เปิด 6 แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขับเคลื่อนเทรนด์ธุรกิจและการตลาดในปี 2025 – 2026 ตั้งแต่ Social Commerce, Solo Economy จนถึง Longevity

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค 2025 สร้างความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงให้โลกการตลาดอย่างมาก ส่งผลให้แบรนด์ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นวิธีการสื่อสาร ประสบการณ์ที่ลูกค้าคาดหวัง หรือช่องทางที่ผู้บริโภคเลือกใช้ในการค้นหาข้อมูลและตัดสินใจซื้อ การศึกษาโดย Wisesight Research ซึ่งใช้การรวบรวมผ่านเครื่องมือ Zocial Eye แบรนด์สามารถติดตามเสียงผู้บริโภค วิเคราะห์ความสนใจ และมองเห็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถปรับกลยุทธ์การตลาดตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้ทันที

อนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่เพียงสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้เท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็น Social Media Marketing Trend สำคัญที่มีโอกาสขยายตัวต่อในปี 2026 และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่แบรนด์ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

 

1.แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค 2026 ที่ขับเคลื่อนโดยแต่ละ Generation

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 พฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้ขับเคลื่อนจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่เป็นการผสานพลังของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ Gen Z ที่เป็นผู้นำเทรนด์ ไลฟ์สไตล์ใหม่ ไปจนถึง Gen Y และ Gen X ที่ยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายอย่างมาก การทำความเข้าใจ “ความต่าง” และ “แรงขับเคลื่อนเฉพาะตัว” ของแต่ละวัย จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์สามารถออกแบบประสบการณ์และกลยุทธ์การตลาด และ Content Marketing Trend ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นในปีนี้

 

Generation X (45 – 60 ปี) พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพที่ใช้ได้นาน มั่นใจในประสบการณ์ตัวเอง

Gen X ยังคงเป็นกลุ่มที่มีอำนาจจับจ่ายสูง และมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในบ้าน พฤติกรรมผู้บริโภคของคนกลุ่มนี้มักเน้น “ความคุ้มค่าในระยะยาว” มากกว่าการมองหาของราคาถูก สินค้าที่ใช้ได้นาน คุณภาพดี และไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย คือจุดที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

แม้เทรนด์ความยั่งยืนจะเป็นกระแสหลัก แต่สำหรับ Gen X ความยั่งยืนต้องมาพร้อมความใช้งานได้จริง ถ้าใช้ทน ซ่อมได้ หรือช่วยประหยัดในระยะยาว ก็ถือว่า “คุ้มและยั่งยืน” ในแบบของพวกเขา อีกหนึ่งคุณค่าที่สำคัญมากคือเรื่อง “ความน่าเชื่อถือของแบรนด์” พวกเขาไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ใดเป็นพิเศษ แต่จะเลือกแบรนด์ที่ไว้ใจได้ โปร่งใส และใส่ใจหลังการขายมากกว่าโปรโมชัน

นอกจากนี้ Gen X ยังใช้ Facebook และ LINE เป็นหลักเพื่ออัปเดตข่าวสารและสื่อสารกับคนใกล้ตัว คอนเทนต์ที่เข้าถึงได้ง่าย มีสาระ และเชื่อมโยงกับประสบการณ์หรือความทรงจำมักทำงานได้ดีสำหรับกลุ่มนี้ โดยรวมแล้ว Gen X อาจไม่ใช่ผู้บริโภคที่ตัดสินใจเร็ว แต่ถ้าซื้อแล้ว แบรนด์จะได้ลูกค้าที่อยู่ยาวและเชื่อใจได้ในระยะยาวเช่นกัน

Generation Y (30 – 44 ปี) มองหาความพอดีและความยืดหยุ่นในทุกการใช้ชีวิต

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2025 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ได้มองหา “สิ่งที่ดีที่สุด” แต่ต้องการสิ่งที่ “เหมาะกับชีวิตจริง” เติบโตมาพร้อมอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย และอยู่ในช่วงสร้างความมั่นคงทั้งการงาน ครอบครัว และการเงิน

