
ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจโตต่ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำสูง ขณะเดียวกันยังเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งใหญ่ นั่นคือ อัตราการเกิดลดลง ในขณะที่อัตราผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันสังคมไทยเข้าสู่ยุค Aged Society “ธนาคาร” ถือเป็นหนึ่งใน sector สำคัญที่มีบทบาทต่อการสร้างเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และการเงินของผู้คน
“ธนาคารกรุงไทย” (KTB) ในฐานะที่เป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐ มีกระทรวงการคลังถือหุ้น 55% ทำให้เป็นธนาคารที่มีความ Unique แตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ภายใต้พันธกิจหลัก “Better Life For All Thais” เพื่อยกระดับชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น
โดยมีภารกิจสำคัญ ทั้งการให้บริการด้านการเงินแก่ลูกค้า ผ่านโซลูชันทางการเงิน รวมทั้งเป็น Strategic Partner ของภาครัฐที่มุ่งสนับสนุนด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนด้าน Digital Government และการสร้าง Financial Inclusion ทำให้คนไทยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ สามารถเข้าถึงได้ ขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ 5 ด้านสำคัญ ครอบคลุมทั้งการสร้างความแข็งแกร่งด้านผลการดำเนินงาน, มองหา New Growth Engines, สนับสนุนภาคธุรกิจ SME, ยกระดับการให้บริการลูกค้า รวมไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยี

กับดัก “เศรษฐกิจไทย” ความท้าทายใหญ่ของประเทศ
สถานการณ์โลกเจอกับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน ทั้งความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์, สภาพภูมิอากาศ, สังคมสูงอายุ, คนย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองมากขึ้น, เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่และพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก
เมื่อเจาะลึก “ประเทศไทย” นอกจากปัจจัยความท้าทายระดับโลกแล้ว ยังต้องเผชิญกับกับดักที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ประเทศอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็น
– หนี้ครัวเรือนและความเหลื่อมล้ำสูง: ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง ทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ ในปี 2568 อยู่ที่ 82.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 อยู่ที่ 77.8% ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อ GDP เกิน 100% สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยเป็นหนี้มากขึ้น และยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง
– เศรษฐกิจนอกระบบ: ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจนอกระบบสูงถึง 48% เช่น การทำธุรกรรมทางการเงินแบบไม่มีข้อมูล การทำธุรกิจแบบไม่เสียภาษี ย่อมส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลทำได้ยากขึ้น เนื่องจากขาด Data Centric และการเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
– โครงสร้างภาษี: ประเทศไทยมีคนยื่นภาษีให้สรรพากรประมาณ 11-12 ล้านคนต่อปี แต่คนที่เสียภาษีมีประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งต้องแบกรับการขับเคลื่อนประเทศ และประชากรอีกกว่า 60 ล้านคน จึงควรปรับโครงสร้างภาษีให้อยู่ในสภาวะสมดุล

– GDP โตต่ำ: GDP ของประเทศไทยโตต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2% และคาดการณ์ปี 2569 มีแนวโน้มยังคงอยู่ในระดับ 1.8-2% อัตราการเติบโตต่ำ ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อโตต่ำตามมา เพราะเมื่อความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ย่อมทำให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อยากขึ้น กระทบต่อการเข้าถึงสินเชื่อในระบบของคนไทย และความสามารถในการแข่งขันของ SME
– นอกจากนี้ไทยยังเจอกับ ภัยธรรมชาติ สร้างความเสียหายในวงกว้าง และ ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ SME ปัจจุบันยังไม่อาจกลับมาอยู่ในภาวะแข็งแรง
เพื่อทลายกับดักประเทศ และขับเคลื่อนไปข้างหน้า รัฐบาลจึงใช้นโยบาย “Quick Big Win” ประกอบด้วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ที่ร่วมกับธนาคารกรุงไทย, ลดภาระหนี้, เพิ่มสภาพคล่อง SME, การออม และ พัฒนาความรู้ทักษะให้กับร้านค้าที่เข้าโครงการคนละครึ่งพลัส

