
ผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมา ทั้งชื่อแบรนด์ที่ต้องใช้เวลาสร้างหลายปี โลโก้ที่ลงทุนออกแบบ บทความที่ทีมงานตั้งใจเขียน หรือภาพโฆษณาที่ผ่านการคิดและปรับแก้หลายครั้ง ล้วนเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าต่อธุรกิจ เบื้องหลังผลงานเหล่านี้มีทั้งต้นทุน ความคิดสร้างสรรค์ และเวลาที่ใช้สร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในสายตาผู้บริโภค แต่เมื่อมีบุคคลอื่นนำสินทรัพย์เหล่านั้นไปยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์ (Copyright) หรือนำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่
ยิ่งเมื่อกรณี “NENE ROYAL” ที่กลับมีบุคคลภายนอกนำชื่อไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ ก่อนที่ผู้ยื่นจะถอนคำขอในเวลาต่อมา ซึ่งเรื่องเหล่านี้อาจเกิดขึ้นได้ในแวดวงธุรกิจ จนเกิดคำถามเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ที่ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่เข้าใจกันอยู่
Key Takeaways
- ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างผลงานเสร็จ ไม่จำเป็นต้องรอจดทะเบียนก่อนถึงจะได้รับความคุ้มครอง
- “ลิขสิทธิ์–เครื่องหมายการค้า–ทะเบียนบริษัท” เป็นคนละเรื่องกัน ลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ ส่วนเครื่องหมายการค้าเน้นชื่อแบรนด์ โลโก้ และทะเบียนบริษัทคือการจัดตั้งนิติบุคคล
- ใครเป็นเจ้าของผลงาน สำคัญพอ ๆ กับการสร้างผลงาน ธุรกิจจึงควรระบุเรื่องสิทธิไว้ในสัญญาให้ชัดตั้งแต่ต้น
- ต้องเก็บหลักฐานการสร้างสรรค์ด้วย ช่วยให้มีประโยชน์เมื่อเกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิ
- งานจาก AI ไม่มีลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ขึ้นอยู่กับคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์มากแค่ไหน และระวังการนำผลงานลิขสิทธิ์ไปใช้กับ AI
ลิขสิทธิ์คืออะไร ทำไมธุรกิจต้องรู้
ลิขสิทธิ์ (Copyright) คือ สิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล เช่น การเขียนบทความ ถ่ายภาพ วาดภาพ แต่งเพลง หรือผลิตวิดีโอ โดยผู้ที่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์มีสิทธิในการนำผลงานไปใช้ ทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรืออนุญาตให้บุคคลอื่นนำไปใช้ตามที่กฎหมายกำหนด
ยกตัวอย่างที่ช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น หากธุรกิจแห่งหนึ่งลงทุนถ่ายภาพสินค้าเพื่อนำไปใช้โฆษณา แล้วมีธุรกิจอื่นนำภาพดังกล่าวไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าของลิขสิทธิ์ในภาพนั้นสามารถใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องผลงานของตนเองได้ โดยต้องพิจารณาด้วยว่า ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริง เช่น ช่างภาพ บริษัท หรือผู้ว่าจ้าง ตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้ คือ ลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นทันที เมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงานที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนก่อน เช่น เมื่อเขียนบทความเสร็จสิ้นหรือถ่ายภาพมาแล้ว ผลงานนั้นจะได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ทันที
สำหรับธุรกิจ ลิขสิทธิ์จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยปกป้องผลงานที่มีการลงทุนเพื่อสร้างขึ้นมา ลดความเสี่ยงจากการถูกนำผลงานไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และยังเปิดโอกาสให้นำผลงานไปสร้างรายได้ทางอื่น เช่น การขายสิทธิหรืออนุญาตให้ธุรกิจอื่นนำภาพถ่าย บทความ หรือวิดีโอไปใช้ในเชิงพาณิชย์
ลิขสิทธิ์คุ้มครองผลงานประเภทใดบ้าง
สินทรัพย์ที่สามารถนำมาจดทะเบียนลิขสิทธิ์ได้นั้นมีอย่างมากมาย โดยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และแก้ไขเพิ่มเติม ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ผลงานที่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ถูกแบ่งออกเป็น 9 ประเภทผลงานหลัก ประกอบไปด้วย
