เปิดมุมมอง 2 แบรนด์ดัง กับกระแส Mega Sales และโอกาสบนแพลตฟอร์ม TikTok

  • 2.1K
  •  
  •  
  •  
  •  

 

ในปี 2020 มีการเปิดเผยข้อมูลของ eMarketer ที่ได้พูดถึงภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ว่ามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังติดอันดับ 1 ใน 5 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียง (SEA) และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 15% ต่อปี ดังนั้น สิ่งที่ธุรกิจสามารถเรียนรู้ได้ก็คือ จะสร้างประโยชน์จากตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตได้อย่างไร และเข้าใจเทรนด์นักช้อปออนไลน์มากแค่ไหนในปัจจุบัน

ขณะที่ข้อมูลจาก TikTok ได้ระบุว่า เทรนด์ใหม่ของนักช้อปออนไลน์ในยุคนี้ อยากได้รับประสบการณ์แห่งความสุขในระหว่างการซื้อสินค้ามากขึ้น หรือ shoppertainment ที่มาจากคำว่า “Shopping + Entertainment” ซึ่งธุรกิจสามารถสร้างประโยชน์ได้ โดยเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกการช้อปปิ้งมีความบันเทิงอยู่ในนั้นด้วย

โดยมีไฮไลต์ข้อมูลที่น่าสนใจจากผู้ใช้แพลตฟอร์ม TikTok เช่น

  • 2 ใน 5 ของผู้ใช้ มีการซื้อของเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกดีขึ้น
  • 1 ใน 3 ของผู้ใช้ มองว่า อยากให้การช้อปปิ้งมีความบันเทิงผสมอยู่ด้วยมากกว่านี้
  • 70% ของผู้ใช้ TikTok รอคอยและตื่นเต้นกับเทศกาล Mega Sales

ดังนั้น จากข้อมูลตรงนี้สิ่งที่ธุรกิจสามารถต่อยอดได้ ก็คือเทศกาล Mega Sales’ ซึ่งจะเวียนมาทุกเดือน และอีกไม่กี่วันก็คือ 9 เดือน 9 ที่กำลังจะมาถึง และยังมีอีกหลายเทศกาลที่จะตามมา เช่น 10.10, 11.11, 12.12 หรือที่หลายคนเรียกว่าเทศกาล Double Digit Sales เทศกาลที่นักช้อปออนไลน์ต่างก็รอคอย the best deals จากแบรนด์ต่างๆ ที่เข้าร่วม ขณะเดียวกัน Mega Sales ก็เป็นเทศกาลลดราคาครั้งสำคัญในวงการอีคอมเมิร์ซเช่นกัน เพราะบรรยากาศการช้อปปิ้งจะคึกคัก และดีลต่างๆ สามารถกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายมากกว่าช่วงเวลาปกติได้

คุณสิรินิธิ์ วิรยศิริ Head of Business Marketing ของ TikTok ให้ข้อมูลว่า “Mega Sales คือ ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยและเป็นโอกาสสำคัญของแบรนด์ในสร้างยอดขายและตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อป นอกจากต้องการดีลที่ดีที่สุดแล้วยังต้องการประสบการณ์การจับจ่ายที่มาพร้อมความสุขหรือ Shoppertainment”

 

 

TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างพลังบวกและมอบความสุข ดังนั้น TikTok จะช่วยให้ผู้คนมีความสุขและนำไปสู่การอยากมีส่วนร่วมหรือการจับจ่ายใช้สอยกับแบรนด์ โดยความสุขที่เกิดขึ้นบน TikTok เกิดขึ้นจาก 3 ส่วน นั่นคือ

  • Joy of Discovery: ความสุขที่มาจากการค้นพบแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ในรูปแบบคอนเทนท์วิดีโอสั้นที่เกี่ยวกับแบรนด์ และคอนเทนต์นั้นๆ มันดูสนุกและน่าติดตาม
  • Joy of Entertainment: ความสุขผ่านความบันเทิงและการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ในรูปแบบที่หลากหลาย ตั้งแต่ Hashtag Campaign, Branded Effect, Gamification จนไปถึง Live Streaming บน TikTok
  • Joy of Community Commerce: ความสุขผ่านชุมชนที่จะช่วยให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

