อารมณ์แบบไหน ที่จะสร้างให้ผู้บริโภคจำแบรนด์ไม่รู้ลืม

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

มีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คุณยังจำ “บางแบรนด์” ได้ แม้จะลืมโฆษณาของเขาไปนานแล้ว ไม่ใช่เพราะสโลแกนคม ๆ ไม่ใช่เพราะฟีเจอร์เยอะกว่าใคร และบางครั้งก็ไม่ใช่เพราะสารที่แบรนด์พูดด้วยซ้ำ แต่เป็นเพราะ “ความรู้สึก” ที่แบรนด์นั้นทิ้งไว้ในตัวคุณ

ข้อความทางการตลาดมักจางหายไปอย่งรวดเร็วเหมือนเสียงที่ดังแล้วเงียบไป แต่ประสบการณ์ทางอารมณ์ไม่เหมือนกัน เพราะฝังอยู่เงียบ ๆ และกลับมาได้เสมอเมื่อเจอสัญญาณบางอย่าง เช่น โทนคำพูด ภาพจำ น้ำเสียง หรือจังหวะการเล่าเรื่อง นี่คือเหตุผลที่ “เรื่องเล่าของแบรนด์” ที่ดีจริง ไม่ได้แข่งขันกันที่ความสวยงามหรือความใหญ่โต แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการปลุกบางอย่างในใจคน

สมองมนุษย์ไม่ได้เก็บข้อมูลทุกอย่างเท่า ๆ กัน สมองให้สิทธิ์พิเศษกับสิ่งที่มีอารมณ์ร่วม เพราะอารมณ์ทำหน้าที่เหมือนไฮไลต์ในสมอง โดยบอกว่า “เรื่องนี้สำคัญ เก็บไว้” เมื่อมีอารมณ์ ความทรงจำจะลึกขึ้น เมื่อไม่มีอารมณ์ ข้อความจะหายไปอย่างรวดเร็ว นี่คือเหตุผลที่เรื่องเล่าซึ่งมีผลต่อจิตใจอยู่ได้นานกว่าแคมเปญที่วางกลยุทธ์มาดีแต่ไม่สัมผ้สให้ความรู้สึกคน

หลายแบรนด์ถนัดการอธิบายประโยชน์ ความต่าง หลักฐาน รีวิว ตัวเลข สิ่งเหล่านี้มีคุณค่า เพราะ “เหตุผล” ทำให้คนเข้าใจ แต่ “อารมณ์” ทำให้คนอยากใส่ใจ และความใส่ใจนี่แหละที่พาไปสู่ความจำ ความเชื่อใจ และการตัดสินใจ เรื่องเล่าที่มีแต่ตรรกะจะให้ความรู้ แต่ไม่ค่อยสร้างความสัมพันธ์ ขณะที่เรื่องเล่าที่มีอารมณ์จะทำให้แบรนด์ดูใกล้ชิดขึ้น เหมือนคุยกับคนที่เข้าใจเรา ซึ่งในโลกที่ผู้คนเจอโฆษณาทั้งวัน ความสัมพันธ์มักมาก่อนการซื้อเสมอ เพราะคนไม่ค่อยเชื่ออะไรที่ยังไม่ “รู้สึกว่าใช่” ต่อให้เข้าใจแล้วก็ตาม

 

 

อารมณ์นั้นเปิดหลายระบบในสมองพร้อมกัน ทั้งความสนใจ การตีความ และการจดจำ เวลาคน “รู้สึก” สมองจะทำงานเข้มข้นขึ้น เหมือนเปิดไฟให้ข้อมูลชัดขึ้น และเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์เดิมได้ง่ายกว่า แต่ต้องเข้าใจว่าอารมณ์ไม่ได้เท่ากันทุกแบบ มี “Trigger” บางชนิดที่ทำให้เรื่องเล่าตราตรึงเข้าไปในใจ เพราะสร้างความคุ้นเคย ความเห็นอกเห็นใจ และความรู้สึกว่าเกี่ยวกับ “ตัวฉัน” ซึ่งนี่คือ 5 Trigger อารมณ์ที่ทำให้เรื่องเล่าอยู่ในหัวคน