ในการจับจ่าย พวกเขามักเลือกสิ่งที่ลงตัวระหว่างราคาและคุณภาพ และเน้นว่าช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ความยืดหยุ่นเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น การเช่าที่อยู่อาศัยแทนภาระหนี้ยาว ๆ หรือปรับปรุงบ้านให้เหมาะกับชีวิต การสนับสนุนสิ่งยั่งยืนเกิดขึ้นเมื่อช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน

ในกลุ่มคนเจนนี้ พวกเขามักใช้ Facebook และ YouTube สำหรับความรู้ ขณะที่ TikTok เป็นพื้นที่ความบันเทิงและไอเดียใหม่ ๆ การสื่อสารที่ตรงใจจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว

Generation Z (อายุ 13 – 29 ปี) นักสร้างคอนเทนต์และ Trendsetter ของโลกดิจิทัล

GenZ เติบโตมากับโลกออนไลน์เต็มตัว เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักที่มีความเชี่ยวชาญด้านโซเชียล และสามารถสื่อสารแสดงตัวตนผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้เป็นแค่วัยรุ่นติดมือถือ แต่เป็นผู้กำหนดเทรนด์ในตลาดปัจจุบัน

สำหรับ Gen Z ความคุ้มค่าไม่ได้วัดจากราคา แต่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ ประสบการณ์ และความรู้สึกว่า “โดนใจ” ดีลเด็ด รีวิวจาก Content Creator หรือไอเดียครีเอทีฟสามารถกระตุ้นให้ตัดสินใจซื้อทันที พวกเขาสนใจแบรนด์ที่จริงจังด้านความยั่งยืนและสะท้อนตัวตนได้ชัดเจน

จากแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Z แสดงให้เห็นว่า TikTok และ Instagram เป็นแพลตฟอร์มหลัก พวกเขาชอบคอนเทนต์สั้น กระชับ สนุก และสามารถแชร์ได้ทันที แบรนด์ที่เข้าถึงกลุ่มนี้ได้ต้องกล้าเป็นตัวเอง สื่อสารเหมือนเพื่อน และใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้โดดเด่น เพื่อสร้างการสนับสนุนจาก Trendsetter กลุ่มนี้อย่างแท้จริง

Generation Alpha (อายุ 1 – 12 ปี) ผู้มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของครอบครัว

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภค Gen Alpha แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเกิดมาในโลก Digital-Native เติบโตมากับเทคโนโลยีและ AI ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างออนไลน์กับออฟไลน์ การเรียน การเล่น และเข้าสังคมล้วนผ่านหน้าจอตั้งแต่เด็ก

แม้พวกเขายังไม่มีรายได้ แต่เจนนี้ก็มีบทบาทสำคัญในการแนะนำและโน้มน้าวพ่อแม่เกี่ยวกับสินค้าและบริการ คอนเทนต์ที่โดนใจ เช่น วิดีโอสั้น เกม หรือรีวิวออนไลน์ สามารถทำให้พวกเขาบอกพ่อแม่ว่า “อยากได้อันนี้” และกลายเป็นผู้กำหนดเทรนด์ภายในบ้าน

TikTok และ YouTube เป็นแพลตฟอร์มหลัก แม้จะดูผ่านบัญชีครอบครัว คอนเทนต์ควรเร็ว สนุก มีภาพเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม แบรนด์ที่เข้าใจเจนนี้ตั้งแต่วันนี้สามารถสร้างรากฐานความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต

 

2.เทรนด์การซื้อสินค้าผ่าน Social Commerce ในไทยปี 2026

Live Commerce กำลังกลายเป็นช่องทางช้อปปิ้งที่เติบโตเร็วในไทยและทั่วโลก การช้อปผ่านไลฟ์เปลี่ยนประสบการณ์จากการซื้อแบบดั้งเดิมไปสู่ Shoppertainment ที่รวมความบันเทิงและการซื้อขาย