ดังนั้น TikTok สามารถช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จในเทศกาลนี้ได้ เพราะเราเชื่อว่า Happy Users หรือผู้ใช้ที่มีความสุข สามารถเปลี่ยนไปเป็น Happy buyers ผู้ซื้อที่มีความสุขได้”

หรืออย่างข้อมูลของ AC Neilsen ที่เปิดเผยว่า คอนเทนต์วิดีโอสั้นสามารถเป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในกลุ่มนักช้อปออนไลน์ได้ โดย 83% ของผู้ใช้ TikTok ชื่นชอบการชมคอนเทนต์วิดีโอจากแบรนด์มากกว่าภาพนิ่งหรือ GIFs, 84% บอกว่าเกิดความอยากซื้อสินค้าเมื่อได้ชมวิดีโอจากแบรนด์บน TikTok, 79% ซื้อสินค้าจากแบรนด์ใหม่แทนที่จะซื้อสินค้าจากแบรนด์เดิม และ 58% มีการซื้อสินค้าโดยที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เห็นได้ชัดว่า ดีมานด์การซื้อของผู้ใช้ Tiktok เกิดขึ้นได้หลังจากที่เห็นคอนเทนต์วิดีโอสั้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล Mega Sales ซึ่งที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นผู้นำในตลาดเข้ามามีส่วนร่วมกับเทศกาลนี้บนแพลตฟอร์ม TikTok มากขึ้น

 

เข้าใจแนวคิด 2 แบรนด์ที่เลือกใช้ TikTok For Business เพื่อพิชิตยอดขายช่วง Mega Sales

จากเทรนด์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ที่กำลังมาแรง มีหลายๆ ธุรกิจที่เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์วิดีโอสั้นบน TikTok เพื่อนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย อย่าง 2 แบรนด์จากฝั่งเครือเซ็นทรัล รีเทล และบริษัท คอนวี่ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่มาแชร์มุมมองและตัวอย่างความสำเร็จบนแพลตฟอร์ม TikTok ได้น่าสนใจมาก

คุณรวิศรา จิราธิวัฒน์ประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัดและ บริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ได้แชร์เกี่ยวกับการวางแผนการตลาดในช่วงที่มีเทศกาล Mega Sales ที่ได้เห็นปรากฏการณ์การช้อปปิ้งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนมาก โดยจุดเริ่มต้นแรกที่เซ็นทรัลเลือก TikTok ก็เพื่อพัฒนาช่องทางให้เข้าถึงลูกค้า โดยโฟกัสไปที่ Omni-Channel  ที่จะทำให้มีช่องทางที่หลากหลายให้กับลูกค้า

หัวใจหลักที่ทำให้เทศกาล Mega Sales ประสบความสำเร็จในมุมของเซ็นทรัลไม่ใช่การแข่งขันในเรื่องสงครามราคา แต่เป็นเรื่องของ Omni-Channel ให้ลูกค้าเลือกการช้อปได้ ไม่ใช่แค่หน้าร้าน แต่มีทั้งออนไลน์ เซ็นทรัล แอปฯ และรันแคมเปญ Mega Sales แบบ Cross All Channels”

 

 

จะเห็นว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เซ็นทรัลประสบความสำเร็จเป็นเพราะการสร้าง Ecosystem ที่ครอบคลุม ซึ่ง คุณรวิศรา ได้แชร์ด้วยว่า ช่วงเทศกาล 11.11 ในปี 2020 ที่มีการจัดแคมเปญช้อปครั้งใหญ่ มียอดขายทางออนไลน์โตขึ้นถึง 8 เท่าเทียบกับช่วงเวลาปกติที่ไม่มี Mega Sales ซึ่งยอดขายยังโตต่อเนื่องหากรวมไปถึงช่องทางใหม่ๆ เช่น โซเชียล ไลฟ์ ฯลฯ จนทำให้ total sales ของเซ็นทรัล ณ ช่วงเวลานั้นโตเกือบ 100% ที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างจากที่คุณรวิศราแชร์ก็คือ เอฟเฟกต์จากการรันแคมเปญต่างๆ บนออนไลน์ทำให้ลูกค้าหลั่งไหลมาที่หน้าร้านด้วยเช่นกัน ในช่วงที่มีเทศกาล Mega Sales ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลูกค้าอยากรู้ว่าดีลหน้าร้านมีอะไรบ้าง

