
ในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ชื่อของ “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” คือ หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดมากว่า 30 ปี พัฒนามาแล้วกว่า 90 โครงการให้กับ Developer ชั้นนำ เช่น แมกโนเลีย, เอสซี แอสเสท, อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ และปัจจุบันเป็น “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด” ผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง และตั้งอยู่บนโลเคชันใจกลางเมือง
SCOPE = Wellbeing Residence บน 3 แกนหลัก
“ผมอยู่ในวงการอสังหาฯ มากว่า 30 ปี ทำมาแล้วทุกรูปแบบ จึงเชื่อว่าการเริ่มต้นสโคปเมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว จะต้องไม่ทำซ้ำใคร ถ้าทำซ้ำกับคนอื่น นั่นไม่ใช่เรา และเราให้ความสำคัญกับ ‘ลูกค้า’ มาก่อนเสมอ” คุณยงยุทธ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของ SCOPE ที่ต้องการสร้างความแตกต่างในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในไทย
โดยปักธงการเป็น “Wellbeing Residence” ที่อยู่อาศัยที่ให้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ผ่าน 3 แกนหลักของการสร้างชีวิตอย่างสมดุล ประกอบด้วย
- Physical Health (สุขภาพกาย) การออกแบบพื้นที่ สิ่งอำนวยความสะดวก ระบบอาคาร และการคัดสรรวัสดุคุณภาพ เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดี
- Emotional Health (สุขภาพใจ) การสร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยที่สงบ ผ่อนคลาย และบริการภายในโครงการที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
- Social Health (สุขภาวะทางสังคม) การสร้างสังคมคุณภาพของผู้อยู่อาศัยที่มีค่านิยมและวิถีชีวิตใกล้เคียงกัน
“เราคิดว่าถ้าทำตึกออกมา ควรเริ่มจากดีไซน์ที่ต้องมีดีไซน์ระดับโลก และนอกจากความสวยงามของตัวอาคารแล้ว ต้องเป็นที่อยู่อาศัยที่อยู่แล้วสบายขึ้น อยู่แล้วสุขภาพดีขึ้น เราจึงนิยามตัวตนของเราว่าเป็น ‘Wellbeing Residence’ ทุกยูนิตถูกออกแบบให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกผ่อนคลาย กลับมาบ้านแล้ว เหมือนได้ชาร์จพลังชีวิต”
ปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมในทำเลใจกลางเมือง ได้แก่ SCOPE หลังสวน สูง 34 ชั้น จำนวน 133 ยูนิต บนกรรมสิทธิ์แบบ Freehold ในย่านหลังสวน ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงประมาณ 10%, SCOPE พร้อมศรี (สุขุมวิท 49) เป็นโครงการ Low-rise สูง 8 ชั้น และ SCOPE ทองหล่อ สูง 32 ชั้น จำนวน 18 ยูนิต

