
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศไทยที่เต็มไปด้วยความท้าทายรอบด้าน แต่อุตสาหกรรมความงามกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่ธุรกิจที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยการเติบโตสวนกระแสได้อย่างโดดเด่น โดยมีการคาดการณ์ว่าตลาดบิวตี้ไทยจะขยายตัวได้ราว ร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เติบโตถึงร้อยละ 14 และกลุ่มเมคอัพที่ขยายตัวร้อยละ 13 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการดูแลตัวเองของผู้บริโภคชาวไทยไม่ได้ลดลง เพียงแต่พฤติกรรมและมุมมองต่อการเลือกซื้อสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญตามสถานการณ์เงินในกระเป๋า
เมื่อเจาะลึกลงไปในหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือการเติบโตแบบก้าวกระโดดถึงร้อยละ 20 ของกลุ่มเวชสำอาง ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากอินไซด์ที่น่าสนใจของผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งส่วนใหญ่เผชิญปัญหาผิวเฉพาะทางแต่กลับเข้าถึงการรักษาจากแพทย์ผิวหนังได้ยาก เนื่องจากอัตราส่วนแพทย์ผิวหนังต่อจำนวนประชากรในประเทศยังมีค่อนข้างน้อย ปัจจุบันเวชสำอางมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 8 ของตลาดความงามไทย ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 12 ย่อมหมายความว่าตลาดนี้ในไทยยังมีช่องว่างและโอกาสให้ตักตวงอีกมหาศาล และนี่คือหมุดหมายสำคัญที่ลอรีอัลเล็งเห็นในการเข้ามาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว

ยอดขายสุดปัง พ่วงท้ายด้วยการยอมรับด้านนวัตกรรมขั้นสุด
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจที่กดดันยังทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภคปรับลดเพดานราคาลงมาเลือกซื้อสินค้าในกลุ่มราคาระดับกลางและระดับทั่วไปที่จับต้องได้ง่ายขึ้น แทนการซื้อสินค้าระดับพรีเมียม จุดนี้เองที่เป็นข้อได้เปรียบอันทรงพลังของ ลอรีอัล กรุ๊ป ภายใต้การนำของ แพทริก จีโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลอรีอัล ประเทศไทย เมียนมา ลาว และกัมพูชา ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่งถึง 17 แบรนด์ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่สินค้าราคาเริ่มต้นหลักสิบในรูปแบบซองไปจนถึงระดับไฮเอนด์ ความยืดหยุ่นสูงในการกระจายความเสี่ยงนี้ทำให้ลอรีอัลสามารถดักจับผู้บริโภคได้ครบทุกเซกเมนต์ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนเพียงใด สอดคล้องกับความสำเร็จในระดับโลกของกลุ่มบริษัท ที่สร้างยอดขายสูงถึง 4.405 หมื่นล้านยูโร พร้อมพ่วงตำแหน่งบริษัทที่มีความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมสูงสุดในยุโรปจากการจัดอันดับของนิตยสาร Fortune

ลอรีอัล รุกตลาดไทยด้วยโปรดักส์ “สกินแคร์”
สำหรับยุทธศาสตร์การบุกตลาดไทย ลอรีอัลเลือกโฟกัสไปที่กลุ่มสกินแคร์เป็นแกนหลัก โดยชูนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์มาสร้างความแตกต่างเหนือคู่แข่ง หรือที่เรียกว่ากลยุทธ์ไซเอนซ์-แบ็กก์ บิวตี้ ผ่านสองกลยุทธ์สำคัญ หนึ่งในนั้นคือการเดินเกมสร้างภาพจำของส่วนผสมหลักเพื่อแก้โจทย์ความกังวลเรื่องจุดด่างดำและความหมองคล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาผิวอันดับต้นๆ ที่ครองสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 35 ของตลาดสกินแคร์ในประเทศ
ลอรีอัลจึงได้ปูพรมเปิดตัว เมลาซิล นวัตกรรมโมเลกุลเอกสิทธิ์ที่ใช้เวลาค้นคว้าวิจัยยาวนานกว่า 20 ปี และผ่านการทดสอบโมเลกุลมากกว่าหนึ่งแสนชนิด จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี จากนิตยสาร TIME ความเหนือชั้นของเมลาซิลคือการทำหน้าที่ดักจับสารตั้งต้นของเมลานินส่วนเกินเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ก่อตัวเป็นจุดด่างดำ โดยไม่ไปรบกวนกระบวนการผลิตเม็ดสีตามธรรมชาติของผิว

