
ก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ท่ามกลางการสู้กันอย่างดุเดือดของสองค่าย AI ยักษ์ใหญ่อย่าง OpneAI และ Google แต่อย่าลืมว่ายังมี AI อีกค่ายที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นก็คือ Meta ที่พัฒนา AI มาอย่างต่อเนื่องเช่นกันนั่นก็คือ Meta AI ซึ่ง บทความนี้ Marketing Oops! จะพาไปเจาะลึกว่า Meta AI โฉมใหม่นี้ จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานและการทำธุรกิจของเราไปในทิศทางไหนได้บ้าง
สถิติน่ารู้ของ Meta AI
ก่อนจะไปดูฟีเจอร์ สิ่งที่น่าสนใจคือตัวเลขการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดย Meta AI ได้อัปเกรดขุมพลังเบื้องหลังเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Llama 4 ที่รองรับการทำงานแบบ Multimodal นั่นก็คือสามารถรับรู้ทั้งข้อความ ภาพ และเสียงได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้ได้เห็นสถิติหลายเรื่องของ Meta AI ไม่ว่าจะเป็น
- จำนวนผู้ใช้งาน Active User ทั่วโลก 1,000 ล้านคนต่อเดือน
- รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ และอีกกว่า 12 ภาษา ใน 200 ประเทศทั่วโลก
- คนไทยนิยมใช้ Meta AI เพื่อสร้างวิดีโอ, แก้ไขภาพ, ค้นหาข้อมูล และที่น่าสนใจคือใช้ปรึกษาเรื่อง “ความสัมพันธ์” และ “ดูดวง”
เจาะ 5 ฟีเจอร์เด็ด Meta AI ก่อนเริ่มปีใหม่ 2026
สิ่งที่เราต้องรู้ก่อนก็คือ Meta AI ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้จากทุกๆ แอปฯ โซเชียลมีเดียในเครือ Meta ที่เราคุ้นเคย โดยมีวิธีเรียกใช้งานง่ายๆ ตามแพลทฟอร์มที่ใช้งานดังนี้
- Facebook: มองหาไอคอนวงกลมสีฟ้าไล่เฉดสี บริเวณหน้าฟีดข่าว (Feed) หรือแตะที่แถบค้นหาด้านบน
- Instagram: แตะไอคอน Meta AI ในช่องค้นหา (Search Bar) หรือเริ่มแชทใหม่ในกล่องข้อความ (Direct Message)
- Messenger: พิมพ์ค้นหาคำว่า “Meta AI” ในช่องค้นหา หรือกดเริ่มบทสนทนาใหม่เพื่อคุยกับ AI ได้เลย
นอกจากนี้เรานามารถใช้ Meta AI ด้วยการดาวน์โหลดแอป Meta AI โดยเฉพาะได้ด้วย มาดูกันว่าฟีเจอร์เหล่านี้จะช่วยคนทำงานและแบรนด์ได้อย่างไร
1. คิดไม่ออก บอก Meta AI

สำหรับคนทำงานที่ต้องวาง Strategy หรือหา Idea ใหม่ๆ บางครั้งการเริ่มต้นด้วย “คำถามที่ใช่” สำคัญกว่าคำตอบ ฟีเจอร์ General Q&A ของ Meta AI นอกจากจะสามารถช่วยถามตอบปัญหาต่างๆให้เราได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วย Brainstorm กลยุทธ์ทางธุรกิจ ภาพใหญ่ของปี 2026 ช่วยตั้งเป้าหมาย หรือหา Theme หลักในการทำธุรกิจ เพื่อให้เราเริ่มต้นปีใหม่อย่างมีทิศทางได้ด้วยเช่นกัน
2. ผู้ช่วยไกล่เกลี่ยใน Group Chat
