
ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ทุกวันนี้ AI มีบทบาทอย่างมากต่อธุรกิจ แทบจะทุกธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ล้วนแต่มีการใช้ AI แทบทั้งสิ้น แต่อย่างไรก็ตามโลกของเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้าอยู่เสมอ แค่ AI ธรรมดาอย่างเดียงอาจไม่พอ เพราะหลายธุรกิจระดับโลกล้วนให้ความสำคัญกับ “Agentic AI” ระบบที่ให้ AI Agent ควบคุมการทำงานของ AI อีกชั้นหนึ่ง ชนิดที่จากเดิมที่ต้องใช้คนจากหลายแผนกในการทำงานเหลือเพียงแค่ 1-2 คนเท่านั้นก็ทำได้แล้ว
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีความสงสัยในความเชื่อมั่นของระบบ Agentic AI นั่นคือโอกาสที่ทำให้ AWS หรือ Amazon Web Services เข้ามาเขย่าตลาด เนื่องจากข้อมูล Insight พบว่า เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย คาดว่าจะเติบโตขึ้น 4.2% ในปี 2026 และธุรกิจไทยมีการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่มีเพียง 24% มาเป็น 32% ในปี 2025 คิดเป็นอัตราเติบโตถึง 33% หรือในทุกๆ 3 นาที จะมี 1 บริษัทในไทยที่เริ่มนำ Enterprise AI เข้าไปฝังในระบบการทำงาน
4 เป้าหมายหลักสู่ผู้นำด้าน AI
ด้วยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจไทยกำลังให้ความสนใจในเทคโนโลยี Agentic AI เพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถเสริมศักยภาพของธุรกิจได้อย่างเจ็มประสิทธิภาพ AWS จึงเน้นไปเป้าหมายในปี 2026 ไปที่ 4 ส่วนหลักที่มีความสำคัญอย่าง

- Thailand Region adoption: เป็นการตอกย้ำถึงการลงทุนของ AWS ในประเทศไทย โดยเป้าหมายหลักคือการเร่งให้องค์กรและธุรกิจต่างๆ ในไทยเข้ามาปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- Agentic AI as a Platform: ปัจจุบันทุกองค์กรให้ความสำคัญ พร้อมทุ่มเทเม็ดเงินและบุคลากรไปกับ AI อย่างมหาศาล โดยเฉพาะการก้าวข้าม AI แบบพื้นฐานไปสู่ Agentic AI ซึ่งเป็นระบบ AI ที่มีความซับซ้อน สามารถคิดวิเคราะห์ และทำงานกับระบบธุรกิจได้อย่างอัตโนมัติในฐานะแพลตฟอร์ม
- Industry 360° Partnership: เทคโนโลยีไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือทั่วไป แต่ต้องเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเทคโนโลยีอย่าง Cloud หรือ AI ของ AWS จะมุ่งเน้น “ความลึก” ที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงของแต่ละอุตสาหกรรม เช่น ธุรกิจการเงิน, ค้าปลีก, การผลิต มากกว่าการขายโซลูชันแบบหว่านกว้างๆ
- Partner Network: AWS ไม่สามารถเติบโตได้เพียงลำพัง จึงให้ความสำคัญกับการทำงานผ่านพันธมิตร โดยปีนี้จะเน้นผลักดันและช่วยเหลือพันธมิตรให้มีความเชี่ยวชาญด้าน AI ที่ลึกและเฉพาะทางมากขึ้น ทั้งด้าน Data, แพลตฟอร์ม, โซลูชัน หรือการให้คำปรึกษา
สำหรับเป้าหมายที่วางไว้ เป็นผลมาจากข้อมูลที่พบว่า Agentic AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของธุรกิจได้สูงถึง 81% ด้วยเหตุนี้ AWS จึงได้เปิดตัวนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง “Frontier Agents” ที่เป็นชุดการทำงานของ AI รวมถึงแพลตฟอร์ม “Amazon Bedrock” เครื่องมืออัจฉริยะให้นักพัฒนาไทยสามารถสร้าง AI Agent ที่ทำงานซับซ้อนได้อย่างปลอดภัย
จับมือพันธมิตรสร้าง ecosystem จับมือบุกตลาด
หากย้อนกลับไปดูเป้าหมายจะเห็นว่า หนึ่งในนั้นคือการใช้เทคโนโลยีในเชิงลึก สอดรับกับเทรนด์ที่ธุรกิจต้องสามารถทำธุรกิจในเชิงลึกอย่างจริงจัง เรียกว่าเชี่ยวชาญด้านนั้นโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงการทำงานเชิงลึก AWS จึงได้จับมือกับพันธมิตรสู่การสร้าง ecosystem ชนิดที่เรียกว่าระดมพันธมิตรทางเทคโนโลยีชุดใหญ่