ธนาคารกรุงไทย เดินหน้า Digital Transformation พร้อมสร้าง Financial Inclusion
ภายใต้ภารกิจหลัก Better Life For All Thais ที่มุ่งตอบโจทย์ Financial Inclusion และลดความเหลื่อมล้ำ กรุงไทยได้ใช้ “ดิจิทัล” เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง Ecosystem เข้าด้วยกัน ทั้งผลิตภัณฑ์-บริการ ภาครัฐ และประชาชน
จะเห็นได้ว่าในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงไทยเดินหน้าทำ Digital Transformation อย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล และทำให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์–บริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็น
- Diversify พอร์ตโฟลิโอกลุ่มลูกค้า โดยโฟกัสกลุ่ม Retail Banking มากขึ้น จากเดิมพอร์ตฯ ลูกค้ากลุ่มใหญ่ของธนาคารกรุงไทย อยู่ในกลุ่ม Corporate และผู้ประกอบการธุรกิจ SME ถึงวันนี้ Retail Banking เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักของธนาคารกรุงไทย
- Revamp “Krungthai NEXT” แอปพลิเคชัน Mobile Banking ครบวงจรสำหรับลูกค้าธนาคารกรุงไทย ต่อจิ๊กซอว์ยุทธศาสตร์ Invisible Banking พร้อมเปิดตัวแอปฯ “เป๋าตัง” เป็น Open Platform อย่างเป็นทางการ สำหรับประชาชนทั่วไปใช้บริการ
- ร่วมกับภาครัฐทำโครงการคนละครึ่งสำหรับประชาชน และถุงเงินสำหรับร้านค้า นอกจากนี้ยังได้ขยาย Ecosystem ของแอปฯ เป๋าตังให้บริการด้านการลงทุน เช่น Gold Wallet ซื้อขายทองออนไลน์, ซื้อขายพันธบัตรรัฐบาล
- ขณะที่ช่องทาง “สาขา” ได้เอาระบบดิจิทัลมาเพิ่ม Productivity ให้กับพนักงาน อย่างแท็บเล็ตที่ใช้ให้บริการที่สาขา มีข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับลูกค้า อีกทั้งในอนาคตจะมี AI มาเข้ามาใช้

ถึงปัจจุบันช่องทางดิจิทัลของกรุงไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานครอบคลุมทั่วประเทศ
- Krungthai NEXT มีผู้ใช้งานมากกว่า 21 ล้านคน
- แอปฯ เป๋าตัง ผู้ใช้งานกว่า 40 ล้านคน จากจำนวนประชากรไทย 68 ล้านคน ถือว่าเกือบทั้งหมดของประชากรวัยผู้ใหญ่ ใช้แอปฯ เป๋าตัง
- จำนวนร้านค้าอยู่บนแอปฯ ถุงเงิน กว่า 2 ล้านร้านค้า
- Krungthai Business กว่า 70,000 ราย
- ยอดผู้ติดตาม LINE 23 ล้านคน
ในขณะที่ “สาขา” แม้ทุกวันนี้ผู้บริโภคนิยมใช้บริการทางการเงินผ่าน Mobile Banking มากขึ้น แต่สำหรับ กรุงไทย ด้วยความที่เป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐที่มีลูกค้าทุกกลุ่มทั่วประเทศ ดังนั้น “สาขา” จึงยังคงเป็นช่องทางสำคัญในการให้บริการลูกค้าทุกกลุ่ม โดยปัจจุบันธนาคารกรุงไทยมี 960 สาขา
“สาขายังคงมีความจำเป็นอย่างมาก อย่างกรณีโครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมา ด้วยความที่การลงทะเบียนต้องยืนยันตัวตน และกลุ่มเป้าหมายของโครงการคนละครึ่งค่อนข้างกว้าง หลายคนยังไม่มั่นใจในการใช้ช่องทางดิจิทัล จึงเข้ามาที่สาขา เพื่อให้พนักงานให้คำแนะนำ ดังนั้นสาขายังมีความสำคัญในการให้บริการลูกค้า ส่วนช่องทางดิจิทัลของกรุงไทย นี่คืออนาคตที่เราเตรียมรองรับไว้ และกรุงไทยทำได้ดีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา” คุณสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ประธานผู้บริหาร Retail Banking ธนาคารกรุงไทย เล่าถึงความสำคัญของสาขา

