
การเข้าสู่ยุค Marketing 5.0 อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SME และคนรุ่นใหม่ที่กระโจนลงสู่สมรภูมิ E-commerce ต้องใช้ทุกช่องทางในการขายผ่านรูปแบบ Omnichannel เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอด แต่ถึงอย่างนั้นหลายธุรกิจที่ยอดขายดีแต่กลับไม่มีกำไร หรือขายผ่านทุกช่องทางแทนที่รายได้จะเพิ่มขึ้น กลับต้องปวดหัวยิ่งกว่าเดิม นั่นเพราะงาน “หลังบ้าน” ที่คนทำงานต้องกลายร่างเป็นหมีแพนด้าขอบตาดำ ทั้งตอบแชท จัดสต็อก ทำตาราง Excel หนักยิ่งกว่าก็ตอนที่มีคนกด F สินค้า อ้าว!!!…กลับไม่มีของส่ง
นั่นเพราะความซับซ้อนของงานหลังบ้าน ยิ่งมีหลายช่องทางยิ่งซับซ้อนมากกว่าขนมชั้น เลยกลายเป็น Pain Point ที่ผู้ประกอบการไม่ทันได้นึกคิดกว่าจะรู้ก็ต้องเจอปัญหาเสียแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้ เพราะมีเครื่องมือ MarTech ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ แถมเป็น Tech Startup ของคนไทย 100% ในนาม “ZORT”
“ระบบการจัดการ” ความวุ่นวายที่มองไม่เห็น
ลองคิดดูว่า ร้านของสินค้าร้านหนึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่ SiamSquare แต่อยากจะขายให้ได้มากกว่านั้น เลยเปิดช่องทางออนไลน์ทั้งใน Facebook, IG, Shopee, Lazada, TikTok Shop คราวนี้ดันมีคนซื้อผ่านช่องทาง TikTok Shop สมมติว่าเป็นรองเท้าหนังสีน้ำตาลแดง สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังมีคนกดสั่งซื้อ เริ่มจากเข้าไปลดจำนวนสต็อกสินค้าใน Excel

ที่นี้ก็ต้องเข้าไป Login ในช่องทาง Shopee แล้วแก้จำนวนสินค้าแบบเดียวกันลดลง แล้วก็ต้องเข้าไปในช่องทางออื่นๆ อีกอย่าง Lazada, Facebook, IG เพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามากดซ้ำ พอช่วงหมดวันก็ต้องมานั่งสรุปยอดบัญชีส่งสรรพากร ช่วงปลายเดือนต้องมานั่งวิเคราะห์จากข้อมูลการขายทั้งเดือน เพื่อหาว่าสินค้าไหนขายดีสุด สีไหนคนสั่งซื้อมากที่สุด สีไหนเป็นหมันไม่มีใครสนใจหรือสนใจน้อยสุด
อย่างที่ทราบเมื่อความซับซ้อนสูงแล้วยังเป็นงานที่ต้องใช้คนทำงาน โอกาสที่จะเกิด Human Error ก็สูงตาม นี่คือ Pain Point คลาสสิกที่ SME เจอกันมานานทั้ง
- สต็อกจำนวนไม่ตรงสินค้าที่มี: กลายเป็นธุรกิจขายของที่ไม่มีอยู่จริง และอาจนำไปสู่การยกเลิกออเดอร์ และกลายเป็นการทำผิดแบบไม่รู้ตัวจนถูกแพลตฟอร์มลงโทษ
- ข้อมูลกระจัดกระจาย: บางครั้งความล่าช้าในการตอบกลับทำให้ คนเดียวกันอาจทักมามากกว่าหนึ่งช่องทาง ด้วยความซ้บซ้อน อาจทำให้พนักงานไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน ส่งผลต่อการทำ CRM ที่ซับซ้อนจนดูไม่เป้นมืออาชีพ
- ต้นทุนแฝง: เพื่อลดความซับซ้อนหลายธุรกิจเลือกจะเพิ่มพนักงาน แต่ยิ่งคนมากด็เท่ากับมีหลายขั้นตอนทำให้เสียเวลา รวมถึงต้นทุนค่าพนักงานที่เพิ่มขึ้น
ทั้งหมดนี้คือ Pain Point ที่ธุรกิจต้องพบเจอในงานหลังบ้าน ยิ่งขายดีมากยิ่งต้องมีการวางแผนบริหารจัดการหลังบ้านให้ดี เพราะนั่นอาจกลายเป็นจุดอ่อนให้คู่แข่งสามารถเข้ามาช่วงชิงยอดขายได้จากโอกาสตรงจุดนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้การบริหารจัดการหลังบ้านทำได้สะดวกรวดเร็ว จึงกลายเป็นทองออกและวิธีแก้ปัญหาที่สำคัญ
ZORT เครื่องมือจัดการหลังบ้านสายพันธุ์ไทยแท้
หนึ่งในเครื่องมือที่เรียกว่าน่าสนใจและน่าจับตาอย่าง “ZORT” กำลังจะกลายเป็นทางออกให้กับหลายธุรกิจ ซึ่งอธิบายให้เข้าใจเครื่องมือ ZORT แบบง่ายๆ คือระบบจัดการออเดอร์และสต็อกที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรวบรวมข้อมูลทุกช่องทางการขาย เข้ามาไว้ในหน้าจอเดียว (Centralized Dashboard) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ZORT คือเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย “คนไทย” แบบ 100%

