
เวลาพูดถึง AI หลายคนอาจนึกถึง ChatGPT, Gemini, Copilot หรือเครื่องมือช่วยทำงานต่างๆ แต่เบื้องหลังของ AI เหล่านี้ต้องใช้ Data Center ขนาดใหญ่ และ Data Center ต้องใช้ชิปจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะ Memory Chip หรือชิปหน่วยความจำอย่างเช่น RAM และ Storage
ชิปประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะถูกใช้ทั้งในระบบ AI Server และอุปกรณ์ที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน เช่น สมาร์ตโฟน แล็ปท็อป Router และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกหลายชนิด และเมื่อบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกเร่งสร้าง AI Data Center ความต้องการ Memory Chip จึงพุ่งขึ้นตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือซัพพลายชิปเริ่มตึงตัว และแรงกดดันนี้เริ่มไหลมาถึงราคาสมาร์ตโฟนแล้ว
BT เตือน ราคาสมาร์ตโฟนอาจขยับขึ้น
Allison Kirkby ซีอีโอของ BT Group บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของอังกฤษ ที่ออกมาเตือนว่าราคาสมาร์ตโฟนอาจปรับสูงขึ้น เพราะความต้องการชิปจากฝั่ง AI Data Center กำลังดึงซัพพลายออกจากตลาด
โดย BT มองสมาร์ตโฟนจะเป็นสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง และแรงกดดันอาจขยายไปถึง Router รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ที่ต้องใช้ Memory Chip เช่นกัน
แพงขึ้นเท่าไหร่
ราคาสมาร์ตโฟนเฉลี่ยอาจเพิ่มราว 6.9-13% ในปี 2026 โดย Counterpoint ประเมินว่าราคาสมาร์ตโฟนเฉลี่ยในปี 2026 อาจเพิ่มขึ้นประมาณ 6.9% แต่ทางด้าน Gartner ประเมินว่า ต้นทุน DRAM และ SSD ที่สูงขึ้นอาจทำให้ราคาสมาร์ตโฟนเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 13% เมื่อเทียบกับปี 2025
มือถือ ‘รุ่นล่าง’ ราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์เสี่ยงโดนหนักสุด สมาร์ตโฟนกลุ่ม Low-end หรือกลุ่มราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้นทุนชิ้นส่วนรวมเพิ่มขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 20-30% ตั้งแต่ต้นปี
สำหรับมือถือราคาประหยัด เพราะกำไรต่อเครื่องค่อนข้างบางอยู่แล้ว เมื่อชิ้นส่วนแพงขึ้น ผู้ผลิตอาจเลือกได้หลายทาง เช่น ขึ้นราคา ลดโปรโมชัน ลดสเปกบางส่วน หรือชะลอการทำรุ่นเริ่มต้นราคาถูก
ผลกระทบที่ต่อไปนี้ผู้บริโภคอาจเจอ
- มือถือรุ่นใหม่เปิดราคาสูงขึ้น คำตอบที่หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมมือถือยุคใหม่ถึงแพงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งทีสเปคแทบไม่ได้อัปเกรดอะไรมากมาย
- มือถือที่ยังคงราคาเดิมอาจได้สเปกลดลง เช่น RAM น้อยลง Storage น้อยลง
- รุ่นราคาประหยัดอาจมีตัวเลือกน้อยลง เพราะผู้ผลิตทำกำไรได้ยากขึ้นเมื่อชิ้นส่วนแพงขึ้น
ช่วงนี้แนะนำว่ายังไม่ต้องรีบเปลี่ยนเครื่อง หากเครื่องเดิมยังใช้งานได้ดี เพราะช่วงที่ต้นทุนชิปผันผวน ราคาสมาร์ตโฟนอาจไม่นิ่ง และโปรโมชันที่คุ้มจริงอาจต้องรอจังหวะ
ชัดเจนว่าเรากำลังอยู่ในยุค AI Boom ที่ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำให้ชีวิตเราง่าย และเร็วขึ้น แต่ในอีกด้านเมื่อซัพพลายมีจำกัดจนต้องเกิดการแย่งกัน ก็สะท้อนออกมาสู่ภาพราคาผู้บริโภคต้องจ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ในฝั่งของ Consumer Tech เองก็ต้องตอบผู้บริโภคให้ได้ด้วยว่า เมื่อราคาสูงขึ้น ทำไมลูกค้าถึงต้องยอมจ่าย ความคุ้มค่าที่ได้จากการจ่ายแพงกว่าเดิมคืออะไร
Sources: The Guardian