 

1. ความรู้สึกว่า “นี่คือฉัน” คนจำเรื่องที่เห็นตัวเองในนั้นได้เสมอ

เมื่อเรื่องสะท้อนความลังเล ความกลัว ความฝัน หรือปัญหาที่คนส่วนใหญ่เจอ คนดูจะรู้สึกถูกเข้าใจ และเมื่อแบรนด์พูดแทนเสียงในใจ ภาพจำจะเกิดทันที

 

2. ความจริงใจที่ไม่พยายามสมบูรณ์แบบ

เรื่องที่สมบูรณ์แบบมักไม่ชนะใจคน แต่เรื่องที่ซื่อสัตย์ทำให้ได้สัมผัสถึงความเปราะบาง เพราะความเปราะบางคือความกล้าพูดถึงความไม่พร้อม ความผิดพลาด และการเติบโตจริง ๆ เมื่อแบรนด์ดูเป็นมนุษย์ ความน่าเชื่อถือจะเพิ่มขึ้น

 

3. ความตึงเครียดและการคลี่คลาย

เรื่องที่น่าติดตามต้องมีแรงดึง มีปัญหา มีช่วงไม่แน่ใจ สมองมนุษย์ชอบคำถาม พอมีความตึงเครียด คนจะอยู่กับเรื่องได้นานขึ้น และเมื่อเรื่องคลี่คลาย คนจะได้รางวัลทางอารมณ์

 

4. ความหมายและตัวตน

คนถูกดึงดูดด้วยเรื่องที่ยืนยันว่าเขาเป็นใคร หรืออยากเป็นใคร เมื่อเรื่องเล่าของแบรนด์สอดคล้องกับอัตลักษณ์ เรื่องจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว และแบรนด์ที่ยืนหยัดในสิ่งที่ชัด จะถูกจำง่ายกว่าแบรนด์ที่พยายามถูกใจทุกคน

 

5.  ความต่างทางอารมณ์

อารมณ์ชัดขึ้นเมื่อมี “ก่อน-หลัง” ความสับสนกับความกระจ่าง ความยากกับความง่าย ความต่างทำให้การเปลี่ยนแปลงมองเห็นได้ และเมื่อคนเห็นการเคลื่อนของความรู้สึก เขาจะจำการแบรนด์์ได้

 

 

อารมณ์ไม่ใช่ประโยคซึ้ง ๆ ที่เติมท้ายแคมเปญ แต่มันควรเป็นระบบที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ น้ำเสียง และภาพจำระยะยาวของแบรนด์ คำถามสำคัญคือ แบรนด์อยากถูกจดจำด้วยความรู้สึกแบบไหน หลังคนดูจบเขาควรเหลืออะไรไว้ และแบรนด์กำลังย้ำสัญญาทางอารมณ์เดิมอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เพราะเมื่ออารมณ์ถูกออกแบบให้ต่อเนื่อง เรื่องเล่าจะยิ่งสะสมพลัง สุดท้าย คนอาจไม่ได้จำว่าคุณพูดอะไรได้หมด แต่จะจำว่าแบรนด์ของคุณ “ทำให้เขารู้สึกอะไร” และเมื่อคนจำความรู้สึกนั้นได้ เขาก็จะจำคุณได้เช่นกัน


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Molek
Head of Strategic Marketing ใน Integrated Service Agency ที่หนึ่ง ผู้หลงใหลในหลาย ๆ ที่มีความอยากรู้และเรียนรู้ในเรื่อง Startup, นวัตกรรม, การตลาด จากมุมมองหลาย ๆ ด้านและวัฒนธรรมของแบรนด์ต่าง ๆ