ข้อดีของการได้รับการพัฒนาโดยคนไทยคือ การที่ข้อมูลไม่รั่วไหลไปถึงคู่แข่ง โดยเฉพาะคู่แข่งที่มาจากต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้นระบบที่ได้รับการพัฒนาโดยคนไทย จะเข้าใจการใช้งานแบบไทยๆ ที่เน้นง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน และยังเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทยอีกด้วย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ตรงกับกลุ่มผู้บริโภคและธุรกิจสไตล์ไทยๆ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการ F สินค้าใน Live สด, พฤติกรรมการต่อรองราคาในแชท, ความเข้าใจระบบขนส่งของไทย และเข้าใจระบบภาษีและเอกสารทางบัญชีของไทย
หากลองดูเครื่องมือ MarTech ที่มีมากมายในปัจจุบัน จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือที่พัฒนามาจากจีน สหรัฐฯ ซึ่งข้อมูลการใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะวิ่งอยู่ในระบบของประเทศนั้นๆ ทำให้คู่แข่งที่มาจากต่างประเทศมองเห็นจุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจไทย ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นมีโอกาสที่จะเข้ามาแข่งกับธุรกิจไทยภายใต้เงินทุนจำนวนมากที่พร้อมบุกตลาด นอกจากนี้การใช้เครื่องมือที่พัฒนาโดยคนไทยยังมีข้อดีตรงที่

- Ecosystem ที่พร้อม: ZORT ไม่ได้อยู่ลำพังโดดเดี่ยว แต่มีการเชื่อมต่อกับ Partner ในไทยเยอะมาก ทั้งระบบบัญชีอย่าง PEAK, FlowAccount, ระบบขนส่ง และ Payment Gateway ช่วยให้การเชื่อมต่อ API กับ Service ทำได้อย่างราบรื่น
- พูดจาภาษาเดียวกัน: เวลาเกิดปัญหา ทีม Support ที่เป็นคนไทยจะช่วยให้สื่อสารถึงปัญหาได้อย่างชัดเจน สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุดและรวดเร็ว ไม่ต้องรอรับการให้บริการนานหรือต้องรอปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
- ราคาที่จับต้องได้: ด้วยการพัฒนาที่ออกแบบมาเพื่อ SME ของไทย ทำให้สามารถเปิดตัวเริ่มต้นที่หลักพัน ยิ่งเมื่อเทียบกับค่าจ้างพนักงานที่ต้องเข้ามาเสริมทีมดูแลระบบหลังบ้าน คุ้มค่าหรือไม่ในสายตาผู้ประกอบการ
4 ความโดดเด่นที่ทำให้ ZORT เป็นเครื่องมือที่น่าใช้
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่า ก็แค่เครื่องมือจัดสต็อกสินค้าเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงการจัดการสต็อกสินค้าที่ถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ประกอบการมี “เวลา” ที่จะคิดขยายธุรกิจหรือแตกไลน์ธุรกิจใหม่ด้วยความ “ความแม่นยำ” แค่การจะทำงานได้ระดับนั้น ZORT จำเป็นต้องอาศัยการทำงานผ่าน 4 แกนหลัก ทั้ง

