103.58.148.118

Interview

Ξ Leave a comment

เปิดอกคุยทุกที่มาที่ไปของชายชื่อ “เต๋อ นวพล” ใน “Movie talks” โดย Central Embassy

posted by  165 views

เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะรู้จัก หรือเคยได้เห็นผลงานของชายชื่อ “เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” กันมาบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์นอกกระแสชื่อดังอย่าง “36”, “Mary is happy, Mary is happy” และ “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ”

และล่าสุดกับการร่วมงานในการถ่ายทำเบื้องหลังแคมเปญ “This brings me here” ของ Central Embassy ที่ดึงแฟชั่นไอคอนระดับโลกอย่าง คิโกะ มิซูฮาระ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

Central_Embassy_1

ซึ่ง เต๋อ นวพล จะมาพูดคุยถึงที่มาที่ไปของผลงานชิ้นนี้ และที่มาที่ไปของตัวเขากับเส้นทางเดินในวงการภาพยนตร์

ที่มาของคลิปเบื้องหลัง “This Brings Me Here ft. Kiko Mizuhara”

เต๋อ: คือมันเป็นอะไรที่คล้าย ๆ กับการถ่ายเบื้องหลัง แต่พอเราได้รู้ว่า เป็นการถ่ายให้กับ Central Embassy เลยอยากให้มันพิเศษขึ้นมาหน่อย เลยทำเหมือนกึ่งถ่ายหนังซ้อนเข้าไปในเบื้องหลังของโฆษณาตัวนี้ ด้วยแนวคิดที่ว่า “บางครั้งสถานที่ก็พาคนมาเจอกันโดยไม่ได้นัดหมาย” เลยเกิดไอเดียว่า ตัวละครหลักในคลิปนี้น่าจะเป็นเด็กฝึกงานที่ตามคุณคิโกะมาทำงาน แล้วได้เจอผู้คน ได้เจออาหาร เจอสถานที่ใหม่ ๆ และเขามีความรู้สึกดีที่ได้มา

ทุกคนคงรู้จักผลงานของคุณเต๋อแล้ว ขอย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นเลย รู้ตัวเองว่าอยากทำหนังเมื่อไหร่ ?

เต๋อ: จริง ๆ แล้วรู้ตัวเองว่าอยากทำหนังตั้งแต่สมัยม.ปลายแล้ว แต่ยุคนั้นเราต้องขวนขวายหน่อย เพราะกล้องดิจิตอลยังไม่มาเลย การทำหนังเป็นเรื่องใหญ่โตมากในสมัยนั้น แล้วหนังนอกกระแสก็ต้องไปตามหาดูเอาตามสถานฑูต หรือหอศิลป์ ยังไม่มีเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ใหญ่อย่างในปัจจุบัน ซึ่งเราก็เป็นคนที่ไปตามที่เหล่านั้น

Central_Embassy_2

ทำไมถึงเลือกเรียนอักษรศาสตร์ ?

เต๋อ: พอมาถึงช่วงที่ต้องเลือกคณะเรียน เราก็เลือกเรียนอักษรศาสตร์ เพราะว่าเศรษฐกิจช่วงนั้นค่อนข้างแย่ ฐานะที่บ้านเราก็กลาง ๆ และช่วงนั้นคนทำงานสายนิเทศก็โดนเลย์ออฟกันเยอะแยะเลย แล้วเราก็ชอบนิเทศกับอักษรเท่า ๆ กัน เลยคิดว่าไปอักษรก็ได้ เพราะเราคิดว่าเราน่าจะได้เรียนเกี่ยวกับสคริปต์ เพราะหนังที่เราชอบ ณ ตอนนั้นโปรดักชั่นก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมาก แต่มันมีสคริปต์ที่ดี

เรียนมา 4 ปี จนเรียนจบเรามีผลงานอะไรระหว่างเรียน ?

เต๋อ: ส่วนใหญ่จะเป็นงานเขียนก่อน ได้ทำหนังสือที่คณะ แล้วก็ได้ไปฝึกงานที่ a day ซึ่งมันมีประโยชน์ค่อนข้างมาก เพราะการทำหนังสือเราต้องลำดับใจความให้ได้ ซึ่งมันนำไปประยุกต์กับการทำสคริปต์หนังได้ เราจะเอามาจัดการในการเล่าเรื่องหนังของเราได้

งานแรกที่ได้เงินเกี่ยวกับเรื่องเขียนบท ?

เต๋อ: ตอนนั้นฝึกงานที่ GTH ซึ่งเงินที่ได้ก้อนแรกคือ พี่เก้ง จิระ เขามอบงานให้ผม ให้ลองรีไรท์บทให้เขาหน่อย ซึ่งพอเค้าดูแล้วเขาบอกว่า “มันคงใช้ไม่ได้หรอก แต่ผมชอบสามมุกนี้ ผมขอจ่ายเงินค่ามุกให้คุณละกัน” นั่นเลยอาจเป็นเงินก้อนแรกที่เราได้จากการเขียนบท

Central_Embassy_3

จากนั้นเราทำยังไงต่อ หลังจากที่ฉายแววให้เขาเห็นแล้ว ?

