นอกการคุยงานโดยตรง เช่น ร้านอาหารแถวออฟฟิศ หนังที่เพิ่งดู หรือกิจกรรมช่วงวันหยุด เป็นการพูดคุยที่ช่วยให้คนทักทายและค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยกัน

บางบทสนทนาอาจต่อยอดเป็นการแลกบทความ แนะนำคนที่มีประสบการณ์ หรือชวนเข้าร่วมโปรเจกต์ครั้งต่อไป หรือจากเดิมที่เจอกันแล้วแค่ยิ้มให้ ก็เริ่มมีเรื่องให้ทักและคุยต่อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ พัฒนาได้ในครั้งต่อไป หรือคนที่อยากให้ผลงานเป็นที่รู้จัก Small Talk ก็นับเป็นทางหนึ่งที่ดีในการเริ่มสร้างความคุ้นเคย ควบคู่กับการอัปเดตงาน เสนอความคิดเห็น และแสดงความสามารถผ่านการทำงานร่วมกัน

– 41% ระบุว่าเพื่อนในที่ทำงานช่วยแนะนำโอกาสก้าวหน้าภายในบริษัท และ 36% ช่วยแนะนำโอกาสก้าวหน้าภายนอกบริษัท (KPMG)

– 55% ของคนที่มีเพื่อนร่วมงานสนิทถึงขั้นคบหากันนอกเวลางานระบุว่า ‘มีความสุขกับงานมาก’ (KPMG)

– 64% มองว่าการประชุมมีประสิทธิภาพขึ้น เมื่อใช้เวลาพูดคุยสร้างความสัมพันธ์กันก่อนเข้าเรื่องงาน (Kahoot)

 

ทำไมการเริ่มคุยถึงยาก

 

จากการศึกษาพบว่าความเกร็งในการเริ่มคุยกับคนอื่น เกิดจากความกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกอย่างไรเมื่อได้คุยกับเรา จนเกิดการกลับมาทบทวนตัวเองว่าพูดแปลกไปไหม เว้นช่วงเงียบนานเกินไปหรือเปล่า

แต่มีงานศึกษาที่ทดลองให้ผู้เข้าร่วมสนทนากัน และให้คะแนนของสนทนานั้น พบว่าผู้เข้าร่วมมักให้คะแนนตัวเองน้อยกว่าที่อีกฝ่ายให้ หรือก็คือจริงๆ แล้วคู่สนทนาของเรามักจะรู้สึกดีกับการได้คุยกับเรามากกว่าที่ตัวเองคิด 

จึงอยากชวนลองให้โอกาสตัวเองเป็นฝ่ายทักก่อนดูบ้าง แม้จะยังเกร็งอยู่ก็ตาม เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ว่าอยากรู้จักเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้นอีกนิด ส่วนถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะชวนคุยเรื่องอะไร และต่อบทสนทนาอย่างไร ลองเริ่มจากวิธีเหล่านี้ที่หยิบไปใช้ได้ไม่ยากในวันทำงาน

 

เริ่ม Small Talk อย่างไรให้คุยต่อได้

 

1. เลือกจังหวะ แล้วถามจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

 

เริ่มช่วงรอกาแฟ พักกลางวัน หรือก่อนเริ่มประชุมที่อีกฝ่ายมีเวลาพอให้คุย แต่ดูด้วยว่าอีกฝ่ายหากกำลังพิมพ์งาน ใส่หูฟัง หรือรีบไปที่อื่น อาจจะยังไม่เหมาะ งานวิจัยของ Methot พบว่าจังหวะของการคุยจึงเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจไม่แพ้กัน

ลองใช้ประโยคเปิดจากสิ่งที่เจอร่วมกันได้เลย เช่น 

– “ร้านนี้มีเมนูไหนแนะนำบ้าง” ตอนรอกาแฟ 

– “แถวนี้มีร้านไหนที่ชอบบ้าง” เมื่อเพิ่งเข้าทีมใหม่ 

– ถ้าเพิ่งร่วมกิจกรรมเดียวกัน อาจถามว่า “เมื่อวานชอบช่วงไหนของงานที่สุด” เลือกเรื่องที่อีกฝ่ายตอบจากประสบการณ์ได้ และมีพื้นที่ให้เล่าต่อ ฟังคำตอบ แล้วหยิบหนึ่งเรื่องมาถามต่อ

