103.58.148.118

PR News

Ξ Leave a comment

อะโดบีส่ง Adobe Data Science นวัตกรรม “การจัดการข้อมูลยุคติจิตอล”

posted by  1,348 views

[ข่าวประชาสัมพันธ์]

Adobe-Data-Science-1

ทุกครั้งที่คนตัดสินใจทำอะไรก็ตามบนออนไลน์ หรือในแอพพลิเคชั่น นั่นคือจุดที่ทำให้เกิดข้อมูลใหม่ (new data point) ข้อมูลเหล่านี้คือขุมทรัพย์สำหรับนักการตลาด และนักโฆษณา ที่นำมาซึ่งขั้นตอนวิธีการสร้างแอพและเว็บไซต์ที่สามารถประเมินผลจากพฤติกรรมการตัดสินใจโดยปรับแต่งประสบการณ์ที่เหมาะสมเฉพาะบุคคล – ระบบนี้ยังสามารถตรวจรูปแบบของกิจกรรมที่คาดไม่ถึงของกลุ่มบุคคลจำนวนมาก อีกทั้งยังเรียบเรียงข้อมูลเพื่อให้นักวิเคราะห์ข้อมูลใช้ทำงาน และเพื่อให้นักการตลาดนำไปปรับใช้กับงานที่รับผิดชอบ การจัดการข้อมูลไม่เพียงทำให้กระบวนการด้านการตลาดดิจิตอลทำได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ยังทำให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดอีกด้วย

อะโดบีได้เปิดตัวชุด “วิธีการจัดการข้อมูลแบบใหม่ (Adobe Data Science)” ด้วยการผสมผสาน “พลังความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ และพลังความสามารถการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน” กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลแบบใหม่ใน Adobe Marketing Cloud สามารถทำให้เราค้นพบข้อมูลทางพฤติกรรมเชิงลึกได้ตรงจุด จากข้อมูลมากกว่า 41 ล้านล้านรายการต่อปี รวมถึงการใช้งานโฆษณาแบบสมบูรณ์แบบทั้งภาพ, เสียง หรือ วิดีโอ (Rich Media) กว่า 4.1 ล้านล้านครั้ง เป็นการเปิดทางให้อะโดบีนำการวิเคราะห์ข้อมูลสู่รูปแบบการใช้ชีวิต นักการตลาดสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้เพื่อทำให้สามารถตัดสินในทางธุรกิจได้ดีขึ้น รู้ว่าควรสร้างเนื้อหาแบบไหนถึงจะโดนใจ และได้ประโยชน์จากคำแนะนำและการคาดการณ์ที่พวกเขาอาจคาดไม่ถึง

Adobe-Data-Science-2

ความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่นี้มีอยู่ใน Adobe Clouds ทั้งสามระบบคือ Adobe Creative Cloud, Adobe Marketing Cloud และ Adobe Document Cloud สำหรับการจัดการข้อมูลหรือ Data Science ใน Creative Cloud จะช่วยให้นักออกแบบสามารถออกแบบได้ดีกว่าเดิม ตัวอย่างสำหรับ Adobe Photoshop CC ที่รวมความสามารถเช่น Facial Recognition, เทคโนโลยี Content-Aware และความสามารถในการลดความสั่นของกล้อง Camera Shake Reduction เป็นต้น สำหรับ Adobe Document Cloud ก็สามารถใช้วิธีการนี้ในการจัดการภาพ เช่น การตรวจหาขอบเขตของวัตถุในภาพสำหรับไฟล์ pdf และการแก้ perspective ของภาพจากไฟล์ pdf ที่สแกนมาเป็นไฟล์ และยังสามารถเปลี่ยนไฟล์ที่สแกนมาให้เป็นเอกสารที่แก้ไขได้ และสำหรับ Adobe Marketing Cloud ก็มีความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 40 ชนิด เช่น Contribution Analysis, Anomaly Detection และ Shoppable Video เป็นต้น

นาย อนิล กามัท ปรมาจารย์ด้าน Data Science ของอะโดบี กล่าวว่า “วิทยาการจัดการข้อมูล (Data Science) ในการตลาดดิจิตอลเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลของเราถูกสร้างขึ้นเพื่อเพิ่มความสามารถของนักการตลาด ซึ่งทำให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ที่แสนวิเศษ ตรงความต้องการของแต่ละบุคคล ตรงกลุ่มเป้าหมายและการแบ่งเซ็กเมนต์กลุ่มผู้บริโภค”