โลเคชันที่ดีต้องมี “ตำนานและชื่อเสียง”
การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ หัวใจสำคัญอันดับแรก คือ “โลเคชัน” คุณยงยุทธ เล่ามุมมองการเลือกที่ดินที่จะเป็นสุดยอดทำเล เพื่อสร้างคอนโดมิเนียม ต้องประกอบด้วย
1. โลเคชัน ซึ่งโลเคชันที่ดีต้องมีตำนาน เช่น เป็นทำเลที่มีชื่อเสียงมายาวนาน อย่างย่าน Beverly Hills ในสหรัฐฯ, ย่าน Mayfair ในอังกฤษ หรือถ้าในกรุงเทพฯ เช่น สุขุมวิท, สีลม, สาทร
2. ดู Surrounding ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมและสังคมโดยรอบที่อยู่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งในด้านความเชื่อ เช่น ฮวงจุ้ย, ศาสนา 3. การเดินทางสะดวก ใกล้ทางด่วน, รถไฟฟ้า และ 4. สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ใกล้โรงพยาบาล, ใกล้ศูนย์การค้า, ร้านอาหาร
“การซื้อที่ดินต้องมีหลักการ นักพัฒนาอสังหาฯ ต้องสังเกต มองให้ลึก มองให้รอบด้าน และต้อง ‘เอ๊ะ!’ ให้หมด ทั้งที่ดินและทำเลที่เหมาะสม และที่ดินที่ควรระมัดระวัง ไม่ควรไปซื้อ หรือไปสร้าง
นอกจากนี้สิ่งสำคัญในการซื้อที่ดิน ไม่ควรพิจารณาที่ดินจากเพียงแค่ดูภาพถ่าย หรือ Google Map เท่านั้น แต่ต้องสำรวจพื้นที่จริง สถานที่จริง เพื่อสัมผัสบรรยากาศ ดูวิถีชีวิตของผู้คนในย่านนั้น และตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ รอบด้าน เช่น กลิ่น สภาพแวดล้อม หรือปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการอยู่อาศัย ซึ่งทำเลที่ดีจริง เมื่อทำเป็นโครงการแล้ว ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ เพราะเป็นที่ต้องการจากตลาดเสมอ
ในปัจจุบันซัพพลายในตลาดคอนโดระดับ Ultra Luxury ยังมีไม่มาก เนื่องจากที่ดินในโลเคชันดี มีอยู่อย่างจำกัด และโลเคชันนั้นต้องโดดเด่นอย่างแท้จริง บวกกับฝีมือการพัฒนาโครงการที่ทำออกมาได้สวย รวมถึงการบริการและการดูแลลูกค้าที่เหนือระดับ จึงจะสามารถทำโครงการในตลาดนี้ได้สำเร็จ”
หนึ่งในโลเคชันที่ได้ชื่อว่าทำเลทองของกรุงเทพฯ และมีองค์ประกอบครบของการเป็นโลเคชันที่ดี ต้องยกให้กับ “สุขุมวิท” โดยเฉพาะย่านทองหล่อ ย่านที่อยู่อาศัยมายาวนาน และไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนไปอย่างไร ยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งในด้านการอยู่อาศัย การค้า และการลงทุน ทำให้ปัจจุบันราคาที่ดินในโซนนี้พุ่งไปอยู่ที่ 3 ล้านบาทต่อตารางวา
นี่จึงทำให้สโคปเลือกปักหมุดสร้างคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury ในชื่อ “สโคป ทองหล่อ” (SCOPE Thonglor) มูลค่าโครงการ 3,685 ล้านบาท

เจาะลึกแนวคิด “สโคป ทองหล่อ” ทำไมถึงมีเพียง 18 ยูนิต ?
สโคป ทองหล่อ ตั้งอยู่ติดถนนสุขุมวิท สูง 32 ชั้น จำนวน 18 ยูนิต ในราคา 212 – 615 ล้านบาท โดยมี “Thomas Juul-Hansen” สถาปนิกชาวเดนมาร์คผู้ออกแบบที่พักอาศัย Penthouse ในมหานครใหญ่ของโลก เช่น นิวยอร์ค, ลอนดอน เป็นที่ปรึกษาการออกแบบโครงการนี้
“สุขุมวิทเป็นย่านคหบดีที่อยู่กันมา 60 – 70 ปีแล้ว ทุกวันนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่าง ตั้งแต่ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม ช้อปปิ้งมอลล์ และเป็นย่านที่มีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอาศัยอยู่ ซึ่งคนไทยที่อยู่ในย่านนี้มานาน รุ่นลูกรุ่นหลานเวลาจะขยายที่อยู่อาศัย ก็ยังอยากอยู่ในย่านนี้
คำว่า ‘ทองหล่อ’ เป็นคำ luxury ทุกคนให้ราคาหมด เป็น Most Wanted Area เพราะเป็นทำเลที่ใช้เวลาพัฒนามายาวนานมากว่า 60 ปี และมีความสะดวก ทำให้เป็นทำเลที่บอก status ในตัวเอง”

กลุ่มเป้าหมายหลักของสโคป คือ “International Premium” คือคนที่เห็นโลกกว้าง มีประสบการณ์จากการเดินทาง เรียนรู้ มีรสนิยมเฉพาะตัว และต้องการที่อยู่อาศัยที่สะท้อนไลฟ์สไตล์และความงามที่แตกต่างจากแบบเดิมๆ
“ที่ผ่านมาโครงการคอนโดในไทยมักมีดีไซน์และความหรูหราแบบ conventional ยังไม่มีโครงการที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่ม ‘International Premium’ ที่มองหาความเป็นสากลและความงามในสถาปัตยกรรม เราจึงเลือกพัฒนาโครงการบนทำเลที่ดีที่สุดใจกลางเมือง โดยเน้นดีไซน์ระดับโลก และสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาด Super Ultra Luxury เพื่อให้บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็นไลฟ์สไตล์และงานสถาปัตย์”