TikTok Live Commerce เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่โดดเด่นในโลกออนไลน์เพราะผู้ชมไม่เพียงแต่ซื้อ แต่ยังมีส่วนร่วมแบบเรียลไทม์

จาก “ตั้งใจหา” สู่ “เจอโดยบังเอิญ”

ใน E-Commerce แบบเดิม ผู้บริโภคมักมีภาพสินค้าที่ต้องการชัดเจนก่อนเริ่มซื้อ ทำให้แบรนด์ต้องลงทุนหนักในการสร้างความอยากซื้อ แต่บนแพลตฟอร์ม Live Commerce อย่าง TikTok Live Commerce สามารถเสิร์ฟสินค้าน่าสนใจให้ผู้ใช้โดยไม่ต้องค้นหาเอง ผ่านการคัดเลือกตาม Algorithm สร้างแรงดึงดูดให้เกิดความอยากซื้อทันที ผลักดัน Marketing Funnel จาก Awareness ไปสู่ Decision ได้รวดเร็วกว่าเดิม

จาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้มีส่วนร่วม”

Live Commerce ผสานความบันเทิงกับการช้อปปิ้งจนกลายเป็นประสบการณ์ Shoppertainment ที่สร้างอารมณ์ร่วมผ่านการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ระหว่างผู้ขายและผู้ชม ตั้งแต่การถามตอบ การคอมเมนต์ ไปจนถึงการขอให้ลองสินค้า ทำให้ผู้ชมกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมจริง ๆ พร้อมกระตุ้น FOMO ด้วยดีลพิเศษเฉพาะไลฟ์ ผลักดันการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นทันที

แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคใน Live Commerce ไม่ใช่แค่ขายได้ไว แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างประสบการณ์และความมีส่วนร่วมทางอารมณ์ แบรนด์ควรออกแบบไลฟ์ให้ผู้ชมถาม-ตอบ ร่วมตัดสินใจ พร้อมเปลี่ยนการดูเฉย ๆ เป็นการมีส่วนร่วมที่นำไปสู่การซื้อ พร้อมโฟกัสตัวชี้วัดด้าน ความสัมพันธ์ผู้ชม เช่น Retention, การมีส่วนร่วมในแชท และผู้ชมกลับมาดูซ้ำ

 

3.สัญญาณการเติบโตของ Solo Economy ที่แบรนด์ต้องไม่มองข้าม

ในปี 2025หนึ่งในพฤติกรรมที่ชัดเจนที่สุดบนโซเชียลคือ “การใช้ชีวิตคนเดียว (Solo Economy)” ที่เริ่มแพร่หลายตั้งแต่กิจกรรมทั่วไปอย่างกินข้าว ดูหนัง นั่งคาเฟ่ ไปจนถึงการเดินทางไกลแบบฉายเดี่ยว เทรนด์นี้สะท้อนทั้งความต้องการพึ่งพาตัวเอง ความอิสระทางอารมณ์ และความคาดหวังใหม่ต่อสินค้าและบริการ ซึ่งกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ โดยมีรูปแบบที่สำคัญคือ

 1.Solo Traveling เดินทางแบบตัวคนเดียวที่กลายเป็น “จังหวะพักใจ”

การท่องเที่ยวคนเดียวกำลังถูกมองว่าเป็นช่วงเวลาพักใจและเติมพลัง กระแสบนโซเชียลที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ให้คุณค่ากับเวลาส่วนตัวและพร้อมออกเดินทางตามใจตัวเองโดยไม่ต้องรอใคร อีกทั้งไทยยังติดอันดับจุดหมายยอดนิยมของนักเดินทางแบบโซโล่ ยิ่งยืนยันว่าเทรนด์นี้กำลังมาแรงอย่างต่อเนื่อง