นอกจากทำ Digital Transformation แล้ว กรุงไทยยังได้สร้างความร่วมมือกับหน่วยงาน หรือองค์กรภายนอก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย
– Health Wallet ในแอปฯ เป๋าตัง เพื่อประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงบริการสุขภาพ
– แอปพลิเคชัน MD eConnect ผู้ช่วยบริหารจัดการสำหรับแพทย์และนักศึกษาแพทย์ทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับแพทยสภา
– ร่วมกับมหาวิทยาลัย พัฒนา University Application ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล ทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรมหาวิทยาลัย ปัจจุบันมีนักศึกษาใช้งานกว่า 300,000 คน
– ร่วมกับกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้บริการผู้กู้ กยศ. ผ่านแอปฯ เป๋าตัง หรือ Krungthai NEXT
– ร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรม พัฒนาระบบ e-Filing เพิ่มช่องทางยื่นคำฟ้องและทำให้ประชาชน – ทนายความเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวกยิ่งขึ้น
“เราเป็นทั้ง ‘ธนาคารพาณิชย์’ ที่มีบทบาทหน้าทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์, โซลูชัน เพื่อประชาชน ขณะเดียวกันต้องตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นกรุงไทย ทั้งในแง่ผลการดำเนินงาน และอีกบทบาทหนึ่งคือ ‘ธนาคารพาณิชย์ของรัฐ’ ในฐานะเป็น Strategic Partner ของภาครัฐ
ไม่ว่าจะเป็นการเป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เศรษฐกิจเดินได้, การทำ Financial Inclusion, สนับสนุน Digital Government เพราะฉะนั้น 2 ภาพนี้รวมกัน ทำให้กรุงไทยมีความ Unique ที่ไม่ได้เป็นธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แต่เราเป็นพาณิชย์ที่มี mission ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น” คุณสุริพงษ์ ขยายความเพิ่มเติม

5 Strategic Focus ‘กรุงไทย’ ปี 2026
สำหรับการขับเคลื่อนองค์กร “กรุงไทย” ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ 5 ด้านต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดย คุณธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions ธนาคารกรุงไทย อธิบายรายละเอียดทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ว่า
1. สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและผลกำไรจากระบบนิเวศธุรกิจในปัจจุบัน: ใช้ศักยภาพจาก Ecosystem ต่างๆ ที่กรุงไทยเชื่อมโยงกับภาครัฐ นำมาต่อยอดกลุ่มธุรกิจ Corporate, SME และ Retail ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
2. สร้าง New Growth Engines เพื่อส่งเสริมการเติบโตในอนาคต: กรุงไทยมองว่า “Virtual Bank” จะเป็น้หนึ่งใน New Growth Engines เพราะทำให้ขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ อย่างกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการจากธนานคาร หรือสถาบันการเงิน หรือกลุ่มที่ไม่มีข้อมูลในระบบเพียงพอสำหรับธนาคารในการให้บริการได้ตามปกติ เช่น กลุ่มฐานราก, กลุ่มที่ไม่มีข้อมูลในเครดิตบูโร ซึ่งกรุงไทยจะใช้ Alternative Data จากพาร์ทเนอร์ต่างๆ มาต่อยอดให้บริการลูกค้ากลุ่มใหม่
หรือเจาะลูกค้ากลุ่ม Wealth มากขึ้น ด้วยการออกผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุน และลูกค้ากลุ่ม SME โดยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ ด้วยผลิตภัณฑ์และบริการของกรุงไทย
3. ยกระดับการให้บริการลูกค้าทั้งระบบแบบ End to End: เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น ความสะดวก ความรวดเร็ว ความปลอดภัย อย่างการแก้ปัญหาการรอคิวเยอะที่สาขา ให้สะดวก รวดเร็ว และราบรื่นขึ้น
4. พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและข้อมูลให้พร้อมสำหรับการก้าวสู่อนาคต: ในช่วง 9-10 ปีมานี้ กรุงไทยได้พัฒนา Core Technology และ Data อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความทันสมัย มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย
5. ขับเคลื่อนวัฒนธรรมและการทำงานรูปแบบใหม่ เพื่อให้พร้อมต่อทุกความท้าทายและทุกการเปลี่ยนแปลง: เพื่อให้ภายในองค์กรมี Agility มีความคล่องตัว ยืดหยุ่น ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เปิดรับไอเดียใหม่ พร้อมทั้ง Upskill – Reskill บุคลากรให้มีทักษะใหม่ๆ

