กลายเป็นโชว์สุดเหลือเชื่อของวงการยานยนต์ เมื่อ Tesla เปิดตัว Roadster รุ่นใหม่ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 ที่ศูนย์ทดสอบจรวด SpaceX ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา พร้อมโชว์ความสามารถที่แทบไม่เคยเห็นจากรถยนต์ทั่วไป ทั้งการวิ่งกลับหัวบนทางลาด ตีลังกากลางอากาศ บินข้ามรถยนต์หลายคัน และลงจอดกลับสู่พื้นได้สำเร็จ!
การเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นการกลับมาของ Tesla Roadster รุ่นที่ 2 หลังจากเปิดตัวต้นแบบครั้งแรกในปี 2017 หรือเกือบ 9 ปีที่แล้ว โดยตอนนั้น Elon Musk เคยประกาศว่าจะเริ่มส่งมอบในปี 2020 แต่โครงการเลื่อนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งในปี 2026 Tesla กลับมาเปิดตัว Roadster โฉมใหม่ พร้อมความสามารถที่เหนือกว่าที่เคยประกาศไว้

ที่น่าสนใจคือ Musk บอกว่า Roadster คันนี้คือ “ที่สุดของรถยนต์ยุคสุดท้ายที่มนุษย์ยังเป็นคนขับ” ท่ามกลางอนาคตที่ Tesla กำลังมุ่งหน้าไปสู่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ
แล้วรถยนต์ในอนาคตที่ Elon Musk จินตนาการไว้มีหน้าตาอย่างไร? เทคโนโลยีที่ทำให้รถบินได้ทำงานอย่างไร? เทคโนโลยีจาก SpaceX ที่เอามาใส่ในรถยนต์ไฟฟ้าจะมีประโยชน์อะไรในชีวิตจริง? และรถแบบนี้จะออกมาขายเมื่อไหร่?
Marketing Oops! สรุปเรื่องน่าสนใจมาให้ใน 5 ข้อ
1. โชว์ตีลังกา บินข้ามรถ และลงจอดได้จริง!
ไฮไลต์ของงานเปิดตัวอยู่ที่การสาธิตความสามารถของ Roadster ซึ่งเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมาก โดยมีการแสดงความสามารถที่น่าสนใจ 3 รูปแบบด้วยกัน
Real life, baby https://t.co/3QEqn18wig
— Tesla (@Tesla) October 16, 2026
รูปแบบแรกคือการ “วิ่งกลับหัวบนทางลาด” โดย Roadster วิ่งขึ้นทางลาดโค้งจนรถอยู่ในตำแหน่งเกือบกลับหัว และสามารถเกาะอยู่กับพื้นผิวได้ด้วยระบบสร้างแรงดูดใต้ท้องรถ
อีกรูปแบบคือการโชว์ “ตีลังกากลางอากาศแล้วลงจอด” โดยรถวิ่งขึ้นทางลาดอีกครั้ง ก่อนลอยตัวออกจากทางลาด พลิกตัวกลางอากาศ และใช้ระบบแรงขับช่วยควบคุมท่าทางจนลงจอดบนล้อทั้งสี่ได้สำเร็จ ทั้งสองรูปแบบดูได้จากคลิปด้านบน
Do a kickflip! https://t.co/DJ1Bq1yu8m
— Tesla (@Tesla) October 16, 2026
อีกโชว์คือการ “กระโดดข้ามรถ” Tesla หลายคัน โดย Roadster ใช้แรงขับยกตัวข้ามรถที่จอดเรียงกัน ทั้ง Cybercab, Cybertruck, Tesla Semi, Model Y และ Model 3 พร้อมหมุนตัวกลางอากาศก่อนลงจอดอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การสาธิตทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่ควบคุม และไม่มีมนุษย์นั่งควบคุมรถระหว่างการแสดง เนื่องจากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดย Tesla ใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติในการสาธิตครั้งนี้
2. เทคโนโลยีที่ทำให้รถวิ่งกลับหัวได้ดียังไง
หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญของ Roadster คือ Fan Suction System หรือระบบพัดลมสร้างแรงดูด โดยหลักการทำงานคือใช้พัดลมกำลังสูงดูดอากาศออกจากบริเวณใต้ท้องรถ ทำให้เกิดความแตกต่างของแรงดันอากาศ และสร้างแรงกดให้รถยึดเกาะพื้นผิวได้มากขึ้น
Elon Musk ระบุว่าระบบนี้สามารถสร้างแรงกดได้สูงถึงระดับ 2G ซึ่งช่วยให้รถสามารถวิ่งกลับหัวบนทางลาดได้
ส่วนประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับรถยนต์ก็คือ ช่วยให้เข้าโค้งได้ดีขึ้น เพราะแรงกดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ยางสร้างแรงยึดเกาะกับถนนได้มากขึ้น