2.Solo Living กิจวัตรเล็ก ๆ ที่สะท้อนความปกติใหม่ของการอยู่คนเดียว

พฤติกรรมใช้ชีวิตคนเดียวเกิดขึ้นในทุกวัน ตั้งแต่กินข้าว ดูหนัง นั่งคาเฟ่ ไปจนถึงการทำงานแบบ Hybrid ที่เปิดโอกาสให้มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น การพูดถึงชีวิตลำพังบนโซเชียลที่เพิ่มต่อเนื่องสะท้อนว่าการอยู่คนเดียวกำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของคนเมืองยุคนี้

 

4.เมื่อ ESG กลายเป็นตัวเร่งสำคัญของพฤติกรรมผู้บริโภค

ข้อมูลจากการสนทนาบนโซเชียลชี้ว่า ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “ประเด็นสังคม” (44%) และ “สิ่งแวดล้อม” (43%) มากที่สุด ตามด้วย “ธรรมาภิบาล” (13%) แนวโน้มนี้สะท้อนว่ากระแสถกเถียงบนโลกออนไลน์มักผูกโยงกับหัวข้อ ESG

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุค Bare Minimum คือผู้บริโภคพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง หากสิ่งนั้นไม่ยุ่งยากเกินไป ส่งผลให้แคมเปญด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมต้อง “ง่าย เข้าถึงไว และเห็นผลคุ้มค่า” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมจริง โดยถูกแบ่งออกเป็นหัวข้อคือ

ESG คือ กรอบแนวคิดที่ธุรกิจทั่วโลกใช้ในการประเมินและบริหารผลกระทบที่องค์กรมีต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และการดำเนินงานอย่างมีธรรมาภิบาล

#1 เทรนด์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental)

ผู้บริโภคมองเรื่องสิ่งแวดล้อมผ่านมุม “คุ้มค่าหรือไม่” เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือโซลาร์เซลล์ ทุกอย่างต้องเห็นผลประหยัดจริงในระยะยาว หลายคนจึงยังรอโปรโมชันหรือเทคโนโลยีที่เสถียรก่อนจะซื้อ EV ส่วนโซลาร์เซลล์ก็ถูกมองเป็นการลงทุนที่ต้องคิดละเอียดเพราะต้นทุนติดตั้งสูง สรุปคือ คนพร้อมปรับตัว แต่ต้องมั่นใจว่าคุ้มจริงก่อนเท่านั้น

#2 เทรนด์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคด้านสังคม (Social)

ผู้บริโภคมองความหลากหลายเป็น “มาตรฐานสังคม” ที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญจริงจัง ไม่ใช่เพียงกระแสเฉพาะช่วงเวลา เสียงบนโซเชียลยังเรียกร้องให้ขับเคลื่อนประเด็นที่กว้างกว่าความเท่าเทียมทางเพศ เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ พร้อมคาดหวังให้แบรนด์ทำอย่างต่อเนื่องตลอดปี ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นเพียง Seasonal Ally หรือ Rainbow Washing

#3 เทรนด์แนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคด้านธรรมาภิบาล (Governance)

ผู้บริโภคตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ “ใกล้ตัว” มากที่สุด โดยเฉพาะภัยไซเบอร์ที่ทำให้ความคาดหวังด้านความปลอดภัยข้อมูลสูงขึ้นอย่างชัดเจน กระแสบนโซเชียลสะท้อนว่าคนเริ่มตั้งคำถามต่อระบบของแบรนด์มากขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดเคสข้อมูลรั่วไหลจำนวนมาก แบรนด์จึงต้องยกระดับความโปร่งใสและความปลอดภัยอย่างจริงจัง

 

5.ความปลอดภัยของ “บ้าน” กลายเป็นจุดตัดสินใจอันดับหนึ่ง

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในไทยปลายมีนาคม 2568 ทำให้ผู้บริโภคกลับมาสนใจเรื่องความปลอดภัยของบ้านและคอนโดอย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Wisesight Research พบว่า มีข้อความพูดถึง “สิ่งปลูกสร้าง” กว่า 228,000 ข้อความและมียอด Engagement สูงกว่า 149 ล้านครั้งภายในเดือนหลังเหตุการณ์ แสดงให้เห็นว่า ความมั่นใจในความปลอดภัยกลายเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของพฤติกรรมผู้บริโภค มากกว่าดีไซน์หรือสิ่งอำนวยความสะดวก