เอฟเฟกต์จากช่วง Mega Sales ที่ทำให้คนมาช้อปหน้าร้านมากขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดมากว่า พฤติกรรมลูกค้าในช่วง Mega Sales เปลี่ยนไป ดังนั้น เซ็นทรัลมองว่า ช่วง Mega Sales ควรเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของลูกค้า จึงต้องการมอบประสบการณ์ใหม่ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ได้ทั้งดีลที่ดี สนุกกับการช้อปปิ้ง และช้อปอย่างสนุกกับห้างที่ไว้ใจได้ด้วย”

นอกจากนี้ คุณรวิศรา ได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าจากการศึกษาอินไซต์ผู้บริโภคของเซ็นทรัล โดยดูจากData ในแคมเปญต่างๆ ที่ผ่านมาเพื่อจัดกลุ่มลูกค้าตาม Benefits and Lifestyle ได้แก่

  • Deal Hunter: กลุ่มที่จะรู้สึกภูมิใจที่สามารถหาดีลต่างๆ ได้ ทั้งจากโค้ดส่วนลด หรือการสะสมคะแนนก็ตาม
  • Challenge Lover: กลุ่มที่รู้สึกสนุกกับการช้อปปิ้ง ชอบทำมิชชั่นต่างๆ และต้องมีเป้าหมายเพื่อการช้อปปิ้งบางอย่าง
  • Social and Recognition : กลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเจอใน TikTok เป็นกลุ่มคนใจดี เมื่อเจอดีลแล้วชอบบอกต่อ ชอบสร้างคอนเทนต์ ชอบรีวิว เพื่อสร้างสังคมใหม่ๆ เจอกลุ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่อยากจะทำกิจกรรมร่วมกัน
  • Well-planned: กลุ่มที่วางแผนไว้อยู่แล้วว่าจะซื้ออะไร ต้องการอะไรในช่วง Mega Sales ทั้งยังชอบหาข้อมูล เปรียบเทียบสินค้าก่อนตัดสินใจ และจะช้อปปิ้งกับร้านค้าที่มีความน่าเชื่อถือ ทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเป็น Loyal Customer ค่อนข้างสูง

ในส่วนของความท้าทายที่มาพร้อมกับช่วงเทศกาล Mega Sales คุณรวิศรา ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ความท้าทายในมุมมองของเซ็นทรัล คือ การวางกลยุทธ์ ว่าเราจะทำยังไงให้ Mega Sales ของเราสร้างความสุขให้ลูกค้า รวมถึงองค์กรของเราด้วย ที่สำคัญ คือ เราจะทำยังไงไม่ให้เกิด Cannibalization ของยอดก่อนและหลังการทำแคมเปญ รวมถึงยอดขายที่เซ็นทรัลทำในหลายๆ ชาแนลด้วย และจะทำยังไงให้ลูกค้าไม่เบื่อกับ Double Digit Campaign ทุกเดือนเพราะช่วงหลังๆ ค่อนข้างถี่มาก

และบางทีไม่ใช่แค่เรื่องของการกวางกลยุทธ์ แต่การวางระบบให้ทีมงานทำงานได้ง่ายขึ้นก็สำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในระบบ Big Data หรือ Omni-Channel Ecosystem ต่างๆ รวมถึงต้องมีทีมที่แข็งแรงพร้อมเรียนรู้และพัฒนา มีความเชี่ยวชาญ และสุดท้ายคือ การโฟกัสที่ Customer Lifetime Value ของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม

ทั้งนี้ คุณ รวิศรา ได้พูดเสริมเกี่ยวกับการสร้างจุดแข็งในช่วงเทศกาล Mega Sales ของห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน ที่ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งเพราะความไว้วางใจจากลูกค้า และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับประสบการณ์ช้อปในทุกมิติ โดยมีจุดแข็ง3 ด้านด้วยกัน

1.The Best Services: เราให้ความสำคัญกับการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะเข้าถึงลูกค้า เพื่อสร้าง Best Customer Experience ด้วยการสร้างบริการที่ดีและครบครันที่สุด โดยมีช่องทางการช้อปที่หลากหลายเชื่อมต่อถึงกันเป็น Omni-Channel ทั้งหน้าร้าน – ออนไลน์ อย่าง Central App ที่เหมือนยกทั้งห้างฯ มาไว้บนมือถือ

2.The Best Selections: เน้นที่การคัดสรรสินค้าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการันตีสินค้าของแท้ 100%, สินค้าหลากหลาย, สินค้าพร้อมส่งไม่ต้องรอนานหรือพรีออเดอร์ ที่มาพร้อมกับโปรโมชันเด็ด

3.The Best Everywhere: ห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน มีมากถึง 73 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายวางใจได้ในทุกการช้อปฯ ไม่ว่าจะผ่านช่องทางใด รวมถึงยังมีบริการพิเศษ ให้ลูกค้ารับสินค้า ได้อย่างรวดเร็ว อย่าง บริการ Express Delivery ส่งสินค้าถึงบ้านใน 3 ชม. (สำหรับพื้นที่ กทม. และบางจังหวัดที่มีบริการนี้)

คุณรวิศรา ยังได้เล่าถึงแคมเปญที่ทำบน TikTok และประสบความสำเร็จในแคมเปญโปรโมต Central App เพื่อให้คนไทยรู้จักและดาวน์โหลดกันมากขึ้น

จุดประสงค์ของการโปรโมต Central App มีการทำแคมเปญทั้งออนไลน์, ATL, ในสโตร์ รวมไปถึงบนแพลตฟอร์ม TikTok ด้วยในการสร้าง Short-Form Creative Content และสร้าง awareness ด้วยการสร้างโฆษณาที่เป็น Top View และทำIn Feed Ads รวมไปถึงทำ #แฮชแท็กชาเลนจ์ บน TikTok”

เซ็นทรัล ได้ทำแฮชแท็กชาเลนจ์ #ช้อปที่สบายใจตามสโลแกนของเซ็นทรัล ซึ่งได้ผลลัพธ์ค่อนข้างดี เซ็นทรัลได้ User-Generated Content มากกว่า 150,000 คอนเทนต์ ซึ่งพอได้เห็นลูกค้าเอ็นจอยกับคอนเทนต์ที่ปล่อยออกมา ก็แฮปปี้กับผลลัพธ์มาก

 

 

เรามีห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน 73 สาขาทั่วประเทศ และมี staff มากกว่า 100 คนในแต่ละสาขา ดังนั้น จึงได้จัดกิจกรรมให้พนักงานได้มาเล่น ได้ครีเอทคอนเทนต์บน TikTok เพื่อชิงของรางวัล ถือว่าให้พวกเขาช่วยเป็น กระบอกเสียงสำหรับกิจกรรมนี้ ซึ่ง ณ ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลด Central App ตั้งแต่ที่เปิดตัวมา Year-to-Date อยู่ที่ 3 ล้านครั้ง เราถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทะลุเป้าที่วางไว้แล้ว

