
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บทสนทนาในแวดวงธุรกิจไทยวนซ้ำอยู่กับคำถามเดิมๆ ว่า ต้นทุนสูงขึ้นทุกปี กำไรบางลงทุกไตรมาส แล้วจะเติบโตอย่างไรในตลาดที่ไม่เอื้อเหมือนเดิม? แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการฟังจริงๆ มักไม่ใช่แค่สูตรสำเร็จ แต่เป็นแนวทางที่นำไปใช้ได้จริง นั่นคือจุดที่ GrabForBusiness เข้ามามีบทบาท ในฐานะแพลตฟอร์มที่ทำงานร่วมกับธุรกิจทุกขนาดมาอย่างต่อเนื่อง จึงเข้าใจดีว่าความท้าทายในการบริหารคน ต้นทุน และระบบนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร และพร้อมนำบทเรียนเหล่านั้นมาแบ่งปันให้แก่ผู้ประกอบการร่วมสู้ไปด้วยกัน
นั่นคือเหตุผลที่งาน GrabForBusiness Experience Day 2026 Work Smarter. Grow Stronger. เมื่อวันที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา โดยจับมือกับ Marketing Oops! สื่อด้านการตลาดอันดับ 1 ของไทย ซึ่งจะมาแนะนำ Solutions รวมถึง Features ใหม่ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้จริงให้แก่ผู้ประกอบการ พร้อมดึง 3 CEO จาก 3 องค์กรต่างอุตสาหกรรมอย่าง Srichand, Kaniva และ Fastwork มานั่งเล่าเรื่องจริงบนเวที พร้อมนำไปลุยธุรกิจในวันที่ทุกการตัดสินใจมีน้ำหนัก

“Let’s work smart and grow faster together” ยกระดับธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ
เปิดเวทีด้วย คุณณธิดา รัฐธนาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Marketing Oops! และ Digital IQ Academy ชี้ให้เห็นว่า จากเดิมที่องค์กรมักเน้นโฟกัสไปที่การสร้างยอดขายและการขยายธุรกิจเป็นหลัก แต่ในธุรกิจที่ล้วนเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย และเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นเสมอ แนวคิดการทำงานแบบ Work Smarter and Grow Stronger สำหรับธุรกิจในปี 2026 จึงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความท้าทายและต้นทุนแฝงนั้น แม้ว่าธุรกิจส่วนใหญ่มักจะนึกถึงต้นทุนที่เป็นเงินก้อนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงต้นทุนกลับเกิดขึ้นอยู่ทุกวันจากขั้นตอนการทำงานเล็กๆ ที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เสียไปกับการรอขออนุมัติ การประสานงานระหว่างส่วนงานต่างๆ ตลอดจนการใช้ทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ซึ่งแม้จะเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นซ้ำๆ ทุกวัน ย่อมส่งผลกระทบต่อ Productivity และกลายเป็นต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็นอย่างแท้จริง

ด้าน คุณออดี้ – ปุณณดา เหลืองอร่าม Head of B2B Enterprise, Grab Thailand กล่าวว่า ด้วยปัญหารอบด้าน GrabForBusiness จึงเสนอตัวเข้ามาเป็น Solutions ช่วยควบคุมและจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงาน เช่น ค่าเดินทางและค่าอาหาร ให้ดำเนินการได้รวดเร็ว ง่ายดาย และเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถนำมุมมองนี้กลับไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง เพื่อทำให้กระบวนการทำงานง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างยั่งยืนได้ ฝ่าฝันช่วงเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนให้ไปต่อได้
สำหรับ GrabForBusiness มีแนวคิดเรื่องของการยกระดับธุรกิจและเติบโตไปพร้อมกับผู้ประกอบการว่า “Let’s work smart and grow faster together” และพร้อมช่วยให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความยืดหยุ่น และลดต้นทุนการดำเนินงานในหลายมิติ รวมถึงความร่วมมือกับภาครัฐเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน


พาร์ทเนอร์ที่ช่วย SME ลด Fixed Costs คล่องตัวขึ้นและคืนเวลา