อย่างไรก็ตามก่อนที่มาเป็นคอนโด “สโคป ทองหล่อ” จำนวน 18 ยูนิตอย่างวันนี้ เดิมทีดีไซน์เริ่มแรกเป็นคอนโดมิเนียม จำนวน 100 ยูนิต วางราคาไว้ที่ประมาณ 20 ล้านบาทต่อยูนิต แต่เมื่อพิจารณาตลาดจริง พบว่าคอนโดขนาด 1-2 ห้องนอนในย่านสุขุมวิทมีอยู่มากมายหลายโครงการ การแข่งขันสูง ดังนั้นหากเลือกทำแบบเดิมๆ จะไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากตลาดได้
สโคปจึงปรับแนวทาง โดยมองว่ากลุ่มลูกค้า “International Premium” ต้องการความพิเศษเฉพาะตัว และการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ใช่แค่ดีไซน์สวย แต่ต้องออกแบบทุกองค์ประกอบ ทุกรายละเอียด และมีบริการที่เหนือกว่า เพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มนี้ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวหลังจากปรับใหม่ ได้ออกมาเป็นสโคป ทองหล่อ สูง 32 ชั้น มีจำนวน 18 ยูนิต
“เราให้บริษัทดีไซน์ออกแบบใหม่ โดยไม่อยากให้ทั้งโครงการเกิน 20 ห้อง เพราะต้องการให้ผู้พักอาศัยได้ความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง จึงได้ออกมาเป็น 18 ห้อง”

รูปแบบห้องของสโคป ทองหล่อ ประกอบด้วย
- Simplex พื้นที่ใช้สอย 416 ตารางเมตร ราคา 212 ล้านบาท
- Duplex พื้นที่ใช้สอย 645 ตารางเมตร ราคา 450 ล้านบาท
- Triplex พื้นที่ใช้สอย 765 ตารางเมตร ราคา 615 ล้านบาท
สิ่งอำนวยความสะดวกด้านบริการ
- GSA (Concierge)
- บริการทำความสะอาด 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (Housekeeping Service)
- บริการจอดรถ (Valet Porter Service)
- พ่อครัวประจำโครงการ (In-House Cook)
- พนักงานสระไดร์ (In-House Blow-Dry)

ส่วนกลาง เช่น
- สวนสำหรับสุนัข ห้องพักสำหรับคนขับรถ และที่ชาร์จรถไฟฟ้า (EV Chargers)
- ลอบบี้ และห้องรับรอง (Stern Lounge)
- ฟิตเนส และ สตีม- ซาวน่า (Thermal Therapy)
- ห้องสปาเพื่อสุขภาพ
- ห้องเด็กเล่น และห้องเปียโน
- ห้องรับรองแขก (Maid Quarter)
- สระว่ายน้ำหินอ่อน อ่างน้ำร้อน และห้องโยคะ/พิลาทิส
- คลับเลาจ์ ห้องแต่งตัว (Saloon Lounge)
- Flybridge Lounge บนชั้นบนสุด 32

“ลูกค้าที่มาซื้อสโคป ทองหล่อ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Real Demand ที่อยู่อาศัยจริง มีทั้งคนที่เป็นลูกหลานของคหบดีในย่านนี้ และคนที่มาจากนอกโซนทองหล่อ ขณะที่กลุ่มนักลงทุนน้อยมาก”
การพัฒนาโครงการของสโคป ไม่ได้มองเป็นเพียงการสร้างที่อยู่อาศัย แต่มองไปถึงการสร้างคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในทุกมิติ ทั้งทางกาย, อารมณ์ และทางสังคม ด้วยการให้ความสำคัญกับโปรดักต์ และแบรนด์ดิ้งเป็นหัวใจหลัก ไม่ว่าจะเป็นทำเล, ดีไซน์ มากกว่าด้านการตลาด
“เราเอาโปรดักต์ และแบรนด์ดิ้งสโคปเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะเราเชื่อมั่นว่าเมื่อโปรดักต์ดีจริง จะถูกมองเห็น และบอกต่อ วันนี้โปรดักต์และแบรนด์ได้พิสูจน์แล้วถึงภาพลักษณ์และคุณภาพของเราในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯ ระดับ Ultra Luxury” คุณยงยุทธ สรุปทิ้งท้าย