- งานวรรณกรรม: ผลงานที่ถูกเขียนขึ้นมา เช่น หนังสือ บทความ เนื้อหาบนเว็บไซต์ และโปรแกรมคอมพิวเตอร์
- งานนาฏกรรม: ผลงานที่เกี่ยวกับการออกแบบด้านการแสดง เช่น การแสดงละคร การเต้นรำ และการแสดงที่มีการออกแบบท่าทาง
- งานศิลปกรรม: ผลงานที่เกี่ยวกับด้านศิลปะ เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย งานกราฟิก และงานออกแบบศิลปะ
- งานดนตรีกรรม: ผลงานที่เกี่ยวกับดนตรีและเพลง เช่น ทำนองเพลงและเนื้อร้องที่แต่งขึ้นเพื่อประกอบดนตรี
- งานโสตทัศนวัสดุ: ผลงานที่เกี่ยวกับภาพเคลื่อนไหว เช่น วิดีโอที่บันทึกภาพต่อเนื่องและสามารถนำกลับมาเปิดรับชมได้
- งานภาพยนตร์: ผลงานศิลปะด้านการแสดงที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ภาพยนตร์และงานสร้างสรรค์ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวที่เข้าข่ายตามกฎหมาย
- งานสิ่งบันทึกเสียง: ผลงานที่เกิดจากการบันทึกเสียงต่าง ๆ เช่น ผลงานบันทึกเสียงที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง
- งานแพร่เสียงแพร่ภาพ: ผลงานเสียงที่ทำการเผยแพร่เพื่อให้ผู้อื่นสามารถรับฟังได้ เช่น การออกอากาศทางวิทยุหรือโทรทัศน์
- งานอื่น ๆ : ครอบคลุมไปถึงผลงานในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ ที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย
สำหรับธุรกิจและผู้ประกอบการแล้ว ลิขสิทธิ์ผลงานที่สามารถพบเห็นได้บ่อยที่สุด จะเป็นภาพถ่ายสินค้า บทความเว็บไซต์ ภาพกราฟิกโฆษณา วิดีโอประชาสัมพันธ์ และงานออกแบบสินค้าหรือโลโก้ธุรกิจ ทั้งนี้ ผลงานแต่ละชิ้นต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมาย และการนำผลงานของผู้อื่นมาดัดแปลงก็อาจต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิที่แท้จริงก่อน
ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และทะเบียนพาณิชย์ ต่างกันอย่างไร?
หนึ่งในความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสามารถพบได้บ่อย คือ การคิดว่าเมื่อธุรกิจทำการจดทะเบียนบริษัทหรือจดทะเบียนชื่อร้านค้าไปแล้ว จะทำให้ธุรกิจสามารถได้รับสิทธิครอบคลุมลิขสิทธิ์ ทั้งชื่อแบรนด์ โลโก้ และผลงานทั้งหมดได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การจดทะเบียนเพื่อรับความคุ้มครองแต่ละเรื่องถูกแยกออกจากกัน และอยู่ภายใต้กฎหมายและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน แบ่งเป็น
-
ลิขสิทธิ์ (Copyright)
เป็นการคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับลิขสิทธิ์เฉพาะผลงานโดยตรงที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ เช่น บทความ ภาพถ่าย ภาพประกอบ เนื้อเพลง ทำนองเพลง หรือวิดีโอ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจผลิตภาพโฆษณาขึ้นมาหนึ่งชิ้น เจ้าของสิทธิสามารถควบคุมการนำภาพไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือใช้ประโยชน์ตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดได้ ที่สำคัญลิขสิทธิ์จะเกิดขึ้นเมื่อสร้างสรรค์ผลงานเสร็จสิ้น และสามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อบันทึกข้อมูลผลงานไว้ได้
-
เครื่องหมายการค้า (Trademark)
เครื่องหมายการค้าจะเน้นความคุ้มครองไปที่ชื่อแบรนด์ โลโก้ สัญลักษณ์ หรือเครื่องหมายที่ใช้แยกแยะสินค้าของธุรกิจ แม้จะอยู่ในเครือเดียวกัน โดยต้องมีคุณสมบัติตามกฎหมายกำหนด ตัวอย่างเช่น ธุรกิจเปิดตัวผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อแบรนด์หนึ่ง และต้องการคุ้มครองทั้งชื่อนั้นและสินค้าที่จำหน่าย สามารถยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ ในกรณี NENE ROYAL เป็นตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นความสำคัญของเครื่องหมายการค้าที่ชัดเจน
-
ทะเบียนพาณิชย์และทะเบียนบริษัท