แนวโน้มชัดเจนคือผู้บริโภคหันไปให้ความสนใจที่อยู่อาศัยแนวราบมากขึ้น คอนโดหรืออาคารสูงสูญเสียความเชื่อมั่น คนเริ่มมองหาบ้านที่ อยู่ติดพื้นดิน ปลอดภัย และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ ผู้ซื้อยังเริ่มตั้งคำถามเรื่องโครงสร้าง วัสดุก่อสร้าง และมาตรการป้องกันภัยพิบัติ ดังนั้นแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคปี 2026 จึงจะเน้นความมั่นใจและความปลอดภัยเป็นหัวใจของการตัดสินใจซื้อ

 

6.ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสวยที่มีความหมาย

ในยุคปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนจากการตามเทรนด์ความงามที่วัดด้วยยอดไลก์หรือความนิยมของอินฟลูเอนเซอร์ ไปสู่การมองหาความสวยที่สะท้อน ความมั่นใจและตัวตนของตัวเอง พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าแบรนด์ต้องเข้าใจแรงขับเคลื่อนภายในของผู้บริโภคมากขึ้น แทนที่จะเน้นแค่รูปลักษณ์ภายนอก โดย Wisesight Research พบ 5 เทรนด์สำคัญที่จะขับเคลื่อน Marketing Plan ในปี 2026 ได้ ทั้งนี้  อินฟลูเอนเซอร์ คือ ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลที่ช่วยสร้างการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย และสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ

  1. Beauty Identity ความสวยเริ่มต้นจากความเข้าใจตัวเอง ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเป็นตัวเองและความหลากหลาย ความสวยไม่ได้มีมาตรฐานเดียว แต่คือการดูแลและพัฒนาตัวเองในแบบที่ต้องการเพื่อสร้างความมั่นใจจากภายใน
  2. Work Life Imbalance การดูแลตัวเองที่ง่ายและเร็ว ด้วยเวลาส่วนตัวที่จำกัด ผู้บริโภคมองหาวิธีเยียวยาตัวเองที่ รวดเร็วและสะดวก เช่น Skincare ผสม Makeup หรือโทนเนอร์แพดแทนมาส์กหน้า พฤติกรรมนี้สะท้อนความต้องการความสวยแบบพร้อมใช้และประหยัดเวลา
  3. Value For Money การใช้จ่ายด้วยเหตุผล ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่าและความมั่นใจ การตัดสินใจซื้อถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูล พวกเขามักทดลองสินค้าชิ้นเล็ก เปรียบเทียบราคา และเปิดใจรับแบรนด์ใหม่ที่น่าเชื่อถือ
  4. Longevity การดูแลสุขภาพกายใจแบบองค์รวม เทรนด์ Longevity เน้นการอยู่ดีอย่างยั่งยืน ผู้บริโภคดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผสานวิทยาศาสตร์และธรรมชาติ เพื่อสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก
  5. Seamless Experience ความง่ายคือหัวใจของการตัดสินใจซื้อ ประสบการณ์ที่สะดวกและรวดเร็วเป็นปัจจัยสำคัญ ข้อมูลพบว่า 78% ของผู้บริโภคตัดสินใจซื้อทันทีหากขั้นตอนง่าย ขณะเดียวกัน ความยุ่งยากทำให้เลิกซื้อทันที การมอบ Seamless Experience บนโซเชียลมีเดียช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงใจ

Source:

https://wisesight.com/th/articles/consumer-trend/?fbclid=IwZnRzaAPfyapleHRuA2FlbQIxMQBzcnRjBmFwcF9pZAo2NjI4NTY4Mzc5AAEel6dvyHT8vAwCFhcp6ZtKBr_3mPteqClFvd10J_SoEBe8cuh8jj1kuK6LsGQ_aem_ZaeDMVKGdk_f8rHrVnbRGA


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!
CLOSE
CLOSE