จากที่ในอดีต พันธมิตรแค่รู้เรื่อง AI ก็เพียงพอที่จะอธิบายการทำงานคร่าวๆ ให้ธุรกิจฟัง แต่ปัจจุบันแค่นั้นไม่พอ พันธมิตรต้องมีความรู้ที่ลงลึกเฉพาะด้านมากกว่านั้น โดย AWS ได้ประกาศยกระดับพันธมิตรด้วยหมวดหมู่ความเชี่ยวชาญใหม่ แบ่งออกเป็นกลุ่มพันธมิตร 3 แขนงหลัก เพื่อรองรับเทรนด์ Agentic AI ที่กำลังจะมา ทั้ง
- Agentic AI Applications: พันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญการสร้างแอปฯ AI ที่สามารถทำงานได้เอง
- Agentic AI Tools: พันธมิตรที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้เครื่องมือเพื่อสร้างสรรค์ AI
- Agentic AI Consulting Services: พันธมิตรที่สามารถให้คำปรึกษาวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจสามารถนำ Agentic AI ไปใช้งานได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีนี้เมื่อถอดรหัส Framework ของ AI หนึ่งตัวจะพบว่า มีการทำงานอยู่ 5 ส่วนหลัก โดยส่วนแรกจะเป็น Data Platform Partners เป็นส่วนฐานรากที่สำคัญที่สุดเพราะ AI ต้องหาอาหารข้อมูลเพื่อกิน ถ้าไม่มีข้อมูล AI ก็ไร้ความหมาย ส่วนต่อมาจะเป็นส่วนของ AI Platform Partners ซึ่ง AWS มีเครื่องมืออย่าง Amazon Bedrock, SageMaker และ Amazon Nova รวมถึง AgentCore (Runtime, Memory, Guardrails) ที่เปรียบเสมือนสมองและอวัยวะให้ AI ทำงานได้
ในส่วนของ Industry/Point Solution Partners ทำหน้าที่นำโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data และ AI Platform มาประกอบร่างสร้างเป็นโซลูชันพร้อมใช้งานเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดให้กับธุรกิจ โดยจะเป็นกลุ่มพันธมิตรที่เชี่ยวชาญและเข้าใจบริบทของอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างลึกซึ้ง ช่วยให้สามารถพูดภาษาธุรกิจเดียวกับแต่ละอุตสาหกรรมให้นำไปใช้งานและสร้างผลลัพธ์ได้จริง
ส่วนกลุ่มพันธมิตร Industry ISVs จะเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถซื้อหรือเช่าใช้ซอฟต์แวร์ที่คุ้นเคย แล้วเปิดสวิตช์ใช้งานฟีเจอร์ AI อัจฉริยะได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาลงทุนสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานใหม่ตั้งแต่ต้น และกลุ่มพันธมิตร และกลุ่ม GISVs เป็นการไปจับมือกับพันธมิตรระดับโลก ทำให้ธุรกิจไทยที่ใช้งานซอฟต์แวร์ระดับโลกเหล่านี้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปสร้างหรือพัฒนาระบบ AI ใหม่ให้ยุ่งยาก เพียงแค่เปิดใช้งานหรืออัปเดตระบบเท่านั้น
เสริมความเชี่ยวชาญให้ AI เชิงลึก
ด้วยการจับมือกับพันธมิตรทั้งในไทยและพันธมิตรระดับโลก นอกจากช่วยให้ธุรกิจที่มีการใช้เทคโนดลยีเดิมสามารถปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี AI จาก AWS ได้อย่างง่ายดายแล้ว ด้วยการพัฒนา AI ให้สามารถทำงานได้ในเชิงลึกของแต่ละอุตสาหกรรมยังกลายเป็นจุดเด่นสำคัญ โดยเน้นไปที่ 3 อุตสาหกรรมหลัก ไม่ว่าจะเป็น
- Financial Services: กลุ่มธุรกิจการเงินและธนาคารที่กำลังเกิดความท้าทาย โดย AWS จะเข้าไปช่วยตั้งแต่ Core Banking Modernization, การรับมือกับ Virtual Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไปจนถึงกระบวนการทำงานของธุรกิจ และระบบป้องกันการหลอกลวงที่ต้องใช้ AI เข้ามาตรวจจับเพื่อให้เท่าทันกับอาชญากรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี
- Retail: กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่ที่แข่งขันกันด้วย Data เพื่อสร้างประสบการณ์ผู้บริโภค AWS มีโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบจัดเก็บข้อมูลลูกค้า (CDP), Smart Store, ไปจนถึง AI Personalization เพื่อให้แบรนด์รู้ใจผู้บริโภคแบบรายบุคคล
- Manufacturing: กลุ่มธุรกิจภาคการผลิตที่ต้องยกระดับสู่ Smart Factory ด้วยการทำ IT Modernization, บริหาร Supply Chain และดึงข้อมูล Operational Technology มาประมวลผลด้วย AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ที่สำคัญ การเข้าไปในแต่ละอุตสาหกรรม AWS ยังจับมือกับพันธมิตรระดับโลกและในประเทศอย่าง IBM, SAP, Siemens, Wisesight, Sertis เป็นต้น เข้ามาช่วยเสริมทัพ เพื่อให้โซลูชันนั้นมีภาษาและบริบทที่เข้าถึงผู้คนในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้อย่างแท้จริง
จุดเปลี่ยนสู่ผู้ช่วย Agentic AI แค่คนเดียวเท่านั้น
ไม่เพียงเท่านี้ AWS ยังมองเห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ AI ที่กำลังก้าวข้ามจากยุค AI ที่เป็นผู้ช่วยด้วยการป้อนคำสั่ง มาสู่ยุคที่เรียกว่า “Agentic AI” ที่ถูกยกระดับให้สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้จริง สามารถคิดวางแผนพร้อมทำงานที่ซับซ้อนหลายขั้นตอนได้โดยอัตโนมัติ และยังสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ จดจำบริบทข้ามระบบปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องและวัดผลได้จริง

โดย AWS เลือกเปิดตัว “Frontier Agents” พนักงานดิจิทัลที่สามารถทำงานแบบอัตโนมัติ (Autonomous), ขยายสเกลการทำงานได้ (Scalable) และรับผิดชอบโปรเจกต์ระยะยาว (Long-Running) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเปิดตัวเครื่องมือ AI อัจฉริยะ 3 ตัวที่จะเข้ามาพลิกโฉมวงการซอฟต์แวร์อย่าง
- Kiro: ตัวแทนอัจฉริยะสายนักพัฒนาที่นอกจากช่วยเขียนโค้ดตามคำสั่งแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ความต้องการ วางแผน และลงมือปรับแก้โค้ดที่ซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งยังสามารถจดจำบริบทการทำงานและเรียนรู้ให้เก่งขึ้นได้ตลอดเวลา ช่วยให้นักพัฒนาสามารถหันไปโฟกัสกับงานเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญกว่า
- Amazon Security Agent: โดยเป็น AI ที่เข้ามารักษาความปลอดภัยเชิงรุก โดยสามารถให้คำแนะนำเชิงลึก รีวิวการออกแบบระบบ ไปจนถึงการทดสอบการเจาะระบบ ทำให้ธุรกิจสามารถปล่อยซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและมั่นใจในระบบความปลอดภัยจากภัยคุกคาม
- Amazon DevOps Agent: ระบบ AI ที่จะเป็นเหมือนหน่วย รปภ.ในระบบ โดยจะทำหน้าที่คัดกรองปัญหา พร้อมทั้งวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง และแนะนำวิธีแก้ไขได้แบบเรียลไทม์ โดยสามารถเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องมือเฝ้าระวังที่ธุรกิจมีใช้อยู่แล้ว ช่วยคืนเวลาพักผ่อนให้ทีมงาน สร้างเสถียรภาพของระบบให้สมบูรณ์
เมื่อทั้ง 3 เครื่องมือผสานการทำงานจะสามารถเข้ามาทำงานแทนทีมงานในส่วนที่ซ้ำซ้อนและสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ทีมงานไม่ต้องอดหลับอดนอนคอยแก้ปัญหาหรือเฝ้าระบบ และมีอิสระไปโฟกัสกับงานเชิงสร้างสรรค์ได้มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจสามารถปล่อยแอปฯ ใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็วและสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบความปลอดภัย
เสริมความฉลาดให้ AI ด้วย Amazon Bedrock
