
ภาพฝันของการเอาปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในออฟฟิศ คือภาพที่ทุกคนเลิกงานตรงเวลา มีระบบเคลียร์งานน่าเบื่อให้ แล้วเอาเวลาไปคิดอะไรใหม่ๆ ฝั่งผู้บริหารเองมักหวังว่าลงทุนไปแล้วจะได้งานเยอะขึ้นโดยเหนื่อยน้อยลง
ด้าน Harvard Business Review เริ่มโครงการศึกษาพฤติกรรมคนทำงานหลากหลายแผนกกว่า 200 คน นาน 8 เดือนในปีก่อน สิ่งที่พบคือพนักงานสามารถทำงานได้มากขึ้นจริง และเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลลัพธ์ระยะยาวกลับกลายเป็นความเหนื่อยล้าสะสม จนถึงขั้น burnout กันเลย จึงอยากชวนมาหาคำตอบกันว่าทำไมเครื่องมือที่ควรจะเข้ามาช่วยลดงาน กลับทำให้ ‘งานงอก’ จนเหนื่อยหนักกว่าเดิมแบบไม่รู้ตัว
เจาะลึก 3 พฤติกรรม ที่ทำให้เหนื่อยกว่าเดิม แม้มีตัวช่วยอยู่ตรงหน้า
1. การล้ำเส้นไปทำงานที่ไม่ใช่หน้าที่หลัก
พอมีตัวช่วย คนเริ่มอยากลองทำอะไรนอกสายงาน กลายเป็นว่าทุกคนพยายามดึงงานที่ต้องจ้าง หรือส่งต่อคนอื่นกลับมาทำเอง เพราะเมื่องานยากกลายเป็นเรื่องเป็นไปได้ ไม่ต้องง้อรอคิวใคร เลยทำเองเสียเลย
แต่คนที่รับกรรมคือคนทำงานในตำแหน่งนั้นจริงๆ ที่ต้องมาเป็นเดอะแบก คอยตรวจ แก้ ไกด์ให้งานจบ ซึ่งภาระพี่เลี้ยงแบบนี้มักโผล่มาแบบไม่เป็นทางการผ่านแชท หรือเดินมาถามสั้นๆ ที่โต๊ะ ซึ่งดูดเวลาและพลังงานไปเยอะกว่าที่หลายคนคิดมาก
2. ความง่ายทำให้เต็มใจสละเวลาพัก
เดี๋ยวนี้แค่พิมพ์คำสั่งสั้นๆ ก็ได้งานแล้ว ทำให้คนเริ่มเอางานไปสอดแทรกในช่วงพัก เพราะรู้สึกว่าไม่เสียเวลามาก บางคนกินข้าวไปพิมพ์ prompt ไป ตรวจงานไป หรือแม้แต่ตอนประชุมยังแอบโยนสั่งใส่เอไอ
พฤติกรรมพวกนี้เนียนจนแทบไม่รู้สึกว่าทำงานเพิ่ม เพราะให้อารมณ์เหมือนแชทคุยเล่นมากกว่าทำงาน กลายเป็นว่าลามไปช่วงค่ำหรือเช้าตรู่ไม่รู้ตัว วันทั้งวันแทบไม่มีจังหวะให้สมองหยุดพักตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นเวลาพักผ่อน สมองดันไม่ได้พักจริงๆ เพราะมัวคิดว่าเดี๋ยวกลับไปสานต่องานที่สั่งเอไอค้างไว้ เส้นแบ่งเรื่องงานกับส่วนตัวจึงโดนก้าวข้ามได้ง่ายขึ้น
3. มายาคติในองค์กร เรื่องความเร็วในการทำงาน
การมี Generative AI เข้ามา ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนมีลูกทีม จากที่ต้องทำเองทุกอย่าง กลับต้องขยับขาข้างหนึ่งไปเป็นผู้ตรวจงานด้วย เชื่อว่าหลายคนเริ่มเปิดหลายจอ สั่งงานทิ้งไว้ซ้ายทีขวาที ดูเหมือนจะได้งานเยอะขึ้นในเวลาเท่าเดิม
แต่ความจริงคือสมองคนเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้คิดหลายเรื่องพร้อมกัน สมองเลยต้องทำงานหนักมากในการสลับความสนใจไปมา จนสมองล้า
ผลสำรวจเผยเพิ่มเติมว่า พอทุกคนทำงานได้เร็วขึ้น กลายเป็นว่าดันไปสร้างบรรทัดฐานใหม่เรื่องความเร็ว คราวนี้ทั้งเจ้านาย และเพื่อนร่วมงานจะคาดหวังให้ทำงานได้เยอะ และเร็วขึ้นตามไปด้วย ความเร่งรีบนี้เองกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่กดดัน และสูบพลังงานจนเหนื่อยหนักยิ่งกว่ายุคที่ยังไม่มีเทคโนโลยีเข้ามาเสียอีก
3 ข้อต้องรู้ ก่อน Burnout จากความเร่งรีบที่กัดดัน
องค์กรอาจมองว่าพนักงานทำงานเพิ่มเป็นโบนัสฟรีๆ แต่ถ้าปล่อยให้งานงอกไร้ทิศทาง ความโปรดักทีฟที่เห็นจะลดลงอย่างต่อเนื่องในะระยาว ฝั่งคนทำงานเองต้องรู้ด้วยว่าตอนไหนควรพัก ตอนไหนควรทำงาน งานไหนของเรา หรืองานไหนที่ไม่ใช่
1. รู้จักเบรกให้เป็น
เมื่อทุกอย่างเร็วขั้นสุด ต้องหาจังหวะหยุดพักบ้าง ด้วยการกำหนดช่วงเวลาสั้นๆ ประเมินงาน กำลังทำอะไรอยู่ ทบทวนเป้าหมายและความเร่งด่วน เพื่อจัดลำดับความสำคัญ
2. จัดคิวงานให้เป็นระเบียบ
วิธีที่ยังได้ผลอยู่เสมอ คือการสร้าง ‘ช่วงเวลาห้ามรบกวน’ เพราะแทนที่จะต้องเด้งตัวตอบทุกการแจ้งเตือน การโฟกัสงานยาวๆ ทำให้เกิดสมาธิมากขึ้นจนทำให้งานเสร็จไวขึ้นจริง และให้ทำทีละงานตามลำดับความสำคัญ เพราะหลายคนมักรู้สึกว่าสั่งเอไอทิ้งไว้พร้อมๆ กันหลายงานได้ไม่เห็นเป็นอะไร แต่จริงๆ คือการปิดโอกาสไม่ให้สมองได้เกิดสมาธิกับงานไหนเลย แนะนำว่าทำให้เสร็จทีละงาน จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า
3. ดึงตัวเองกลับมาหาความเป็นมนุษย์
หลายครั้งที่พอเอไอทำงานออกมา เราจะรู้สึกว่างานมันออกมาดีมาก จนผลักหน้าที่ให้เอไอเป็นหลักไปเลย เพราะรู้สึกว่าทำได้ไม่ดีเท่า ยิ่งในวันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงเอไอได้ง่าย เราจึงเห็นกระแสของคนที่เบื่องานเอไอ และอยากได้งานฝีมือมนุษย์จริงๆ ผิดพลาดบ้าง ไม่เพอร์เฟกต์สมบูรณ์ แต่สวยงามในแบบของมัน
ในด้านของออฟฟิศ แนะนำสร้างพื้นที่ให้คนได้เจอกันบ้าง จัดเวลาสั้นๆ มานั่งคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดึงคนออกจากโลกหน้าจอที่โดดเดี่ยว แม้จะคุยกับเอไอได้ทุกอย่าง สั่งมันได้ตามต้องการ แต่การคุยกันนี่แหละคือบ่อเกิดไอเดียเจ๋งๆ เพราะต่อให้ระบบเก่งแค่ไหน ก็สรุปมุมมองมาให้แค่มุมเดียว แต่มุมมองที่หลากหลายจุดกำเนิดความคิดสร้างสรรค์ของจริง
ความเจ๋งของเครื่องมือใหม่ๆ นอกจากเรื่องว่าทำอะไรได้บ้าง ให้มองด้วยว่าจะหลอมรวมเข้ากับวิถีชีวิตยังไงให้พอดี ถ้าปล่อยปละละเลย มันจะทำให้การเริ่มงานดูง่ายนิดเดียว แต่ทำให้การหยุดพักกลายเป็นเรื่องยากแสนสาหัส องค์กรต้องลุกขึ้นมาเป็นแกนนำในการรักษาสมดุล ส่วนพนักงานต้องมีแนวทางของตัวเองด้วย
Source: HBR