ทั้งนี้ คุณรวิศรา ได้ให้คำแนะนำกับธุรกิจอื่นว่า สิ่งสำคัญสำหรับแบรนด์คือ ทุกครั้งก่อนที่จะทำแคมเปญ หรือสร้างกลยุทธ์อะไร 1.เราต้องรู้จักลูกค้าอย่างดี 2.ต้องรู้จักใช้เครื่องมือให้ตรงตามจุดประสงค์ 3.ต้องเข้าใจและรู้เป้าหมายของธุรกิจ และใช้แคมเปญที่ตรงตามเป้าหมาย 4.แบรนด์ต้องรู้จักสร้างcreativity ที่มากกว่าการสื่อสาร เราต้องเข้าใจว่าเป้าหมายของ Mega Sales เพื่อการเติบโตของยอดขายและฐานลูกค้า ดังนั้น แบรนด์และเอเจนซี่เองต้องทำงานร่วมกันในการสร้าง Best Customer Journey”

อีกทั้งยังเปรยๆ เกี่ยวกับแคมเปญ 9.9 นี้ด้วยว่า ห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน ได้นำคอนเซ็ปต์ Shoppertainment มาเป็นกลยุทธ์หลักในแคมเปญนี้ โดยใช้ความสนุกสนานจากภาพยนตร์โฆษณา ที่เน้นสร้าง Engagement กับลูกค้า และนำไปสู่การสร้างความจดจำในแคมเปญและเข้าถึงลูกค้าได้ดี ในธีม ‘#จังหวะนี้ต้องช้อป รวมถึงมี KOL, Influencer ที่จะมาชาเลนจ์สนุกๆ ในแอป TikTok ซึ่งความบันเทิงจากการรับชม จะช่วยให้ลูกค้าเปิดใจเข้าถึงเรื่องราวของการนำเสนอสินค้าได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังดึงดาราดัง อย่าง เก้า-นพเก้า มาสร้างความสุข และความบันเทิงให้แก่แฟนคลับและลูกค้า ผ่านการไลฟ์สด และมีไฮไลท์แฮชแท็ก #CENTRAL99xKao อีกทั้ง ยังมีโปรโมชันพิเศษมากมาย จัดเต็มตลอดแคมเปญ Central/Robinson 9.9 Mega Festival อาทิ สินค้าลดสูงสุด 90%,  ลุ้นรับคะแนนเดอะวันรวมสูงสุด 999,999 คะแนน, Flash Deal สุดว้าว! เริ่มต้นเพียงแค่ 9 บาท ฯลฯ ให้ช้อปเพลินทั้งหน้าร้าน, ออนไลน์ และ Central App รวมถึงบริการพิเศษของทางห้างฯ ตั้งแต่วันที่ 1 – 13 ก.ย. 2564  ซึ่งลูกค้าและผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ทุกช่องทางของห้างเซ็นทรัลและโรบินสัน

 

 

ในส่วนของ คุณคิงกุ้ย หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอนวี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่เริ่มต้นการแชร์มุมมองด้วยPerception ที่มีต่อ TikTok และการทำการตลาดบนแพลตฟอร์มนี้ โดยแชร์ว่า

รู้จักแพลตฟอร์มนี้ก่อนที่จะเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ซึ่งหากถามในมุมของผม 2 ปีที่ผ่านมาสำหรับ TikTok มองว่ามีการใช้เวลากับ TikTok มากขึ้นจากเมื่อก่อนที่ทำงาน-กลับบ้าน แต่ตอนนี้ก็มาเป็นอยู่บ้าน ดูทีวี และเล่น TikTok เพราะผมเองก็ติด TikTok มากเหมือนกันโดยทุกวันจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

จากที่ คุณคิงกุ้ย ได้ยกตัวอย่างพาร์ทหนึ่งในชีวิตของเขาเกี่ยวกับการใช้ TikTok จะเห็นชัดเลยว่า TikTok เพิ่มบทบาทในชีวิตประจำวันคนเรามากขึ้น ซึ่งคุณคิงกุ้ยเอง ก็ย้ำว่า

 

 