การจดทะเบียนพาณิชย์เป็นการจดทะเบียนเกี่ยวกับการประกอบกิจการค้าตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ส่วนการจดทะเบียนบริษัทเป็นกระบวนการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อเข้ามาบริหารบริษัท ตัวอย่างเช่น การจดทะเบียนบริษัทชื่อ ABC จำกัด เป็นการจดทะเบียนบริษัทตามกฎหมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะได้รับสิทธิคุ้มครองเครื่องหมายการค้าสำหรับสินค้าหรือบริการทุกประเภทภายใต้ชื่อ ABC ในทันที
ดังนั้นเพื่อให้สรุปเข้าใจง่าย การจดทะเบียนบริษัทเป็นการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าจะช่วยคุ้มครองชื่อแบรนด์หรือโลโก้ที่ใช้กับสินค้าหรือบริการ ส่วนลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการสร้างสรรค์ผลงานตามเงื่อนไขของกฎหมาย
ทำไมลิขสิทธิ์จึงสำคัญต่อธุรกิจ
ลิขสิทธิ์มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจมากกว่าที่หลายคนคิด เพราะลิขสิทธิ์จะช่วยคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างรายได้ ช่วยเพิ่มมูลค่าแบรนด์ และกลายเป็นทรัพย์สินที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว ไม่ให้ถูกคนอื่นนำไปใช้หาผลประโยชน์โดยที่เจ้าของสิทธิไม่ทราบเรื่องหรือไม่มีส่วนร่วมในการดำเนินการนั้น ๆ
- ปกป้องผลงานที่ธุรกิจลงทุนสร้างขึ้น: ธุรกิจต้องใช้ทั้งเงิน เวลา และบุคลากรในการผลิตผลงาน เช่น ภาพโฆษณา บทความ หรือวิดีโอ ลิขสิทธิ์ช่วยให้เจ้าของสิทธิมีหลักฐานทางกฎหมายในการจัดการ เมื่อพบการนำผลงานไปใช้โดยละเมิดลิขสิทธิ์
- เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากผลงาน: เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้ผลงานภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกัน เช่น การอนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย การนำบทความไปเผยแพร่ซ้ำ หรือการใช้เพลงประกอบโฆษณา ซึ่งอาจสามารถสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการอนุญาตนั้น
- ลดข้อพิพาททางธุรกิจ: การกำหนดความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ให้ชัดเจน สามารถช่วยลดปัญหาระหว่างบริษัท พนักงาน นักออกแบบ และผู้รับจ้างภายนอก โดยเฉพาะเมื่อมีการนำผลงานไปใช้ต่อหลังสิ้นสุดสัญญา
- เพิ่มความมั่นใจในการใช้ผลงาน: ช่วยให้ธุรกิจทราบว่า ใครเป็นเจ้าของสิทธิ และมีหลักฐานการอนุญาตใช้ผลงานชัดเจน จะช่วยสร้างความมั่นใจใจการวางแผนผลิตคอนเทนต์ในแคมเปญต่าง ๆ
- สร้างมูลค่าให้ทรัพย์สินทางปัญญา: ผลงานสร้างสรรค์บางประเภทสามารถนำไปอนุญาตใช้สิทธิ โอนสิทธิ หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางธุรกิจได้ การบริหารจัดการลิขสิทธิ์อย่างเป็นระบบจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการต่อยอดทรัพย์สินที่ธุรกิจมีอยู่
ธุรกิจจำเป็นต้องจดทะเบียนลิขสิทธิ์หรือไม่
การ “จดทะเบียนลิขสิทธิ์” มักจะเป็นคำที่คนทั่วไปใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่ในประเทศไทย กระบวนการที่ถูกต้องเรียกว่า “การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์” โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาเปิดโอกาสให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถแจ้งข้อมูลผลงานของตนเอง เพื่อบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับผู้สร้างสรรค์ เจ้าของสิทธิ และลักษณะผลงานไว้ในระบบของกรมฯ เมื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ครบถ้วน ผู้แจ้งจะได้รับเอกสารแสดงการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารแสดงว่ามีการแจ้งข้อมูลไว้กับกรมฯ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการรับรองความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างเด็ดขาดโดยสมบูรณ์ หากเกิดข้อพิพาทผู้แจ้งต้องนำหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อมาพิสูจน์ยืนยันในสิทธิของตนเอง
แม้การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จะเป็นเรื่องสมัครใจ ไม่ใช่กฎหมายบังคับให้ต้องดำเนินการ แต่สำหรับธุรกิจที่มีผลงานจำนวนมาก การจัดเก็บข้อมูลผลงานและหลักฐานอย่างเป็นระบบจะช่วยให้สามารถบริหารจัดการสิทธิได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข้อพิพาทเกิดขึ้น
วิธีแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์อย่างไร
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ สามารถดำเนินการตามระเบียบกรมทรัพย์สินทางปัญญา ว่าด้วยการรับแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์และการให้บริการข้อมูลลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2568 โดยมีขั้นตอนพื้นฐานมีดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบประเภทผลงานและเจ้าของสิทธิ
เริ่มจากพิจารณาว่า ผลงานที่ต้องการแจ้งอยู่ในประเภทใด เช่น บทความเป็นงานวรรณกรรม ภาพถ่ายเป็นงานศิลปกรรม หรือวิดีโออาจเข้าข่ายงานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์ตามลักษณะของผลงาน จากนั้นตรวจสอบว่า ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะงานที่สร้างขึ้นจากการจ้างพนักงานหรือผู้รับจ้างภายนอก
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว งานที่พนักงานสร้างขึ้นในฐานะลูกจ้าง โดยหลักการผู้สร้างสรรค์ยังคงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เว้นแต่จะมีข้อตกลงเป็นเอกสารที่ระบุให้ผลงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ตกเป็นผลงานของนายจ้างไว้อย่างชัดเจน ขณะที่งานรับจ้างทำ โดยหลักแล้วผู้ว่าจ้างถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เว้นแต่จะมีเอกสารตกลงเป็นอย่างอื่น ธุรกิจจึงควรตรวจสอบสัญญาที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นคำขอ
ขั้นตอนที่ 2 เตรียมเอกสารและหลักฐานประกอบ
เอกสารหลักสำหรับการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ประกอบไปด้วย
- แบบคำขอ ลข.01 สำหรับกรอกข้อมูลเจ้าของลิขสิทธิ์และรายละเอียดผลงานให้ครบถ้วน
- เอกสารยืนยันตัวตน โดยต้องเป็นเอกสารของผู้ยื่น เช่น บัตรประชาชน หรือเอกสารประจำตัวที่ราชการยอมรับ
- หนังสือรับรองนิติบุคคล กรณีที่บริษัทเป็นผู้ยื่น ต้องใช้หนังสือรับรองนิติบุลคลฉบับปัจจุบันที่ออกไม่เกิน 6 เดือน
- สำเนาผลงาน สามารถนำผลงานต้นฉบับมาประกอบทั้งในรูปแบบไฟล์บทความ หนังสือ ภาพถ่าย หรือผลงานตามประเภทที่ต้องการแจ้ง
- หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีที่ให้บุคคลอื่นมาดำเนินการแทน
- หลักฐานการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ ในกรณีที่ผู้ยื่นได้รับลิขสิทธิ์มา เช่น สัญญาโอนลิขสิทธิ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ธุรกิจควรเก็บไฟล์ต้นฉบับ วันที่สร้าง ประวัติการแก้ไข สัญญาจ้าง และหลักฐานการเผยแพร่ครั้งแรกไว้ด้วย เพื่อใช้ประกอบการพิสูจน์สิทธิหากเกิดข้อพิพาทในอนาคต
ขั้นตอนที่ 3 กรอกแบบคำขอแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ ลข.01
แบบ ลข.01 เป็นเอกสารที่ใช้แจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยต้องกรอกข้อมูลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ชื่อและรายละเอียดเจ้าของลิขสิทธิ์ ชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน ชื่อผลงาน ประเภทผลงาน ลักษณะการได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ รายละเอียดและวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน สถานที่และปีที่สร้างสรรค์ ข้อมูลการเผยแพร่ผลงานครั้งแรก
ผู้ประกอบการควรกรอกข้อมูลให้ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการระบุเจ้าของสิทธิและการใช้ AI ในกระบวนการผลิตผลงาน
ขั้นตอนที่ 4 ยื่นคำขอต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอได้หลายช่องทาง ตั้งแต่การยื่นด้วยตนเองที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ หรือยื่นผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ใกล้ผู้ยื่น รวมไปถึงการส่งคำขอทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ยื่นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับผู้ที่ต้องการดำเนินการออนไลน์ สามารถเข้าใช้บริการได้ที่ https://copyright.ipthailand.go.th/