ลอรีอัลขับเคลื่อนเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกนี้เข้าสู่ตลาดไทยผ่านการกระจายตัวในหลากหลายแบรนด์ โดยส่งผลิตภัณฑ์ลงสนามพร้อมกันถึง 7 ตัว ภายใต้สองแบรนด์หลักอย่าง ลอรีอัล ปารีส ที่มุ่งรุกตลาดแมสทีจด้วยการผสานเมลาซิลเข้ากับกรดไกลโคลิกและไนอาซิอาไมด์เพื่อผลลัพธ์การลดเลือนจุดด่างดำที่มีผลทดสอบรองรับในราคาที่เข้าถึงง่าย ขณะที่ ลา โรช-โพเซย์ ขับเคลื่อนตลาดเวชสำอางด้วยการส่งเซรั่มเข้มข้นที่ผ่านการทดสอบทางคลินิกว่าให้ประสิทธิภาพที่ทรงพลังแต่ยังคงความอ่อนโยนสูง พร้อมทั้งขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายชิ้นแรก และมีแผนที่จะขยายสูตรใหม่เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาด
เปิด New S-Curved ใหม่ ด้วยการรุกตลาดเวชสำอางระดับคลินิก
อีกหนึ่งหมากเกมที่แยบยลคือการขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่ตลาดเวชสำอางระดับคลินิก ผ่านแบรนด์ “สกินสูติคอลส์” เพื่อเจาะกลุ่มคลินิกความงามระดับบนโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการหยิบยกโมเดลความสำเร็จจากสหรัฐอเมริกาและจีนมาต่อยอดในไทย เพื่อตอบรับเทรนด์การทำหัตถการและความงามทางการแพทย์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แม้ในแง่การดำเนินงานจะต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้านจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและการขนส่งวัตถุดิบจากยุโรป แต่ลอรีอัล ประเทศไทย สามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งยืนยันนโยบายตรึงราคาสินค้าเดิมไว้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและรักษาฐานผู้บริโภคไว้อย่างเหนียวแน่นผ่านช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้งออฟไลน์และออนไลน์

ยุคใหม่ของ “ลอรีอัล” กับการก้าวสู่ธุรกิจบริษัทเทคคอมฯ เต็มแม็กซ์
เมื่อวิเคราะห์ถึงทิศทางและอนาคตของลอรีอัลในตลาดบิวตี้และสกินแคร์หลังจากนี้ จะเห็นได้ว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงผู้จำหน่ายเครื่องสำอางไปสู่การเป็นองค์กรด้านเทคโนโลยีความงามชั้นนำอย่างเต็มตัว ทิศทางต่อไปในอนาคต ลอรีอัลจะมุ่งเน้นไปที่การขยายผลนวัตกรรมลิขสิทธิ์อย่างเมลาซิลเข้าไปยังแบรนด์อื่นๆ ในเครือเพื่อสร้างความคุ้มค่าเชิงขนาดและยึดครองนิชเช่มาร์เก็ตในทุกระดับราคา นอกจากนี้ การที่ตลาดเวชสำอางในประเทศไทยยังมีเพดานการเติบโตอีกมาก จะทำให้ลอรีอัลเดินหน้าลงทุนในเชิงลึกกับเครือข่ายทางการแพทย์ คลินิกความงาม และผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังมากขึ้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก ซึ่งเป็นเกราะป้องกันชั้นดีในยามที่เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจ

ในระยะยาว พอร์ตโฟลิโอที่มีแบรนด์หลากหลายตั้งแต่ระดับแมสไปจนถึงพรีเมียมของลอรีอัลจะทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจได้อย่างดีเยี่ยม โดยบริษัทน่าจะมีการปรับสัดส่วนการตลาดเพื่อเน้นสินค้าประเภทไซส์พกพาหรือรูปแบบซองในแบรนด์ระดับกลางเพิ่มขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการประหยัดแต่ไม่ยอมลดละเรื่องคุณภาพผิว ในขณะเดียวกัน การผสานนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้พันธสัญญาด้านความยั่งยืน จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่งที่ทำให้ลอรีอัลรักษาความเป็นผู้นำไว้ได้อย่างถาวร เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่ผลลัพธ์บนใบหน้า แต่ยังมองหาคุณค่าที่แบรนด์มอบให้กับโลกใบนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า เส้นทางข้างหน้าของลอรีอัลในตลาดไทยไม่ใช่แคการเติบโตตามกระแส แต่เป็นการกำหนดทิศทางและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมความงามอย่างแท้จริง
ข้อมูลเพิ่มเติม: www.lorealthailand.com และ www.facebook.com/lorealthailand
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ลอรีอัล ประเทศไทย ได้ที่ www.lorealthailand.com และ www.facebook.com/lorealthailand