ถ้าอีกฝ่ายตอบว่า “ชอบร้านข้างตึก เพราะมีเมนูเส้นให้เลือกเยอะ” ก็ถามต่อได้ว่า “ถ้าไปครั้งแรก แนะนำเมนูไหน” ทริคคือ การหยิบรายละเอียดจากคำตอบมาใช้ช่วยให้มีหัวข้อคุยต่อ โดยเริ่มจากเรื่องที่อีกฝ่ายเพิ่งเล่า แล้วแชร์เรื่องของตัวเองกลับไปสั้นๆ เช่น “เรากำลังหาร้านมื้อเที่ยงเพิ่มพอดี เดี๋ยวลองตาม” เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รู้จักกัน การสลับกันเป็นคนฟังกับคนเล่าก็สำคัญในการเป็นบทสนทนา

 

2. ฟังให้จบ แล้วตอบให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราใส่ใจ

 

เมื่อเปิดบทสนทนาได้แล้ว ลองให้ความสนใจกับเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังเล่า วางโทรศัพท์ หันมาฟัง และเว้นจังหวะให้พูดจบ 

งานศึกษาในวารสาร Communications Psychology พบว่า ในช่วง Small Talk พฤติกรรมการฟังโดยรวมที่แสดงออกผ่านทั้งคำพูด และท่าทาง มีผลต่อความรู้สึกของคู่สนทนา จึงเป็นอีกมุมที่ควรใส่ใจควบคู่กับการเลือกเรื่องมาคุยด้วย

สิ่งที่ลองทำได้คือ ตอบรับเรื่องของอีกฝ่ายก่อนเล่าเรื่องตัวเอง หากกำลังเล่าเรื่องที่ภูมิใจ ก็ร่วมยินดีด้วย หากเล่าถึงวันที่เหนื่อย อาจเปิดพื้นที่ให้เล่าต่อ และเสริมมุมมองของตัวเองได้

 

3. จบบทสนทนาให้ชัด ค่อยต่อครั้งหน้า

 

การศึกษาจาก PNAS ที่พบว่า ผู้เข้าร่วมมักประเมินเวลาที่อีกฝ่ายอยากจบการคุยคลาดเคลื่อน บางบทสนทนาจึงจบเร็วกว่าที่ต้องการ บางบทสนทนาก็ยาวเกินไป จึงอยากลองชวนสังเกตท่าทางเหล่านี้

– เริ่มใช้คำพูดส่งท้าย เช่น “โอเค งั้นตามนั้นนะ” “ขอบคุณที่แนะนำ” หรือ “ไว้คุยกันต่อ” ก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่าเข้าสู่ช่วงปิดบทสนทนาแล้ว

– เรื่องที่เล่าจบแล้ว ตามด้วยการรับคำและช่วงเงียบ เช่น อีกฝ่ายเล่าจนจบ เราตอบรับ แล้วทั้งคู่เว้นช่วง นี่เป็นจังหวะที่สามารถจบการคุยได้

– เริ่มขยับตัวเพื่อแยกย้าย เช่น หันตัวเตรียมเดิน หรือเริ่มก้าวออกจากจุดที่ยืนคุยขณะพูดส่งท้าย งานศึกษาพบว่าการเริ่มเดินออกเป็นหนึ่งในวิธีที่คนใช้ส่งสัญญาณปิดการคุย 

แต่เมื่อต้องจบบทสนทนา สิ่งสำคัญคือจะจบอย่างไร ให้ครั้งหน้าคุยต่อได้ง่ายขึ้น ไม่ติดขัด 

การศึกษาพบว่า การบอกกันตรงๆ อย่างสุภาพว่าต้องไปทำอะไรต่อ เป็นแนวทางหนึ่งที่นำมาปรับใช้ได้ดี เช่น กาแฟมาแล้ว ใกล้เริ่มประชุม หรือถึงเวลาต้องกลับไปทำงาน สามารถปิดบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง เช่น “เดี๋ยวขอกลับไปทำงานก่อนนะ ขอบคุณที่แนะนำร้าน เดี๋ยวลองแล้วมาเล่าให้ฟัง”