เจาะ 6 เซกเมนต์ โอกาสใหม่ของกรุงไทย
จากยุทธศาสตร์ 5 ด้าน กรุงไทยยังโฟกัสลูกค้า 6 เซกเมนต์หลัก ที่จะสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ประกอบด้วย
1. Wealth: ในพอร์ตฯ กลุ่มลูกค้ามีกลุ่มลูกค้า High Net Worth มาก ต่อไปกรุงไทยจะเจาะลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น
2. Young Generation/Youth: ปัจจุบันกรุงไทยมีกลุ่มนักศึกษาใช้ University Application กว่า 300,000 คน แต่พบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ ยังไม่ได้ใช้กรุงไทยเป็นแบงก์หลัก (Main Bank) แต่กลยุทธ์จะทำตลาดกับลูกค้ากลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อทำให้กรุงไทยเป็นแบงก์หลักที่คนรุ่นใหม่ใช้
3. ธุรกิจ SME: นอกจากสนับสนุนสินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการ SME แล้ว ยังพบว่าธุรกิจ SME ยังมีความต้องการด้านอื่นๆ อาทิ สวัสดิการให้กับพนักงาน เช่น ประกันสุขภาพ กรุงไทยจึงนำเสนอผลิตภัณฑ์ หรือโซลูชันอื่นๆ ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ
4. กลุ่มเกษียณ และกลุ่มวัยก่อนเกษ๊ยณ (50+): คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุในไทยจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบรับแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ จึงต้องมีผลิตภัณฑ์ บริการ หรือโซลูชันสำหรับลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ
5. กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน: นอกจากกรุงไทยมีฐานลูกค้าหลักเป็นบุคลากรของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจแล้ว กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน ถือเป็นอีกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตเช่นกัน
6. กลุ่ม Lower Mass: ถือเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของไทย และเป็นอีกหนึ่งเซกเมนต์สำคัญ ตามพันธกิจหลักของกรุงไทยที่มุ่งสร้าง Financial Inclusion

“สมัยก่อน เรามีผลิตภัณฑ์การเงิน เช่น ประกัน, การลงทุน แล้วนำเสนอให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ปัจจุบันทำอย่างนั้นไม่ได้แล้ว เพราะลูกค้ามีความหลากหลายและซับซ้อนขึ้น ดังนั้นเราต้องคิดใหม่–ทำใหม่ เพื่อ make sure ได้ว่าเรามีผลิตภัณฑ์ หรือโซลูชันที่ดี ส่งมอบให้กับลูกค้าเซกเมนต์ต่างๆ ซึ่งวันนี้ Retail Banking ของกรุงไทย ได้จัดตั้งทีม ‘Customer Segmentation’ และทีม ‘Data’ เพื่อทำการศึกษาและทำความเข้าใจความต้องการของลูกค้าแต่ละเซกเมนต์ ซึ่งเรามองว่า 6 เซ็กเมนต์ จะเป็น Growth Engines ของกรุงไทย” คุณสุริพงษ์ สรุปทิ้งท้ายถึงการสร้างโอกาสการเติบโตใหม่จากนี้