ขั้นตอนที่ 5 รอการตรวจสอบและรับเอกสารแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์
เมื่อส่งคำขอแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด หากข้อมูลไม่ครบถ้วน อาจต้องจัดส่งเอกสารหรือแก้ไขรายละเอียดเพิ่มเติม ในกรณีที่ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ผู้ยื่นจะได้รับหนังสือแสดงการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ตามกระบวนการของกรมฯ
สิ่งสำคัญการแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์จะไม่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ยกเว้นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเอกสารที่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
ใช้ AI สร้างสรรค์ผลงานใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากเกี่ยวกับการใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงาน แล้วลิขสิทธิทธ์นั้นควรเป็นของใคร ซึ่งปัจจุบันหลายธุรกิจเริ่มนำ Generative AI เข้ามาใช้ ทั้งช่วยเขียนบทความ สร้างภาพโฆษณา ออกแบบกราฟิก รวมถึงผลิตเพลงและวิดีโอ เพื่อประหยัดเวลาและลดต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ แต่เมื่อผลงานเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ก่อให้เกิดคำถามว่า ใครเป็นเจ้าของผลงานระหว่างผู้ใช้งานหรือ AI
ตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทย การคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์โดยมนุษยเป็นหลัก นั่นหมายความว่า หากผู้ใช้งานพิมพ์คำสั่ง (Prompt) ให้ AI สร้างภาพหรือเขียนบทความขึ้นมาทั้งหมด โดยไม่มีส่วนเข้าไปร่วมในการสร้างสรรค์ที่มากเพียงพอ ผลงานที่ AI ผลิตขึ้นอาจไม่ได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทย
ในกรณีที่มนุษย์มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ เช่น ใช้ AI ช่วยร่างบทความ แล้วนำร่างนั้นมาเรียบเรียงใหม่ เพิ่มการวิเคราะห์ และสร้างเนื้อหาด้วยความคิดของตนเอง ส่วนที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์อาจได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้ โดยต้องพิจารณาจากลักษณะของผลงานและข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
อีกเรื่องที่ธุรกิจต้องระวัง คือ การนำผลงานของผู้อื่นมาใช้กับ AI เช่น นำภาพถ่ายที่มีลิขสิทธิ์ไปให้ AI ดัดแปลง ใช้เพลงต้นฉบับนำมาใส่เนื้อเพลงใหม่ หรือใช้ AI เลียนแบบเสียงร้องของศิลปิน หากมีผู้อื่นนำผลงานเหล่านั้นไปใช้จะไม่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ แถมยังอาจผิดกฎหมายเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ได้อีกด้วย การใช้ AI จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจควรวางแนวทางให้ชัดเจน ตั้งแต่การเลือกใช้เครื่องมือ การตรวจสอบสิทธิ ไปจนถึงการเก็บหลักฐานการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อให้สามารถนำผลงานไปใช้ทางธุรกิจได้อย่างเหมาะสมและลดความเสี่ยงด้านการละเมิดลิขสิทธิ์
เข้าใจลิขสิทธิ์ให้ถูกต้อง ปกป้องผลงานและสร้างมูลค่าให้ธุรกิจ
ลิขสิทธิ์เป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองผลงานสร้างสรรค์ โดยความคุ้มครองจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างผลงานสำเร็จ และต้องเป็นผลงานที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ธุรกิจจึงควรตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน และเก็บหลักฐานการสร้างสรรค์ให้ครบถ้วน รวมถึงทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์กับเครื่องหมายการค้า และธุรกิจที่ใช้ AI ในการสร้างสรรค์ผลงานต้องตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการใช้งานให้ชัดเจน สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการบันทึกข้อมูลผลงานไว้เป็นหลักฐานเพิ่มเติม สามารถแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมราชการ

