จาก “แบรนด์จีนที่เติบโตเร็ว” สู่ “Global Player ที่คิดแบบ Apple”  บทสัมภาษณ์ ปาร์คเกอร์ ฉือ ประธาน GWM International

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

Marketing Oops! ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับ Parker Shi (ปาร์คเกอร์ ฉือ) ประธาน GWM International  โดย ณธิดา รัฐธนาวุฒิ ได้รับเชิญจาก GWM (Great Wall Motor) ประเทศไทย ให้ร่วมทริปที่กรุงปักกิ่งและเมืองเป๋าติ้ง เพื่อเข้าร่วมงาน Beijing Auto Show ชมการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ทดลองขับ และเยี่ยมชมโรงงานแบตเตอรี่   สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของทริปครั้งนี้ กลับไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีในงาน Auto Show  แต่คือบทสนทนาแบบใกล้ชิดกับผู้บริหารที่กำลังกำหนดทิศทางของแบรนด์ในระดับโลก

ในการสัมภาษณ์  Parker ไม่ได้พูดถึงยอดขายหรือ product roadmap แต่เริ่มด้วยแนวคิดที่สะท้อน mindset ขององค์กรอย่างชัดเจน “We are not here to sell cars. We are here to become part of the market.” หรือ “เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขายรถ แต่คือการสร้างตัวตนให้เป็นส่วนหนึ่งของตลาดในระยะยาว” ประโยคนี้กำลังบอกว่า GWM ไม่ได้ต้องการแค่ขายสินค้า แต่กำลังพยายาม “เปลี่ยนบทบาทของตัวเอง” ในแต่ละประเทศ จากผู้ผลิตรถยนต์ ไปสู่ผู้เล่นที่ต้องการฝังตัวอยู่ในตลาดนั้นๆ

Parker Shi (ปาร์คเกอร์ ฉือ) ประธาน GWM International
Parker Shi (ปาร์คเกอร์ ฉือ) ประธาน GWM International

ตลาด EV ไทย: โตเร็ว…แต่ยังไม่ใช่เกมของ “ความเชื่อมั่น”

อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาด EV ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เป็นการเติบโตที่ถูกเร่งด้วยปัจจัยภายนอกมากกว่าความพร้อมของ ecosystem ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันหรือสถานการณ์โลกที่ทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยน mindset อย่างรวดเร็ว ซึ่ง Parker ก็สะท้อนมุมนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “If there’s no war… the BEV cannot go up too much. But because of the war, people’s mindset started to shift.” หรือ “หากไม่มีสงคราม การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าคงไม่เร่งตัวมากนัก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้ mindset ของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน”

อย่างไรก็ตาม แม้การเติบโตของรถ EV จะเร่งตัวขึ้น แต่สิ่งที่ยังไม่เติบโตตามคือ “ระบบรองรับในระยะยาว” โดยเฉพาะตลาดรถมือสองและเรื่องแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นความกังวลหลักของผู้บริโภคไทยในวันนี้ รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังมี exit ที่ชัดเจน สามารถขายต่อหรือส่งออกไปยังตลาดอื่นได้ แต่สำหรับ EV คำถามสำคัญคือ เมื่อใช้งานไป 5–7 ปีแล้ว รถเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน และมูลค่าจะถูกประเมินอย่างไร ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่อง battery lifecycle และการรีไซเคิลก็ยังเป็นพื้นที่ที่ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐต้องร่วมกันหาคำตอบ

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ตลาด EV ไทยในวันนี้ยังอยู่ในช่วง “early growth ที่มี uncertainty สูง” และผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่กำลังประเมิน “ความเสี่ยงในอนาคต” ไปพร้อมกัน ในตลาดที่ adoption โตเร็ว แต่ trust ยังไม่ทัน คำว่า “ความเชื่อมั่น” จึงกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของเกมนี้

จากการขยายสู่ตลาดโลก สู่การสร้างบทบาทในตลาด

ในขณะที่หลายแบรนด์ยังมอง global expansion เป็นเรื่องของการ export สินค้า  แต่ GWM ไม่ได้พูดถึงการขยายตลาด แต่ต้องการ “การฝังตัวในตลาด” นั่นหมายความว่าเป้าหมายไม่ใช่แค่การขาย แต่คือการ “เป็นส่วนหนึ่งของตลาด” ผ่านการสร้าง บทบาทในระดับเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