ครั้งหน้าอาจหยิบเรื่องเดิมมาทักต่อ เช่น “เมื่อวานลองร้านที่แนะนำแล้ว เมนูเส้นอร่อยจริง” หรือ “งานวิ่งสุดสัปดาห์เป็นยังไงบ้าง” เลือกจากเรื่องที่อีกฝ่ายเคยเล่าไว้ ก็มีหัวข้อให้กลับมาคุยกัน พร้อมแสดงให้เห็นว่าเราจำสิ่งที่เคยคุยกันได้

 

4. ลองเป็นฝ่ายทักก่อน วันละหนึ่งครั้ง

 

งานศึกษาของ Gillian Sandstrom ให้ผู้เข้าร่วมลองฝึกคุยกับคนแปลกหน้าต่อเนื่อง 5 วัน พบว่ารู้สึกเกร็งน้อยลง มั่นใจมากกว่า และรู้สึกว่าการเข้าไปทักคนอื่นเป็นเรื่องที่ตัวเองทำได้มากขึ้น

ถ้าลองนำแนวคิดนี้มาปรับเป็นการฝึกที่ทำได้ง่ายๆ ลองเริ่มจากคนที่เจอกันอยู่แล้ว เช่น เพื่อนร่วมงานที่รอกาแฟพร้อมกัน ลองเป็นฝ่ายทักก่อนในจังหวะที่อีกฝ่ายว่าง เช่น “ปกติสั่งเมนูอะไร”พอรู้สึกคุ้นขึ้น ค่อยลองถามต่อจากคำตอบอีกหนึ่งคำถาม หรือเล่าเรื่องของตัวเองกลับไปสั้น ๆ เช่น “เราสั่งแต่เมนูเดิมตลอด กำลังอยากลองอย่างอื่นพอดี” การฝึกจึงอยู่ในบทสนทนาธรรมดาที่เกิดขึ้นระหว่างวัน โดยค่อยๆ เพิ่มสิ่งที่ตัวเองทำได้ทีละอย่าง

Small Talk ช่วยให้รู้จักกันนอกเหนือจากบทบาทและหน้าที่ เมื่อรู้ว่าคนรอบตัวสนใจอะไร มีประสบการณ์แบบไหน การแลกเปลี่ยนมุมมองและขอคำแนะนำก็มีเรื่องให้ต่อยอดได้มากขึ้น การให้เวลากับบทสนทนาจึงเป็นอีกวิธีดูแลความสัมพันธ์ในที่ทำงาน ควบคู่กับการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี โดยเริ่มจากการคุยสั้นๆ ในจังหวะที่ทั้งสองฝ่ายสบายใจ

Sources: Preply, KPMG


FAQ

 

Small Talk คืออะไร?

Small Talk คือบทสนทนาสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องทั่วไปนอกเหนือจากงานโดยตรง เช่น อาหาร หนัง กิจกรรมวันหยุด หรือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ช่วยให้คนเริ่มทักทายและสร้างความคุ้นเคยกันได้ง่ายขึ้น

 

Small Talk สำคัญกับการทำงานอย่างไร?

บทสนทนาเล็กๆ ช่วยให้เพื่อนร่วมงานรู้จักความสนใจ ประสบการณ์ และมุมมองของกันและกันมากขึ้น ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การแลกเปลี่ยนคำแนะนำ การทำงานร่วมกัน และความสัมพันธ์ในทีมได้

 

เริ่ม Small Talk กับเพื่อนร่วมงานอย่างไร?

เริ่มจากจังหวะที่อีกฝ่ายมีเวลาคุย เช่น รอกาแฟ ก่อนประชุม หรือพักกลางวัน แล้วถามจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ฟังคำตอบ จากนั้นหยิบรายละเอียดหนึ่งอย่างมาถามต่อหรือแชร์เรื่องของตัวเองกลับไปสั้นๆ