ประโยชน์ที่สองคือ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรก เมื่อรถมีแรงยึดเกาะมากขึ้น ก็มีโอกาสสร้างแรงเบรกได้มากขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม
ประโยชน์ที่สามคือการเพิ่มสมรรถนะรถแข่ง เพราะระบบนี้สามารถสร้างแรงกดได้แม้รถวิ่งด้วยความเร็วต่ำ ต่างจากระบบแอโรไดนามิกทั่วไปที่ต้องอาศัยความเร็วรถ
จริงๆ แล้วเทคโนโลยีลักษณะนี้เคยถูกนำมาใช้กับรถแข่งไฟฟ้าอย่าง McMurtry Spéirling จากอังกฤษมาแล้วดังนั้นประโยชน์ที่น่าจับตามองของเทคโนโลยีนี้จึงอยู่ที่การเพิ่มสมรรถนะและการควบคุมรถ ส่วนการนำมาใช้กับรถยนต์ทั่วไปเพื่อเพิ่มความปลอดภัยยังต้องผ่านการทดสอบอีกมาก
3. เทคโนโลยีจาก SpaceX มีประโยชน์อะไรกับรถยนต์
อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือ Cold-Gas Thrusters หรือระบบแรงขับด้วยก๊าซแรงดันสูง ระบบนี้ใช้การปล่อยอากาศอัดแรงดันสูงออกจากหัวฉีด เพื่อสร้างแรงผลักในทิศทางต่างๆ คล้ายหลักการควบคุมท่าทางของยานอวกาศ

สำหรับ Roadster รุ่น Rocket ทาง Tesla ระบุว่ามีหัวฉีดแรงขับทั้งหมด 10 จุด และใช้ถังบรรจุอากาศอัดแรงดันสูง ซึ่งสามารถเติมแรงดันกลับเข้าไปได้ เทคโนโลยีนี้ทำให้รถสามารถสร้างแรงขับเสริมเพื่อเพิ่มอัตราเร่ง ยกตัวขึ้นจากพื้นในระยะสั้น ปรับทิศทางและหมุนตัวกลางอากาศ รวมถึงควบคุมท่าทางก่อนกลับลงจอด
ที่น่าสนใจคือหลักการสร้างแรงขับแบบนี้มีศักยภาพในการช่วยเบรกหรือควบคุมทิศทางรถได้ด้วย เพราะสามารถสร้างแรงผลักโดยไม่ต้องพึ่งแรงเสียดทานจากยางทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การใช้ Thruster ช่วยเบรกหรือควบคุมรถในสถานการณ์ฉุกเฉินบนถนนจริงยังเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาและทดสอบต่อไป
4. Tesla เคลมอัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ต่ำกว่า 1 วินาที!

นอกจากความสามารถในการบิน Roadster ยังถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าสมรรถนะสูงสุดรุ่นหนึ่งของ Tesla โดยข้อมูลสมรรถนะที่เปิดเผยในงานมีดังนี้
อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96 กม./ชม.) ต่ำกว่า 1 วินาที โดยการสาธิตทำเวลาได้ประมาณ 0.81 วินาที ความเร็วสูงสุดมากกว่า 230 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือประมาณ 370 กม./ชม. ตามเป้าหมายสมรรถนะที่ Tesla ระบุ ระยะทางวิ่งมากกว่า 300 ไมล์ หรือมากกว่า 483 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามเป้าหมายของ Roadster รุ่น Performance
5. ภาพรถแห่งอนาคตในหัว Elon Musk คืออะไร?

