ปกติเรามักต้องอาศัยบุคคลที่สามตรวจสอบความน่าเชื่อถือเวลาทำธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้นตัวบุคคลที่สามต้องน่าเชื่อถือพอฝากข้อมูลเกี่ยวกับการเงินของเราได้ ซึ่งการมาของเทคโนโลยี “บล็อกเชน”(Blockchain) ทำให้ไม่ต้องมีบุคคลที่สามอีกต่อไป ปลอดภัย น่าเชื่อถือ เข้าถึงง่าย ทำธุรกรรมออนไลน์ได้สะดวก แม้สองบุคคลที่ทำธุรกรรมจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ซึ่งบล็อกเชนได้สร้าง “บล็อก” ของการบันทึกธุรกรรม ทุกครั้งที่บล็อกสมบูรณ์กลายเป็นบล็อกเชน ก็จะมีสมุดบัญชีแยกประเภทเรียงตามวันเวลาสำหรับทุกธุรกรรมที่เสร็จสิ้นแล้ว แถมการทำธุรกรรมก็ใช้บิทคอยน์ (Bitcoin) โอน บล็อกข้อมูลใหม่ๆก็จะถูกเพิ่ม คนที่ใช้บิทคอยน์ก็จะเข้าถึงข้อมูลในบล็อกเชน การใช้เงินตราปลอมเพื่อโกงระบบจะยากขึ้นด้วย
และในที่สุดที่ธนาคาร ICICI หนึ่งในธนาคารเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศว่าสามารถทำธุรกรรมโดยอาศัยบล็อกเชนได้สำเร็จในวันที่ 12 ตุลาคม ซึ่ง “จันดา โคชช่า” (Chanda Kochhar) ซีอีโอแห่งธนาคาร ICICI กล่าวว่า “เราจะก้าวเดินต่อไปโดยมีแผนขยายระบบนิเวศของบล็อกเชนและสร้างมาตรฐานการทำงานร่วมกันเพื่อทุ่มเทให้การค้าขายสามารถปรับตัวได้กับสิ่งที่เราเริ่มทำ”
กลายเป็นธนาคารแห่งแรกของอินเดียที่สามารถทำได้
โดยการทำธุรกรรมครั้งแรกของธนาคารนี้ยืนยันได้ว่าบริษัทนำเข้าส่งออกในมุมไปสามารถนำเข้าเศษเหล็กหลอมจากซัพพลายเออร์ของดูไบได้สำเร็จ ส่วนครั้งที่สองคือการส่งเงินจากธนาคาร ICICI ไป เอมิเรสต์ เอนบีดี หนึ่งในธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของดูไบ
แล้วทำไมการธนาคารของโลกจะต้องทึ่งกับความสำเร็จของบล็อกเชนใน ICICI ล่ะ?
เพราะธนาคารจะต้องใช้เวลานานกว่าจะโยกย้ายเงิน แต่เทคโนโลยีบล็อกเชนนั้นจะทำให้โยกย้ายเงินได้ทันที แทนที่จะต้องเข้าไปเอาเงินในห้องตู้นิรภัยที่ล็อกอยู่ แถมไม่มีเทคโนโลยีบล็อกเชนตัวไหนที่ถูกแฮกได้สำเร็จ กลายเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้เงินของเรานั้นปลอดภัยสุดๆ
ที่สำคัญมันทำให้สืบธุรกรรมทางการเงินนั้นง่ายขึ้นด้วย เพราะธนาคารต่างก็เสียเงินเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการติดตามหุ้นและพันธบัตรมากพอแล้ว
อินเดียจึงกลายเป็นจุดหมายที่นิยมมากที่สุดในโลกสำหรับการส่งเงิน มีคนส่งเงินกันในประเทศกว่า 69 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หกหมื่นเก้าพันล้านบาท) บล็อกเชนอินเดียจึงลดต้นทุนการส่งเงินสำหรับลูกค้าในปี 2015 โดยโคชช่าพูดว่า “ผมเห็นว่าในอนาคตนั้น เทคโนโลยีบล็อกเชนที่กำลังจะขยายตัวนั้นจะมีบทบาทสำคัญในการธนาคารในอีกไม่กี่ปีโดยทำให้ธุรกรรมธนาคารทวิภาคีและพหุภาคีที่ซับซ้อนนั้น ต่อเนื่อง เร็ว และปลอดภัยกว่า”
ส่วนธนาคารแห่งอเมริกาก็กำลังไล่ตามอยู่ โดยจับคู่กับบริษัทไมโครซอฟท์เมื่อเดือนที่แล้ว สร้างระบบบล็อกเชนเพื่อทำธุรกรรมระหว่างกัน จากข้อมูลของ ไอบีเอ็ม (IBM) 15% ของธนาคารใหญ่ๆทั่วโลกจะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในปี 2017 แล้ว
บล็อกเชนจึงกลายเป็น Game Changer สำหรับธุรกรรมทางการเงินในอนาคต
แหล่งที่มา
https://www.techinasia.com/icici-bank-emirates-nbd-blockchain-transaction