คุณวรินพงศ์ จิตติวัฒนพงศ์ Regional Manager Inside Sales, Grab และ คุณชนินทร์พงษ์ ประสาสน์ศักดิ์ Asst. Service Success Manager, Grab Thailand ฉายภาพที่ชัดขึ้นในการที่ GrabForBusiness มีทั้งฟีเจอร์ที่ดี ในการเป็น Solutions ช่วยเหลือธุรกิจแบ่งเบาภาระในหลายมิติ อย่างการเข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยลดต้นทุนประจำ (Fixed Costs) และเพิ่มความคล่องตัวให้ SME โดยเปลี่ยนจากการแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่อย่างการจ้างพนักงานขับรถ แมสเซนเจอร์ประจำ หรือการเช่ารถรายเดือน มาเป็นการเข้าถึงเครือข่ายบริการแบบ On-demand ตามการใช้งานจริง ทั้งการเดินทาง การรับส่งพัสดุเร่งด่วน (GrabExpress) และการสั่งอาหารออฟฟิศผ่านฟีเจอร์ Group Order ที่ช่วยลดความยุ่งยากพร้อมส่วนลด รวมถึงมีโซลูชันยืดหยุ่น เช่น การจองรถล่วงหน้า บริการรายชั่วโมง/รายวัน ความปลอดภัยมาตรฐานสูง และการออกใบเสร็จที่ถูกต้องเพื่อจัดการเอกสารทางบัญชีได้อย่างสะดวก
ในด้านการบริหารจัดการ GrabForBusiness Portal เข้ามาแก้ปัญหาต้นทุนแฝงด้านเวลาและแรงงานจากกระบวนการ Manual ซึ่งเดิมใช้เวลาจัดการใบเสร็จและเบิกจ่ายเฉลี่ยถึง 1.5 วันต่อเดือน โดยเปลี่ยนจากการรอตรวจสอบงบตอนสิ้นเดือนมาเป็นการติดตามค่าใช้จ่ายแบบ Real-Time ผู้บริหารสามารถกำหนดงบประมาณ เงื่อนไขการใช้งาน (Policy) ล่วงหน้าตามแผนก ช่วงเวลา หรือพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งดาวน์โหลดข้อมูลเป็นไฟล์ Excel หรือ PDF ไปใช้งานต่อในระบบบัญชีได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนงานหลังบ้านที่ไม่จำเป็นลงได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ระบบยังเปิดให้ใช้งานฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมและไม่จำกัดยอดใช้งานขั้นต่ำ พร้อมความคุ้มครองประกันภัยเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินในการเดินทางและขนส่ง การตัดภาระงานบริหารจัดการและลดค่าใช้จ่ายฟิกซ์คอสต์เหล่านี้ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเวลา สมาธิ และทรัพยากรที่มี ไปโฟกัสกับการพัฒนาและสร้างการเติบโตให้แก่ธุรกิจได้อย่างเต็มที่ในยุคที่ความผิดพลาดมีราคาสูง
“การบริหารต้นทุนของ SME ในวันที่ความผิดพลาดมีราคาสูงขึ้น อาจไม่ได้เริ่มจากการตัดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการหันกลับมาดู “ค่าใช้จ่ายเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน” รวมถึงเวลาของคนในองค์กรที่กำลังถูกใช้ไปกับกระบวนการหลังบ้าน หากธุรกิจสามารถมองเห็นต้นทุนเหล่านี้ได้เร็วขึ้น ควบคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง และลดงานที่ไม่จำเป็นลงได้ การบริหารต้นทุนก็จะเปลี่ยนจากการไล่ตามปัญหาตอนสิ้นเดือน มาเป็นการจัดการธุรกิจด้วยข้อมูลที่เห็นได้ตั้งแต่ระหว่างทางจนถึงปลายทาง” คุณชนินทร์พงษ์ กล่าวปิดเซสชั่น
ถอดบทเรียนเมื่อ AI ไม่ได้มาแทนคน แต่มาเขย่าวิธีทำธุรกิจให้เหลือแค่ “ตัวจริง”
ปิดท้ายด้วยเซสชั่นที่หลายคนรอคอย Panel Discussion ภายใต้หัวข้อ “Smarter Growth in a Tough Market” โดย มุมมองของ 3 ผู้นำองค์กรได้แก่ คุณรวิศ หาญอุตสาหะ (ศรีจันทร์), คุณจารุวัฒน์ เลาหวิศิษฎ์ (Kaniva) และ คุณซีเค เจิง (Fastwork) ที่มาให้คำตอบของการอยู่รอดในธุรกิจยุคนี้ โดยเฉพาะการลงทุนกับเทคโนโลยี AI ควรให้ความสำคัญมากน้อยแค่ไหน หรือลองทบทวนวิธีคิดใหม่ว่าอะไรสำคัญที่สุดต่อการฟันฝ่าในธุรกิจยุคนี้ เราสรุปประเด็นต่างๆ จากวงสนทนามาให้แล้ว

จากองค์กรทรงพีระมิด สู่โครงสร้างแบนราบที่ไร้ Pure Manager