กลยุทธ์นี้ถูกขับเคลื่อนผ่านระบบที่ทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่การทำให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริง ไม่ใช่แค่เล่าใน presentation แต่เปิดให้ทดลองและพิสูจน์ได้จริง ไปจนถึงการเข้าไปมีบทบาทในวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ และการลงทุนใน local production เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ทำให้ GWM ค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจาก “แบรนด์ต่างชาติ” ไปสู่ “local player” ในสายตาของผู้บริโภค

GWM Go with more
GWM Go with more

“One GWM” การกระจายหลายแบรนด์ สู่การรวมพลังภายใต้โครงสร้างเดียว

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการ move ไปสู่ “One GWM” ซึ่งเป็นการรวมพลังของแบรนด์ภายใต้ umbrella เดียว โดยยังคงมี sub-brand ที่ทำหน้าที่ชัดเจน เช่น Haval สำหรับตลาด mass, Ora สำหรับ EV, Tank สำหรับ premium off-road

Parker อธิบายเรื่องนี้ด้วย การเปรียบเทียบที่เข้าใจง่าย ว่า… “You will never buy a Rolex from a 7-Eleven.” ไม่ใช่เพราะ Rolex ไม่มีคุณค่า แต่เพราะมันอยู่ผิดบริบท และนี่คือสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้นกับหลายแบรนด์ในองค์กรไม่ใช่เพราะแบรนด์ไม่ดี แต่เพราะถูกวางผิดตำแหน่ง

GWM Beijing Auto Show 2026
GWM Beijing Auto Show 2026

จาก Price War สู่ Value War: เกมที่ยากกว่า แต่ยั่งยืนกว่า

ในขณะที่ตลาดรถยนต์หลายแห่งกำลังแข่งขันกันด้วยราคา GWM เลือกจะไม่ลงไปเล่นในเกมนั้น แต่เปลี่ยนกรอบการแข่งขันเป็น “value war” แทน โดย Parker ย้ำชัดว่า “We don’t want to be in a price war. We compete on value” หรือ เราไม่ต้องการอยู่ในเกมของสงครามราคา แต่เลือกแข่งขันด้วยคุณค่า

Value ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ feature ของสินค้า แต่รวมถึงคุณภาพของบริการ ความแข็งแรงของ dealer network และ ecosystem ทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากกว่าในการสร้าง แต่ให้ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว

GWM Beijing Auto Show 2026
GWM Beijing Auto Show 2026
GWM Beijing Auto Show 2026
GWM Beijing Auto Show 2026

Trust: สิ่งที่สร้างยากที่สุด และเป็นตัวตัดสินเกม

ท้ายที่สุด สิ่งที่ GWM ให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่ technology หรือ design แต่คือ “trust” ซึ่งไม่ได้ถูกสร้างจากการสื่อสารทางการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการ “ทำตามสัญญา” กับลูกค้าในทุก touchpoint ตั้งแต่การมีอะไหล่พร้อม การบริการที่รวดเร็ว ไปจนถึงการตัดสินใจที่ยึดประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก

Parker สรุปเส้นทางของแบรนด์ไว้อย่างเรียบง่ายว่า “I know you, I believe you, I trust you, I love you.” ซึ่งสะท้อนว่าจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดไม่ใช่ awareness แต่คือช่วงที่ลูกค้าเริ่ม “เชื่อ” และ “ไว้วางใจ”

เมื่อเกมของ GWM ไม่ใช่แค่ “ขายรถ” แต่คือ “สร้าง ecosystem ที่ลูกค้าอยากอยู่ด้วย”

สิ่งที่ Marketing Oops! เห็นจาก GWM ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเติบโตของแบรนด์รถยนต์จากจีน แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดของทั้งอุตสาหกรรม จากการขายสินค้าไปสู่การสร้างระบบ จากการทำแคมเปญไปสู่การสร้างประสบการณ์ระยะยาว และจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่การแข่งขันด้านความเชื่อมั่น ในโลกที่เทคโนโลยีสามารถถูกเลียนแบบได้อย่างรวดเร็ว  สิ่งที่ยากที่สุดในการสร้างอาจไม่ใช่สินค้า แต่คือ “ความไว้วางใจ” และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับแบรนด์ไทยในวันนี้ว่า เรากำลังแข่งขันกันด้วยราคา…หรือกำลังสร้างคุณค่าที่ทำให้ลูกค้าอยากอยู่กับเราในระยะยาว

 

บทเรียนสำหรับนักการตลาด: เกมนี้ไม่ใช่แค่ “การขาย” แต่คือ “การวางตำแหน่งแบรนด์ให้ถูก”

จากบทสนทนากับ Parker สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ เกมการตลาดในวันนี้ไม่ได้ชนะด้วยงบประมาณหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ชนะด้วย “โครงสร้างความคิด” ที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น

  1. Brand ไม่ได้มีความหมายในตัวเอง แต่มีความหมายเมื่ออยู่ในบริบทที่ถูกต้อง
    แบรนด์ที่ดี หากถูกวางผิดตำแหน่ง ก็สูญเสียคุณค่าได้ทันที เหมือนกับ Rolex ที่ไม่มีใครคาดหวังจะซื้อจาก 7-Eleven คำถามสำคัญสำหรับนักการตลาดจึงไม่ใช่ “เรามีแบรนด์อะไร” แต่คือ “เราเอาแบรนด์นั้นไปวางไว้ที่ไหน และอยู่ใน ecosystem แบบใด”
  2. Multi-brand ไม่ใช่ปัญหา แต่ความซ้อนกันของ positioning คือปัญหา
    องค์กรจำนวนมากมีหลายแบรนด์ แต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าแต่ละแบรนด์ “ต่างกันอย่างไร” หรือ “มีไว้ทำไม” การสร้าง portfolio ที่ดีจึงไม่ใช่การมีหลายแบรนด์ แต่คือการทำให้แต่ละแบรนด์มี role ที่ชัด และไม่แย่งกันเอง
  3. จาก Campaign สู่ System: การตลาดไม่ใช่เรื่องของ moment แต่คือ continuity
    GWM ไม่ได้คิดเป็นแคมเปญ แต่คิดเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้ง product, experience, service และ ecosystem นักการตลาดในวันนี้ต้อง shift จากการ “ทำให้ดัง” ไปสู่การ “ทำให้ต่อเนื่องและน่าเชื่อถือ”
  4. Price แข่งง่าย แต่ Value สร้างยาก และนั่นคือเหตุผลที่มันยั่งยืนกว่า
    ในตลาดที่ทุกคนสามารถลดราคาได้ การแข่งขันด้วย price เป็นเกมที่ไม่มีใครชนะในระยะยาว แบรนด์ที่อยู่รอดคือแบรนด์ที่สามารถนิยาม “คุณค่า” ของตัวเองได้ชัด และทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าโดยไม่ต้องลดราคา
  5. Trust ไม่ใช่สิ่งที่สื่อสารได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้อง “พิสูจน์”
    ความเชื่อมั่นไม่ได้เกิดจากโฆษณา แต่เกิดจากประสบการณ์จริงในทุก touchpoint ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักแบรนด์ ไปจนถึงวันที่ต้องการบริการหลังการขาย นักการตลาดจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ “เล่าเรื่อง” แต่ต้องช่วยองค์กร “ทำให้เรื่องนั้นเป็นจริง”

Marketing Oops! ขอขอบคุณทาง GWM ที่ให้เกียรติเชิญเราเป็นสื่อการตลาดเดียวที่ได้ร่วมงานสุด Exclusive ที่เมืองปักกิ่งในครั้งนี้

 

เขียนโดย ณธิดา รัฐธนาวุฒิ
ผู้ก่อตั้ง MarketingOops.com กับประสบการณ์การทำงานในแวดวง Digital มากกว่า 18 ปี ในธุรกิจคอนเทนท์ ธุรกิจออนไลน์ และการตลาดดิจิทัล

อ่านบทความ Exclusive Insider เพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความ Exclusive นี้เผยแพร่บน Marketing Oops! เป็นที่แรกที่เดียว

Copyright© MarketingOops.com


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
Tukko Nathida
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MarketingOops.com กับความตั้งใจในการนำเสนอเนื้อหาที่ทันเหตุการณ์ และเกิดประโยชน์ ให้สามารถนำเนื้อหาความรู้ และ Insight ไปต่อยอดกับอนาคตของธุรกิจ และการทำงานที่เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยี ครีเอทีฟ การตลาด โฆษณา และสตาร์ทอัพ