มาร์เก็ตติ้งนั้นอยู่ไม่ไกลตัวเราเลย และการทำมาร์เก็ตง่ายๆ เราต้องสำรวจว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน ใช้เวลากับอะไรเป็นหลัก และ TikTok ก็เป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคใช้เวลาด้วยมาก แม้แต่คนรอบตัวผม รวมทั้งพนักงานก็ใช้เวลากับ TikTok ค่อนข้างมาก จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ต้องลองดู เพราะโดยส่วนตัวผมก็ใช้ TikTok 20% ของเวลาทั้งวันแล้ว ดังนั้น คิดว่าลูกค้าคนอื่นๆ น่าจะใช้เวลาบน TikTok มากกว่านี้ และมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่น่าสนใจมาก

นอกจากนี้ สิ่งที่คุณคิงกุ้ย ได้แชร์เกี่ยวกับ performance ในการทำแคมเปญบน TikTok และประสบความสำเร็จ โดยย้ำจากประสบการณ์ที่เป็นหนึ่งในเป็นพาร์ทเนอร์กับ TikTok ว่า performance marketing ค่อนข้างดีเลยหากมองในแง่ของความคุ้มค่าในการลงทุนกับโซลูชันนี้

สำหรับผม performance marketing สิ่งที่ยากที่สุด คือ เราจะใช้งบยังไงให้ได้ROAS ที่ดีคุ้มค่า เพราะบางบริษัทก็มีงบประมาณที่จำกัด เมื่อก่อนผมเคยใช้หลายโซลูชันมาก่อน แต่ในเมื่อเราอยากได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น เราก็ต้องเพิ่มช่องทางการติดต่อกับลูกค้าเช่นกัน จึงหันมาที่ TikTok”

ทั้งยังพูดถึงภาพรวมตลาดด้วยว่า ในปัจจุบันโฆษณาอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด เมื่อเทียบกับเวลาการใช้ชีวิตที่เร่งรีบของเราในแต่ละวัน จะเห็นว่าการใช้สื่อดิจิทัลจะเป็นสื่อที่มีความยาว 6 วินาทีเป็นหลัก เพื่อให้คนไม่สไลด์ผ่านโฆษณาของเราไป แต่นั่นไม่ใช่หัวใจสำคัญของการทำโฆษณา แต่เห็นได้ว่าการทำคอนเทนต์ต่างหากที่สำคัญ เมื่อเราเข้าใจหัวใจของการช้อปปิ้งแบบ Shoppertainment

นั่นก็หมายความว่า ลูกค้าเรากำลังมองหาความสุข และความสนุก ซึ่ง TikTok เป็นสื่อที่มี Character เฉพาะตัวที่ตอบโจทย์ Shoppertainment ได้เป็นอย่างดี

คุณคิงกุ้ย ไม่ได้เล่าแค่ว่า TikTok ดีอย่างไรต่อการทำธุรกิจ หรือเพิ่มยอดขาย แต่เปิดเผยแม้กระทั่งผลลัพธ์จากโซลูชันบน TikTok โดยแชร์ว่า จากที่ลองโฆษณาบน TikTok มาประมาณ 6-7 เดือน รวมๆ ตอนนี้มองว่าผลลัพธ์ดีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเติบโต รวมถึง CPI, CPM คุ้มค่ากว่าที่อื่นประมาณ 20%และยังได้คุยกับทีมงานด้วยว่า ต้องรีบลงทุน (ใน TikTok) ก่อนที่คนอื่นจะเข้ามาใช้โซลูชันนี้เยอะขึ้น ซึ่งในปัจจุบันคอนวี่ฯ ได้ลูกค้าใหม่ที่มาจากแพลตฟอร์ม TikTok เพิ่มขึ้นเกือบ 40%”

ทั้งยังอธิบายเพิ่มว่า สิ่งที่ทำให้คอนวี่เติบโตอย่างมั่นคงตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา คือการดูแลใส่ใจลูกค้า มุ่งเน้นที่ความสำคัญของ User Experience และการเข้าใจผู้บริโภค เมื่อเราเข้าใจลูกค้าเราว่าเป็นคนประเภทไหน เป็นคนกลุ่มไหน การใช้งบประมาณอย่างถูกจุด ถูกเป้าหมายจึงทำให้เราเติบโตอย่างยั่งยืน และมองว่าสื่อที่ตอบโจทย์ ROAS ณ ขณะนี้คงนี้ไม่พ้น TikTok ที่สามารถตอบโจทย์ในมุมของสื่อที่มีความโดดเด่นในเรื่อง Content Creation เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคของ Shoppertainment”