เมื่อเจาะลึกเข้าไปในการสร้าง AI ระดับองค์กร AWS ยังมีแพลตฟอร์ม “Amazon Bedrock” ศูนย์รวมการพัฒนา AI ที่ง่ายและรวดเร็วสำหรับนักพัฒนา โดยแพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถเลือกใช้โมเดล AI ชั้นนำระดับโลกได้อย่างหลากหลาย ทั้งการนำมาปรับแต่งให้เข้ากับข้อมูลส่วนตัวขององค์กร สามารถควบคุมต้นทุนและความแม่นยำ ที่สำคัญยังมาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ได้มาตรฐานขั้นสูงสุดของ AWS

นอกจากนี้ยังมี “Amazon Bedrock AgentCore” ซึ่งเป็นเหมือนกล่องเครื่องมืออเนกประสงค์ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถประกอบร่าง AI Agent ได้อย่างสมบูรณ์ โดยรวบรวมชิ้นส่วนสำคัญที่ AI จำเป็นต้องมีไว้ในที่เดียว ทั้งระบบประมวลผล, การระบุตัวตน หรือเครื่องมือวิเคราะห์โค้ด ทำให้การสร้าง AI Agent ที่เคยซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ง่ายและเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น
เพิ่มเติมด้วย 4 ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ AI ฉลาดมากยิ่งขึ้นทั้ง Episodic Memory ที่ช่วยให้ AI มีความจำ สามารถเรียนรู้จากบทสนทนาในอดีตมาปรับใช้ในอนาคตได้, Policy Controls ระบบที่ช่วยกำหนดขอบเขตให้ AI ทำงานอยู่ในกรอบความปลอดภัย, Quality Evaluations ระบบประเมินและให้คะแนนความแม่นยำของ AI เพื่อรักษามาตรฐาน และ Bidirectional Streaming เทคโนโลยีที่ช่วยให้ AI สามารถฟังและโต้ตอบได้พร้อมกันแบบเรียลไทม์
กรณีศึกษาการใช้ AI เชิงลึกของธุรกิจ
เพื่อให้เห็นภาพประสิทธิภาพจริงจากการใช้งาน AI โดยข้อมูลจาก AWS ชี้ว่า การนำ AI มาใช้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับธุรกิจได้สูงสุดถึง 81% ควบคู่ไปกับการยกระดับนวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์กร ซึ่งปัจจุบันองค์กรยักษ์ใหญ่ของไทยในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสายการเงิน อสังหาริมทรัพย์ หรือพลังงาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน

ตัวอย่างแรกที่สะท้อนภาพการยกระดับระบบหลังบ้านได้อย่างชัดเจน อย่างกรณีศึกษาของ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่นำผู้ช่วยอัจฉริยะอย่าง “Amazon Q Developer” จากเดิมที่โปรแกรมเมอร์ต้องใช้เวลาไปกับการเขียนโค้ดพื้นฐานหรือคอยหาจุดบกพร่อง AI โดยระบบดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคู่คิดที่คอยแนะนำและช่วยเขียนโค้ดได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ธนาคารส่งมอบบริการทางการเงินใหม่ๆ ออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม
ในขณะที่กรณีของ แสนสิริ ได้ใช้ “Amazon Bedrock” มาสร้างเป็นผู้ช่วย AI อย่าง “Aritra” ระบบดูแลลูกบ้าน นอกจากถามตอบแบบทั่วไปแล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านแต่ละราย ปิดท้ายด้วยกรณีศึกษาของ PTT ที่นำเทคโนโลยี AI ของ AWS ในการจัดการกับข้อมูลที่ซับซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน ด้วยการประมวลผลข้อมูลเชิงลึก ที่ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน และตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำรวดเร็วขึ้น

จากกลยุทธ์ทั้งหมดของ AWS สะท้อนให้เห็นว่า หมดยุคของการนำเสนอเทคโนโลยีแบบ “One Size Fits All” ที่ธุรกิจไม่ได้อยากได้แค่คลาวด์หรือ AI เท่านั้น แต่ต้องการโซลูชันที่เข้าใจธุรกิจอย่างลึกซึ้ง การที่ AWS สร้าง Ecosystem ยกระดับพันธมิตรให้เก่งเฉพาะทาง และจัดแพ็กเกจโซลูชันเจาะลึกรายอุตสาหกรรมเป็นกลยุทธ์เปลี่ยนเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตทางธุรกิจให้สามารถจับต้องได้จริง