เต๋อ: หลังจากนั้น เขาก็เริ่มให้อ่านบทที่เขาส่งเข้ามา และเขาก็ให้ลองเขียนบท ซึ่งเขาจะให้คีย์เวิร์ดมานิด ๆ หน่อย ๆ เช่น ผมอยากจะทำหนังเกี่ยวกับ การจราจรในกรุงเทพฯ ความรักของคนทำงานกลางวันกับกลางคืน ซึ่งมันก็กลายมาเป็นเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ในภายหลัง ซึ่งทำให้เราได้เรียนรู้ว่าการเขียนบทภาพยนตร์ขนาดยาวนั้นมันเป็นยังไง

แล้วมันถูกใจเรามั้ย ? จากที่เราได้เห็นทุกกระบวนการตั้งแต่แรกจนมาเป็นหนัง

เต๋อ: คราวนี้อยากกำกับเองมากกว่า (หัวเราะ) คือไม่ได้ไม่ชอบงานของเขานะ แต่บางทีเราก็อยากทำในแบบของเรามากกว่า แต่การกำกับก็เป็นอีก Skill ที่ต่างไปจากการเขียนบท ซึ่งตอนนั้น พี่ย้ง ทรงยศ เขาก็ให้เราลองทำหนังสั้นเรื่อย ๆ เราเลยได้ลองทำงานกำกับที่จริงจังมากขึ้น

แล้วหลังจากนั้นเป็นยังไง ?

เต๋อ: หลังจากนั้น เราก็เริ่มมาทำอินดี้ของตัวเอง หาเงินเอง ถ่ายทำเอง เล็ก ๆ เพื่อที่จะลองฝึกกำกับ ชื่อเรื่องว่า “36” ซึ่งทำเอง หาสถานที่ฉายเอง ซึ่งตอนแรกไม่ได้เริ่มที่โรงหนัง ก็ฉายในห้องประชุมที่หอศิลป์ แต่หลังจากคนมาดูเยอะขึ้น เราก็ขยายไปเป็นโรงหนัง แล้วก็เริ่มส่งเทศกาลหนังที่ปูซาน แล้วก็ได้รางวัลกลับมา

Central_Embassy_4

แล้วโปรเจกต์ต่อไปคือ ?

เต๋อ: ผมว่ามันเป็นโชคดี ที่พอหลังจากปูซานแป๊บนึง มันมีงานจากโครงการของเวนิส เปิดรับสมัครเสนอโปรเจกต์พิชชิ่ง ว่ามีสคริปต์อะไรอยากทำมั้ย? แล้วเรามีไอเดียพอดีเลยรีบส่งไป ซึ่งอีกสองสามเดือนนั้นก็รู้ผลว่าได้ โดยไอเดียนั้นคือการทำหนังจากทวิตเตอร์ เลยกลายเป็นหนังเรื่อง “Mary is happy, Mary is happy”

เคยมีโมเมนต์ที่คิด Content ไม่ออกมั้ย ?

เต๋อ: จริง ๆ คือทุกวันนี้แหละครับ คือคิดบทเรื่องใหม่ไม่ออกนั่นแหละ เพราะเราทำหนังมาปีละเรื่อง ๆ แล้วการทำเรื่องใหม่มันก็เหมือนการไปเจอประเทศใหม่ การทำมาห้าเรื่องมันให้มุมมองที่มากขึ้น แต่มันไม่ได้ทำให้คิดออกได้เร็วขึ้น หลัง ๆ มาเราเลยไปทำอย่างอื่นก่อนไปเลย วางไว้ก่อน เหมือนรีเซ็ตหัว ให้มันได้พัก ซึ่งระหว่างพัก บางทีพอถึงเวลามันก็คิดออกเอง

คำถามสุดท้าย เหตุการณ์ในปัจจุบัน มีเหตุการณ์ไหนบ้างที่อยู่ในความสนใจของเต๋อ ที่คิดว่ามันน่าจะมาทำเป็นหนังได้นะ ?

เต๋อ: จริง ๆ แล้ว เหตุการณ์ของบ้านเรามันเกี่ยวข้องกับโซเชียลมีเดียค่อนข้างเยอะนะ ถ้าคิดเร็ว ๆ คดีคุณเปรี้ยวก็น่าสนใจนะ มันมีหลายมุมให้เล่น จะเล่าจากฝั่งคนหั่นก็ได้ เล่าจากฝั่งคอมเมนท์บนโลกออนไลน์ก็ได้ จะเล่าจากฝั่งตำรวจก็ได้ หรือจะไปเรื่องผีก็ได้ เพราะผมรู้สึกว่ามันมีหลายมิติ มันมีหลายมุมให้มอง

Central_Embassy_5

และนี่ก็คือ เวิร์คช็อป Movie Talk ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Art & Design Weeks– 7 Weeks Celebration Central Embassy กิจกรรมร่วมเฉลิมฉลองของ Central Embassy นั่นเอง สำหรับกิจกรรมในครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 มิถุนายน นั้น คือกิจกรรม Flower Workshop โดย วิทยากรคือ Oneday Flower ร้านดอกไม้ที่มีไอเดียในการสร้างสรรค์ช่อดอกไม้ให้แปลกใหม่เสมอ

และกิจกรรมสุดท้ายในวันที่ 1 และ 2 กรกฎาคม นั้นคือ Ceramic Marbling Workshop ซึ่งคนที่จะมาสอนการสร้างศิลปะลวดลายหินอ่อนนั่นก็คือ คุณปอม ธัชมาพรรณ หรือ Pomme Chan นักวาดภาพประกอบฝีมือระดับนานาชาตินั่นเอง

Copyright © MarketingOops.com

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops

Contributor

User Name: Marketing Oops!

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


3 + = eight

Recent Posts

Facebook