ทั้งนี้ คุณคิงกุ้ย ได้แนะนำแบรนด์ที่ต้องการสร้างความโดดเด่นในช่วงเทศกาล Mega Sales ว่าสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน คือ การช้อปในเทศกาล Mega Sales ได้กลายเป็นพฤติกรรมหนึ่งของนักช้อปไปแล้ว ไม่ใช่เพราะแบรนด์ทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมา ดังนั้น Mega Sales ไม่จำเป็นต้องเป็นเทศกาลที่ขายถูกอย่างเดียว หรือทำโปรโมชั่นเรื่องราคาอย่างเดียวแล้ว แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่นักช้อปรู้สึกสนุกกับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ โดยล่าสุดในช่วงเทศกาล 6.6 ที่ผ่านมา ทางคอนวี่ได้ลองลองทำโปรโมชั่นพร้อมแนะนำสินค้าใหม่ในกลุ่มคอสเมติก อาทิ กลุ่ม Hair Product และ Mask Product ก็พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

“TikTok เป็นเครื่องมือที่มาช่วยแบรนด์สร้างความตื่นเต้น ความสนุกเพื่อสื่อสารกับลูกค้าได้ ในขณะเดียวกันแบรนด์ก็สามารถสร้างโซลูชันกับลูกค้าได้ ผ่านการสร้างคอนเทนต์บน TikTok เกี่ยวกับสินค้าที่เรากำลังจะ offer เพราะบางทีลูกค้าไม่ได้อยากซื้อของราคาถูก แต่พวกเขาอยากรู้ว่าทำไมต้องซื้อสินค้านี้ ดังนั้น การสื่อสารของแบรนด์ต้องให้โซลูชันกับลูกค้าได้

ขณะที่ คุณคิงกุ้ย ยังทิ้งท้ายด้วยแคมเปญ 9.9 ที่กำลังจะมาถึงไม่กี่วันนี้ว่า Konvy The Beauty Magic 9.9 จะโฟกัสไปที่ การเสกลุคสวยเริ่มต้น 9 บาท ลดสูงสุด 90% และจัดส่งฟรีเมื่อซื้อสินค้าครบ 99 บาทเท่านั้น ซึ่งวางกลยุทธ์ไว้ว่า ในทุกๆ การจัดแคมเปญของคอนวี่จะมาพร้อมกับ Gimmick ของแต่ละแคมเปญเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ต่างออกไปจากทุกมาร์เก็ตเพลส เพราะจะเน้นย้ำเรื่อง “The Unique User Experience” ให้ทุกครั้งที่ลูกค้ามาช้อปปิ้งที่คอนวี่เป็นเรื่องสนุกและมีอะไรแปลกใหม่อยู่เสมอ นี่คงเป็นคำตอบที่ชัดเจนมากว่า ทำไมคอนวี่ถึงเลือกแพลตฟอร์ม TikTokในการรันแคมเปญการตลาด

 

 

ทั้งนี้ จากมุมมองความสำเร็จของทั้ง 2 แบรนด์ ทำให้เราเข้าใจว่า บางทีไม่ใช่แค่การเข้าใจลูกค้าหรือผู้บริโภคเท่านั้น แต่การที่เราเข้าใจและรู้จักว่าเครื่องมือการตลาดไหนที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายก็สำคัญมากเช่นกัน และแน่นอนว่าการสื่อสารไปถึงผู้บริโภคจำเป็น ต้องมาพร้อมกับครีเอทีฟ ช้อปปิ้งอย่างไรให้สนุกด้วยซึ่ง TikTok ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ตอบโจทย์พฤติกรรมใหม่นี้ได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะในช่วง Mega Sales ที่กำลังจะมาถึงนี้


  • 2.1K
  •  
  •  
  •  
  •