ประเด็นแรกที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการเปลี่ยนผ่านจากองค์กรที่มีลำดับชั้นซับซ้อนไปสู่โครงสร้างที่แบนลงอย่างเห็นได้ชัด ยุคสมัยของการมีผู้จัดการที่ทำหน้าที่เพียงบริหารจัดการคน หรือคอยรวบรวมรายงานส่งต่อให้ผู้บริหารโดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติงานจริง หรือที่เรียกว่า Pure People Manager กำลังจะหมดไป เนื่องจากเทคโนโลยี AI ช่วยให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถสื่อสาร ติดตาม และมองเห็นการทำงานของทีมปฏิบัติการได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมาโดยไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น การลดชั้นการบริหารไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนแฝงที่เกิดจากภาระการสื่อสารและการประชุมที่ซ้ำซ้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดล็อกให้องค์กรสามารถขยับตัวและปรับเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็ว
องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องใช้แนวคิดการรื้อและออกแบบโครงสร้างใหม่จากศูนย์ หรือ Zero-based Restructuring โดยเริ่มต้นตั้งคำถามด้วยมุมมองแบบ AI-First ว่า หากเราต้องสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่ในวันนี้โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นรากฐาน เราจะยังต้องการจำนวนพนักงานเท่าเดิม หรือยังต้องแบ่งแผนกงานในรูปแบบเดิมอยู่อีกหรือไม่ ตัวอย่างเช่น การพิจารณาควบรวมแผนกขาย การตลาด และการค้าหน้าร้าน เข้าด้วยกัน เพื่อลดรอยต่อระหว่างแผนก และส่งมอบสินค้าหรือบริการไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ปลดล็อกศักยภาพพนักงานสู่ Supercharged Employee และงานระดับ High-Level
เมื่อองค์กรปรับให้แบนลง บทบาทของพนักงานทุกคนจะถูกเปลี่ยนให้เป็นผู้ปฏิบัติงานจริง หรือ Executor ที่เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและใส่ใจในผลลัพธ์ของงานมากกว่าการยึดติดกับขั้นตอนตามระเบียบปฏิบัติมาตรฐานเดิมๆ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อตัดโอกาสมนุษย์ แต่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือปลดล็อกศักยภาพ ให้พนักงานธรรมดาสามารถก้าวขึ้นมาเป็น Superhero ในสายงานของตนเองได้งานประจำที่ซ้ำซ้อน เช่น งานบริการลูกค้าขั้นพื้นฐาน การรวบรวมเอกสาร หรือการพิมพ์โค้ดเบื้องต้น จะถูกส่งต่อให้ AI ทำแทนทั้งหมด เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานเอาเวลาไปโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงกว่า หรือ High-level Tasks
ในมิตินี้ สายงานต่างๆ จะเกิดการผสมผสานทักษะ หรือ Hybrid Roles อย่างเห็นได้ชัด นักพัฒนาซอฟต์แวร์จะไม่ใช่แค่นักพิมพ์โค้ดอีกต่อไป เพราะ AI สามารถเขียนโค้ดแทนได้มากขึ้น แต่ต้องปรับตัวมามีความคิดเชิงการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ หรือ Product Manager Mindset เพื่อต่อยอดนวัตกรรมและฝึกฝนให้ AI สามารถสร้างระบบซอฟต์แวร์ในระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นต่อไปอีกชั้น ในขณะเดียวกัน นักออกแบบและผู้จัดการผลิตภัณฑ์ก็เลิกเสียเวลากับการเขียนเอกสารความต้องการยาวๆ หรือทำสไลด์นิ่งๆ แต่หันมาใช้การสั่งงาน AI เพื่อสร้างแบบจำลองทดลองจริง หรือ Prototype ให้ทีมงานเห็นภาพตรงกันทันที ซึ่งเป็นการทลายโมเดลการทำงานแบบ Waterfall เดิมๆ ลงอย่างสิ้นเชิง
การขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจริง และการสร้าง Visibility หน้าร้าน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเติบโตได้อย่างมั่นคง คือการจัดระเบียบข้อมูลให้กลายเป็นความจริงเพียงหนึ่งเดียว หรือ Single Source of Truth การรวมฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัทให้เป็นชุดเดียว ช่วยให้ AI สามารถดึงไปประมวลผล สร้างวิเคราะห์เชิงลึก และนำเสนอผ่านกระดานแสดงผลข้อมูล หรือ Dashboard ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ นวัตกรรมทางกระบวนการทำงานนี้ยังครอบคลุมไปถึงการบริหารเวลาในการประชุม โดยการนำ AI เข้าฟังและสรุปสาระสำคัญของการประชุมย่อย คัดกรองเหลือเพียงประเด็นวิกฤตที่ CEO ต้องทราบลงในเอกสารเพียงหน้าเดียว เพื่อให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมได้ทันทีในเช้าวันจันทร์ ซึ่งช่วยลดเวลาการนั่งประชุมของพนักงานลงอย่างมหาศาล และคืนเวลาให้พนักงานไปลงมือปฏิบัติงานจริงได้มากถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของเวลาทำงาน
นอกจากนี้ ในเชิงการตลาดและการปฏิบัติการหน้าร้าน เทคโนโลยี AI ยังเข้ามาเพิ่มความคมชัดในการมองเห็น หรือ Visibility ผ่านการวิเคราะห์ภาพถ่ายเชลฟ์สินค้าและเสียงบันทึกการพูดคุยกับลูกค้าที่ทีมขายอัปโหลดเข้ามาในแต่ละวัน AI สามารถประมวลผลภาพถ่ายนับพันใบเพื่อรายงานสถานการณ์สินค้าขาดแคลน หรือโปรโมชั่นของคู่แข่งได้แบบวันต่อวัน ควบคู่ไปกับการปรับแต่งข้อมูลแบรนด์และรีวิวบนโลกออนไลน์ให้สอดคล้องกัน เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาค้นหาข้อมูลผ่านระบบ AI Search มากยิ่งขึ้น
นิยามใหม่ของ KPI และจุดตัดระหว่าง Core Competency กับ จิตวิญญาณของสินค้า
ในมิติของการประเมินผลการทำงาน การเข้ามาของ AI ทำให้การวัดผลงานแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงปริมาณชิ้นงานหรือการปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอน SOP กลายเป็นเรื่องที่ล้าหลัง ระบบการวัดผลงาน หรือ KPI ในยุคใหม่ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปเน้นที่ความใส่ใจในการแก้ปัญหา และผลกระทบของงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงเป็นหลัก ไม่ใช่ปล่อยให้งานออกมากลายเป็นขยะ พนักงานจะถูกประเมินจากความคุ้มค่าระหว่างผลงานที่สร้างขึ้นกับต้นทุนแฝงจากการสื่อสารที่นำเข้ามาในองค์กร ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวขยายขอบเขตทักษะไปสู่บทบาทใหม่ๆ
ขณะเดียวกัน ในฝั่งการบริหารจัดการทรัพยากร ผู้บริหารยุคใหม่ต้องกล้าที่จะแยกแยะระหว่าง ศักยภาพหลัก หรือ Core Competency กับงานส่วนสนับสนุน งานส่วนการผลิต ระบบคลังสินค้า หรือการขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งมีพันธมิตรภายนอกที่เชี่ยวชาญกว่า สามารถเลือกใช้วิธีการ Outsource เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดต้นทุนคงที่ขององค์กรลงได้ อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่เหล่าผู้บริหารยืนยันตรงกันว่าไม่สามารถ Outsource หรือใช้ AI ทำแทนได้เลย นั่นคือ จิตวิญญาณของสินค้า หรือ Product Soul ซึ่งเป็นความใส่ใจ ความประณีต และอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่เจ้าของธุรกิจและทีมงานต้องเป็นผู้รักษาสุดกำลังด้วยตนเองเสมอ
ย้ำให้ชัด AI ไม่ได้แทนที่คน แต่จะแทนที่คนที่ปฏิเสธการเรียนรู้
สรุปในเซสชั่นเสวนานี้ สะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเลือกระหว่าง “คน” หรือ “เทคโนโลยี” แต่คือการปรับ Mindset เพื่อให้คนและเทคโนโลยีทำงานร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด AI จะไม่ได้เข้ามาทดแทนมนุษย์ทั้งหมดในทันที แต่จะเข้ามาแทนที่คนที่ไม่ยอมเปิดใจและปฏิเสธที่จะปรับตัวเข้าหาโลกใบใหม่
สำหรับผู้นำองค์กร หน้าที่สำคัญที่สุดในยุค AI-First ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาใช้ไล่คนออกเพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการคงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์ สวมบทบาทเป็นโค้ช คอยสอน และประคบประคองให้พนักงานทุกคนสามารถพัฒนาทักษะตนเองขึ้นมาเพื่อเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีความสุข โลกธุรกิจในวันข้างหน้าจะรวดเร็วและผันผวนยิ่งกว่าเดิม การชะล่าใจคือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด ผู้ประกอบการและคนทำงานทุกคนจึงต้องเร่งตระหนัก และก้าวออกมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่จะถูกคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงซัดให้ตกขบวนไปอย่างน่าเสียดาย