นาย ไจล์ส ริชาร์ดสัน หัวหน้าแผนกวิเคราะห์ข้อมูล Royal Bank of Scotland กล่าวว่า “ปัจจุบันนี้ ผู้บริโภคมีทางเลือกที่จะติดต่อกับบริษัทต่างๆ ได้หลากหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริงนี้ ความสามารถในการจัดการข้อมูลใน Adobe Creative Cloud, Document Cloud และ Marketing Cloud ช่วยขยายธุรกิจในโครงการ Superstar DJ Program ให้กว้างขึ้น สร้างความพอใจให้กับลูกค้าแบบเรียลไทม์ และสร้างประสบการณ์แบบส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ทุกช่องทาง ตั้งแต่ระบบคอลล์เซนเตอร์ไปจนถึงบริการในสาขาของธนาคารด้วย”

Adobe-Data-Science-3

ความสามารถในการจัดการข้อมูลแบบใหม่ของ Adobe Marketing Cloud เกือบทั้งหมดพร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้ ประกอบด้วย:

  • การทำให้เนื้อหาดิจิตอลฉลาดขึ้น (Making Digital Assets Smarter): ด้วย Smart Tag ใน Adobe Experience Manager ทำให้นักการตลาดสามารถค้นหาเนื้อหาใน Creative Cloud เช่น ภาพวาด ภาพถ่าย วิดิโอ และเนื้อหาดิจิตอลอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต พลังในการค้นหาด้วยการคาดการณ์การติดแท็ก ทำให้แบรนด์เข้าใจได้ดีขึ้นว่า เนื้อหาที่ผู้บริโภคเห็นมีผลมากน้อยแค่ไหน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาใส่แท็กให้กับภาพนับร้อยนับพันด้วยตัวเอง ตัวอย่างเช่น Smart Tag สามารถใช้ภาพที่ถูกระบุด้วยคำว่า “หน้าร้อน” “ภูมิประเทศ” และ “เด็ก” เพื่อค้นหาภาพทั้งหมดที่มีคำเหล่านี้ใน Creative Cloud ได้อย่างรวดเร็ว
  • การเสนอรายการโทรทัศน์สำหรับแต่ละบุคคล (Personalized TV Recommendations): ปัจจุบัน ผู้ให้บริการเนื้อหาแบบสตรีมมิ่งนำเสนอรายการสู่ผู้ชม บนพื้นฐานข้อมูลประวัติการชมและการซื้อในระบบปิด การจัดการข้อมูลแบบใหม่ของ Adobe Primetime และ Adobe Target นำข้อมูลจากการชมรายการแบบสตรีมมิ่ง การชมภาพยนตร์ และการถ่ายทอดสดรายการกีฬาของคนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกามาใช้วิเคราะห์ และด้วย Adobe Primetime Recommendations โทรทัศน์ในยุคต่อไปจะทำให้สามารถนำเสนอรายการแบบเฉพาะบุคคลได้ โดยใช้ข้อมูลเชิงลึกทั้งจากพฤติกรรมที่ใกล้เคียงและแบบเฉพาะตัวมาวิเคราะห์ ถ้าคุณดูบาร์เซโลน่าเล่นกับรีลมาดริตบน Apple TV ในคืนวันเสาร์ คุณจะได้รับข้อมูลในคืนวันจันทร์ว่ามีรายการไฮไลต์ฟุตบอลให้ชมเมื่อไหร่ผ่านทางสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ เป็นต้น
  • Segment IQ: โดย Segment IQ ใน Adobe Analytics คือระบบการค้นหาความเชื่อมโยง และความแตกต่างของกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่แตกต่างกัน ผ่านทางระบบการวิเคราะห์อัตโนมัติที่ทำงานในทุกกลุ่มเป้าหมาย Segment IQ จะทำการเปรียบเทียบและเรียบเรียงความแตกต่างทางพฤติกรรมที่สำคัญ และสร้างข้อมูลเชิงลึกขึ้นมาเพื่อช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้ สิ่งนี้ทำให้นักการตลาดและนักวิเคราะห์รู้วากลุ่มเป้าหมายใดสำคัญที่สุด และสามารถตั้งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เหมือนกันหรือคล้ายกันได้ดีขึ้น ทำให้สามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ
  • ผู้ช่วยวิเคราะห์ส่วนตัว (Your Analytics Personal Assistant): ด้วย Adobe Analytics เครื่องมือ Virtual Analyst จะช่วยให้นักการตลาดทราบความเป็นไปในแบบเรียลไทม์ ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน Virtual Analyst เรียนรู้จากการใช้งานโดยบันทึกและจัดลำดับความสำคัญของความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล และจัดสร้างข้อมูลเชิงลึกแบบตรงประเด็นอย่างที่นักการตลาดต้องการเพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น Virtual Analyst ค้นพบว่ารายได้เป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับคุณ ต่อจากนั้นก็ดูที่การสั่งซื้อ จำนวน และการถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดีย Virtual Analyst ยังแจ้งเตือนความผิดปรกติของข้อมูลได้แบบรายชั่วโมง และสร้างอีเมล์แจ้งเตือนได้อีกด้วย บริการนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงปลายเดือนกันยายนปีนี้
  • การคาดการณ์มูลค่าของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ (Predicting Consumer Value With Confidence): ด้วยเครื่องมือ “lifetime value decision” ใน Adobe Target จะช่วยให้นักการตลาดคาดเดากระบวนการซื้อที่ทำให้เกิดกำไรสูงสุดจากลูกค้าแต่ละคนได้ สิ่งที่แตกต่างจากวิธีการทดสอบกลุ่มเป้าหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็คือ Adobe Target จะวิเคราะห์พฤติกรรมที่ผ่านมาของลูกค้าเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่เหมาะสมได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลของลูกค้า ผู้ค้าปลีกสามารถจัดลำดับการเสนอส่วนลดให้กับสินค้าคอมพิวเตอร์ ต่อด้วยส่วนลดสำหรับจอมอนิเตอร์ ตามด้วยพริ้นเตอร์ได้ เพื่อที่จะได้กำไรสูงสุดจากการเสนอขายหนึ่งครั้ง
  • ข้อมูลเชิงลึกเพื่อการโฆษณาอัตโนมัติ (Automated Insights for Advertising): จะดีแค่ไหนถ้านักการตลาดสามารถลดเวลาวิเคราะห์การเติบโต หรือแนวโน้มของเทรนด์ต่างๆ ด้วยตนเอง และเอาเวลาไปใช้สร้างสรรค์สิ่งอื่น Adobe Media Optimizer คือเครื่องมือค้นหาข้อมูลเชิงลึกด้านการโฆษณาที่จะวิเคราะห์คำถามสำคัญที่ต้องการ และสร้างรายงานที่พร้อมสำหรับเสนอเป็นพรีเซนเตชั่นบนไมโครซอฟท์ พาวเวอร์พ้อยท์ที่มีตารางสถิติ บทสรุป คำแนะนำ ฯลฯ แบบมืออาชีพได้โดยอัตโนมัติ
  • การคาดการณ์หัวเรื่องที่น่าสนใจ (Predictive Subject Lines): การตลาดด้วยอีเมล์มีส่วนสำคัญในการเพิ่มรายได้มานานแล้ว แต่นักการตลาดก็ยังคงต้องดิ้นรนหาคำที่ดึงดูดใจลูกค้าบนพื้นฐานของพฤติกรรมความสนใจอยู่เสมอ ข้อความหัวเรื่องในอีเมล์ที่เหมาะสมสามารถสร้างความแตกต่างระหว่างการถูกลบทิ้งกับการถูกเปิดอ่านได้ วันนี้ Adobe Campaign มีความสามารถที่เรียกว่า automated subject line capability ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลอัตราการเปิดอ่านจากหัวเรื่องอีเมล์ที่ผ่านมา และแนะนำหัวเรื่องอีเมล์ที่เหมาะสมให้ได้ ตัวอย่างเช่น จากการวิเคราะห์แสดงว่า หัวเรื่องอีเมล์ที่มีคำว่า “brand new” จะมีอัตราการถูกเปิดอ่านมากกว่าคำว่า “new” บริการการคาดเดาหัวเรื่องนี้จะเปิดให้ใช้บริการในแบบทดลองประมาณไตรมาสที่สามปีนี้

[ข่าวประชาสัมพันธ์]

ติดตาม MarketingOops!
Marketing Oops! มี LINE แล้วนะ
ติดตามเรื่องราวดิจิทัลแบบอินเทรนด์ ได้ทุกวันผ่าน LINE ID @marketingoops
เพิ่มเพื่อน

Contributor

User Name: Marketing Oops!

FB Comments

Related Posts

Leave a Reply


four + = 12

Recent Posts

Facebook