- The Universal Stock: ฟีเจอร์หลักของ ZORT ที่เมื่อมีออเดอร์จากช่องทางใดช่องทางหนึ่ง ระบบจะเข้าไปตัดสต็อกในช่องทางอื่นๆ ที่มีและระบบสต็อกของหน้าร้านให้แบบอัตโนมัติ (Real-time) โดยที่ไม่ต้องไปนั่ง Login แก้ตัวเลขที่ละแพลตฟอร์มจนอาจพลาดได้ ช่วยให้ธุรกิจพร้อมรับมือกับช่องทางการขายใหม่ได้ไม่มีที่สิ้นสุด
- Order Management: ลดปัญหาข้อมูลที่ซ้ำซ้อน ไม่ว่าผู้บริโภคจะสั่งมาจากช่องทางไหน ออเดอร์ทั้งหมดจะไหลมารวมกันที่ ZORT ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งเช็คทีละแพลตฟอร์ม สามารถช่วยพิมพ์ใบปะหน้า สั่งเรียกขนส่งมารับพัสดุในคลิกเดียว รวมถึงการแจ้งเลข Tracking กลับไปหาผู้ซื้อได้อัตโนมัติ
- Data-Driven Decisions: ZORT ยังช่วยเก็บ Data เพื่อใช้ในการสรุปยอดขาย, กำไร/ขาดทุน โดยแบ่งแต่ละช่องทางการขาย แยกตามสินค้า ช่วยให้ธุรกิจรู้ว่าสินค้าใดขายดีในช่องทางใด ทำให้การวงากลยุทธ์ทำได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น และสามารถหวังผลจากการลงทุนได้
- Social Commerce Support: เพราะพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทย ต้องได้พูดคุยกับคนขายก่อนซื้อ ZORT จึงมีระบบที่รองรับการเปิดบิลผ่านแชท เชื่อมต่อกับ Facebook Comment หรือดูดออเดอร์จาก Live สดได้ ตอบโจทย์พ่อค้าแม่ขายสายไลฟ์ได้เป็นอย่างดี
เรียกว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เหล่าพ่อค้าแม่ขาย สามารถปลดทิ้งความกังวลหลังบ้านโดยเฉพาะงานสต็อกสินค้า แล้วเอาเวลาไปหาวิธีไลฟ์ให้ผู้บริโภคกด F กับแบบรัวๆ ดีกว่า ผ่านข้อมูลที่บอกได้ว่าควรจะต้องขายสินค้าไหนหรือจัดโปรสำหรับเร่งยอดขาย หรือสินค้าไหนต้องต้องเอาออกมาไลฟ์เพื่อดันยอดขายแบบ Real-time
จับมือเริ่มต้นหัดทำจนเชี่ยวชาญ
ด้วยความง่ายของ ZORT ที่เรียกว่า ใครๆ ก็ใช้งานได้สะดวก โดยแบ่งขั้นตอนการใช้งานออกเป็น 5 ขั้นตอนหลักง่ายๆ เหมือนจับมือทำ

เริ่มจากขั้นแรกต้องทำการติดตั้ง (Setup & Import) พร้อมทั้งสมัครเข้าใช้งานและ Login เข้าไประบบ จากนั้นก็ให้ระบบทำความรู้จักกับสินค้าที่มีอยู่ ด้วยการผูกรหัสเข้ากับสินค้าหรือสินค้าที่มีรหัสแล้วต้องทำให้ระบบรู้ว่า รหัสนี้คือสินค้าชนิดใด ยิ่งถ้าใช้จัดสต็อกสินค้าผ่าน Excel สามารถนำไฟล์ Excel ที่มีอยู่แล้วไป Import เพื่อเข้าใช้งานได้เลย
จากนั้นทำการเชื่อมต่อระบบกับแพลตฟอร์ม (Connect the Dots) ด้วยการเข้าไปที่เมนู “เชื่อมต่อ Marketplace” แล้ว Login บัญชีของแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada, TikTok Shop เป็นต้น โดยขั้นตอนนี้จะเหมือนกับการสร้างสะพานให้ข้อมูลวิ่งไหลเข้าหากัน

จากนั้นทำการปรับแต่งการเชื่อมโยงระบบ (Sync & Test) ด้วยการกดปุ่ม “Sync สินค้า” ระบบจะดึงข้อมูลสินค้าจากทุกช่องทางมาจับคู่กัน ซึ่งตรงนี้สำคัญมากโดยต้องดูว่า SKU ใน ZORT กับ SKU ในแต่ละช่องทาง Marketplace ต้องตรงกันเพื่อให้ระบบมองเห็นสินค้าชนิดเดียวกันในแต่ละช่องทาง หากตรงกันระบบจะเริ่มทำงานทันที

เมื่อทุกอย่างพร้อมก็เตรียมตัวรับยอดขาย (Operational Flow) ทันทีที่มีออเดอร์คำสั่งซื้อเข้ามา ไม่จำเป็นต้องเช็คทีละแพลตฟอร์มช่องทางการขาย แค่เข้าไปที่ ZORT หน้าเดียวก็พอ เมื่อเห็นออเดอร์เข้ามาก็ทำการกด “ยืนยัน” แล้วกด “พิมพ์ใบปะหน้า” จากนั้นก็นำสินค้าที่มีการกดสั่งซื้อมาแพ็คสินค้า จากนั้นก็รอขนส่งเข้ามารับ เมื่อขนส่งรับออกไปแล้วระบบจะทำการตัดสต็อกอัตโนมัติที่มีอยู่ในคลังออก
ที่สำคัญอย่าแค่ดูยอดเงินที่เข้ามา แต่ควรจะนำ Data มาวิเคราะห์ดูว่าสินค้าตัวไหนที่ช่องทางไหนสามารถสร้างกำไรที่แท้จริง แล้วสินค้าตัวไหนคือที่ยังไม่สร้างกำไร เพื่อจะได้วางแผนการผลิตหรือจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายในเดือนถัดไป

การทำธุรกิจในยุคนี้ มีหลายมิติมากกว่าในอดีต โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ใครสามารถทำได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าและผิดพลาดน้อยกว่า ZORT จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถต่อยอดการวางกลยุทธ์ โดยมีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนในการวางแผนกลยุทธ์ ยิ่งเป็นเครื่องมือสัญชาติไทยที่ไม่ต้องกลัวว่า Data ของธุรกิจจะออกสู่ภายนอกประเทศ และยิ่งสร้างความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจที่พิสูจน์ได้จริง