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ Elon Musk อธิบาย Roadster ว่าเป็น “ที่สุดของรถยนต์ยุคสุดท้ายที่มนุษย์ยังเป็นคนขับ” ประโยคนี้สะท้อนทิศทางที่น่าสนใจของ Tesla เพราะปัจจุบันบริษัทกำลังลงทุนอย่างหนักกับเทคโนโลยี AI, รถยนต์ไร้คนขับ Cybercab และหุ่นยนต์ Optimus
Musk กำลังมองไปสู่อนาคตที่รถยนต์สามารถขับเคลื่อนตัวเองได้โดยอัตโนมัติ ขณะที่ Roadster ถูกพัฒนาให้เป็นรถสปอร์ตสำหรับคนที่ยังต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตัวเองในระดับสุดขั้ว
นี่จึงอาจเป็นภาพรถยนต์แห่งอนาคตในมุมมองของ Elon Musk ที่แยกออกเป็น 2 ทิศทาง ทิศทางแรกคือรถยนต์สำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบอัตโนมัติมากขึ้น ทิศทางที่สองคือรถยนต์สมรรถนะสูงสำหรับผู้รักการขับขี่ ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ในการควบคุมรถ
และหากมองในมุมธุรกิจ Roadster ยังเป็นตัวอย่างของกลยุทธ์ Halo Product หรือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม เพื่อแสดงศักยภาพสูงสุดของแบรนด์
ซึ่ง Elon Musk เองก็เคยยอมรับว่า Roadster อาจไม่ได้สร้างรายได้มหาศาลให้ Tesla เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักแต่การโชว์รถที่สามารถวิ่งกลับหัว ตีลังกา และกระโดดข้ามรถคันอื่นได้ ก็สร้างความสนใจจากสื่อและผู้บริโภคทั่วโลกได้ทันที สิ่งนี้มีคุณค่าในแง่การสร้าง Brand Awareness และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Tesla ในฐานะบริษัทที่กล้าทดลองนวัตกรรมซึ่งท้าทายข้อจำกัดเดิมๆ
แล้วรถบินได้ของ Tesla จะวางขายเมื่อไหร่?
Tesla วางแผนจำหน่าย Roadster ทั้งหมด 3 รุ่น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน ประกอบด้วย
1. Performance รถสปอร์ตสำหรับถนนทั่วไป: เป็นรุ่นที่ออกแบบให้ขับขี่บนถนนได้ มีระบบแอโรไดนามิกปรับอัตโนมัติ และระบบแรงดูดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนน
2. Thrust รถสปอร์ตเน้นอัตราเร่งสุดขั้ว : เพิ่มระบบ Thruster ที่ด้านหลังรถ เพื่อช่วยสร้างอัตราเร่งระดับต่ำกว่า 0.9 วินาที จาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ตามเป้าหมายที่ Tesla ระบุ
3. Rocket รุ่นพิเศษที่สามารถลอยตัวกลางอากาศ : เป็นรุ่นที่ติดตั้งระบบ Thruster รอบตัวรถ 10 จุด รองรับผู้โดยสารเพียง 1 คน และ Tesla ระบุว่าจะเปิดให้ซื้อเฉพาะผู้ได้รับเชิญเท่านั้น
ปัจจุบัน Tesla ตั้งเป้าเริ่มผลิต Roadster ในปี 2028 โดย ล่าสุด Tesla เปิดให้จอง Roadster ในประเทศไทยแล้ว 2 รุ่น ได้แก่ Performance และ Thrust สำหรับ รุ่น Performance มาในราคา 1,776,000 บาท ส่วน รุ่น Thrust มาในราคา 8,873,000 บาท ขณะที่ รุ่น Rocket เปิดให้จองเฉพาะผู้ได้รับคำเชิญเท่านั้น
ที่มา: Reuters, TechCrunch, The Verge