Meta AI สามารถเข้ามาเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาในการทำงานเป็นทีมได้ ยกตัวอย่างเช่นการคุยงานในกลุ่มแล้วตกลงกันไม่ได้? เราก็สามารถพิมพ์เรียก @Meta AI ในแชทกลุ่ม AI ของ Meta ก็จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นคนกลางที่จะมีช่วยเคลียร์ด้วยเหตุด้วยผลในเรื่องต่างๆให้เราได้ เช่น
- ช่วยสรุปข้อมูลเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย (Pros & Cons)
- ช่วยไกล่เกลี่ยความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน
- สรุป Action Plan ให้ทีมเดินหน้าต่อได้อย่างราบรื่น เป็นต้น
3. งานเขียนและครีเอทีฟกว่าเดิม
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ Meta AI ก็คือฟีเจอร์ Writing ที่จะมาช่วยให้งานเขียนลื่นไหลขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแคปชั่นขายของ อีเมลหาลูกค้า หรือบทความยาวๆ โดยยังคงรักษา “Tone of Voice” ที่เป็นตัวเราได้มากที่สุด
นอกจากนี้ สาย Content Creator ก็ยังมีฟีเจอร์ Creativity ใหม่ๆอย่าง Vibes แอปสร้าง Short Clip ด้วย AI ที่เราสามารถพิพม์ Prompt เปลี่ยนไอเดียฟุ้งๆ ให้กลายเป็นวิดีโอสั้นพร้อมใช้งานได้ และยังมีตัวอย่างจากผู้ใช้งานทั่วโลกมาให้เราได้เปลี่ยนตัวละครหรือเรื่องราวได้เองแบบง่ายๆในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น

รวมไปถึงฟีเจอร์อย่าง Lip Sync ฟีเจอร์เรียกยอด Engagement ที่ให้คุณนำภาพนิ่ง (หรือภาพสัตว์เลี้ยง) มาขยับปากร้องเพลงได้ สร้างสีสันบน Reels และ Stories ได้ทันที เป็นต้น
4. คำแนะนำที่ทำตามได้จริง
สำหรับคนที่ Work-Life Balance เป็นเรื่องสำคัญ Meta AI ในฟีเจอร์ Recommendations & How-tos ยังพร้อมเป็นเลขาฯ ส่วนตัว ช่วยวางแผนทริปเที่ยว แนะนำเมนูอาหาร หรือแม้แต่ตารางออกกำลังกาย โดยดึงข้อมูลจากคอนเทนต์และ Reels ที่มีอยู่จริงบนแพลตฟอร์ม ทำให้มั่นใจได้ว่าเป็นคำแนะนำที่ “Real” และทำตามได้จริง
5. เรียนรู้เรื่องใหม่ได้ทุกที่
ในยุคที่ความรู้หมดอายุเร็ว ฟีเจอร์ Learning & Studying จะช่วยย่อยข้อมูลยากๆ ให้เข้าใจง่าย แปลภาษา อธิบายศัพท์เฉพาะ หรือฝึกบทสนทนาภาษาต่างประเทศ ให้การอัปสกิลเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้ทุกวันได้เช่นกัน
ก็ต้องบอกว่าในปี 2026 จะเป็นปีที่เส้นแบ่งระหว่างเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์เริ่มสลายหายไปแล้วและการมาของ Meta AI ในเวอร์ชันที่เข้าถึงง่ายและฉลาดขึ้นนี้ก็มาเพื่อปลดล็อกศักยภาพให้เราเป็น “ตัวของตัวเอง” ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้นกว่าที่เคย สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลอง แนะนำให้เริ่มทดลองดูได้เลย โดยลองมองหาไอคอนวงกลมสีฟ้า Meta AI ในแอปฯ โซเชียลที่ใช้อยู่ หรือพิมพ์ @MetaAI ในห้องแชท ดูเราอาจได้อีกเครื่องมือช่วยงานที่เก่งอย่างคาดไม่ถึงเพิ่มมาอีกหนึ่งเครื่องมือก็ได้


