
แบรนด์ maison KEEPS ที่หลายคนอาจไม่รู้ว่าอ่านว่า “เมซง คีพส์” เป็นแบรนด์แฟชั่นไทยที่กำลังมาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในปี 2568 “เมซง คีพส์” ทำรายได้สูงถึงเกือบ 300 ล้านบาท และกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย 400–500 ล้านบาทในปีนี้
ล่าสุดคุณ “จูน” ณัชชา รชตวรภรณ์ ได้ขึ้นเวที Techsauce Summit เล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังแบรนด์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของ KEEPS ที่เคยเป็น Side Business มาก่อน
จาก Pain Point เล็กๆ ของคุณจูนที่หาชุดสวยๆ ใส่ไปทำงานไม่ได้ จากเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 1,000 บาทกลายเป็นแบรนด์ที่ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 400–500 ล้านบาทได้อย่างไร
Marketing Oops! สรุปออกมาเป็น 8 บทเรียนธุรกิจจาก วิธีคิดของคุณจูนที่คนสร้างแบรนด์และเจ้าของธุรกิจนำไปใช้ต่อได้
1. ธุรกิจเริ่มจากปัญหาของเรา แต่ต้องเช็กว่าคนอื่นเจอปัญหาเดียวกันไหม
จุดเริ่มต้นของ KEEPS มาจากเรื่องใกล้ตัวมาก เพราะ ช่วงเริ่มทำงาน คุณจูนหาชุดทำงานที่ตัวเองอยากใส่ไม่ได้ เสื้อผ้าทำงานในตลาดตอนนั้นค่อนข้าง Formal และไม่สะท้อนตัวตนของคนรุ่นเธอ
เมื่อคุยกับเพื่อนที่กำลังเรียนจบหรือเริ่มทำงาน จึงพบว่าหลายคนกำลังเจอปัญหาเดียวกัน และเพื่อนกลุ่มนี้ก็กลายเป็นลูกค้ากลุ่มแรกของแบรนด์
ที่น่าสนใจคือ Pain Point ส่วนตัวสามารถเป็น Business Opportunity ได้ เมื่อเราพบว่ามีคนอีกกลุ่มหนึ่งพร้อมจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาเดียวกัน
2. วางระบบแบบบริษัทใหญ่ แต่ทดลองตลาดแบบ Startup
คุณจูนมีพื้นฐานจากงาน Strategy วิธีเริ่มธุรกิจจึงน่าสนใจมาก โดยคุณจูนเล่าว่าตัวเองเริ่มจากทำสไลด์เสนอธุรกิจให้ตัวเองเหมือนทำ Proposal ให้ลูกค้า ใส่รายละเอียดตั้งแต่กลุ่มเป้าหมาย ราคา Mood Board ไปจนถึงแนวทางสินค้า พร้อมทำ Excel จำลอง Financial Statement และ Balance Sheet เตรียมหลังบ้านเอาไว้
แต่ตอนทดลองสินค้าจริง เธอเริ่มเล็กมาก ด้วยการถือเงิน 1,000 บาท ไปพาหุรัด ซื้อผ้า หาร้านตัดเย็บ ทำกางเกงตัวอย่าง ถ่ายรูปกับเพื่อน แล้วโพสต์ขาย โดยในช่วงแรกใช้ระบบ Made-to-Order และบันทึกออเดอร์ด้วย Excel
นี่คือวิธีคิดที่น่าสนใจ คือมี Structure ให้ธุรกิจ โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่าง Perfect ถึงค่อยออกขาย วางระบบให้พร้อม แล้วเอาสินค้าไปเจอตลาดจริงให้เร็ว
3. ต้นทุนบางอย่าง คือการลงทุนสร้าง Brand Value
คุณจูนเล่าว่า เมื่อพี่สาวเข้ามาช่วยดู Marketing และ Branding ทั้งคู่มีมุมคิดที่ต่างกันอย่างชัดเจน โดย คุณจูนมอง Operation, Finance และสิ่งที่ขายได้ ส่วนพี่สาวมองความสวยงาม ภาพลักษณ์ และรายละเอียดของแบรนด์
มีตัวอย่างหนึ่งที่เห็นภาพมาก คือ ถุงผ้าราคาประมาณ 50 บาทต่อใบ ในมุม Finance นี่คือต้นทุนที่ค่อนข้างสูงแต่ในมุม Branding มันคือ Packaging และประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับจากแบรนด์ได้นั่นเอง
4. Brand คือผลรวมของทุก Touchpoint
Branding ไม่ได้จบที่ Logo, Font หรือ Feed Instagram โดยคุณจูนมองว่า Brand อยู่ในทุกๆ Touchpoint ที่ลูกค้าได้สัมผัส
ตั้งแต่ภาพแรกที่ลูกค้าเห็น การเรียงภาพบน Instagram การตอบแชต ขั้นตอนสั่งซื้อ ความเร็วในการจัดส่ง Packaging ประสบการณ์ตอนเปิดกล่อง ไปจนถึงพนักงานที่ลูกค้าเจอหน้าร้าน
แม้แต่ตอนเปิด Collection ใหม่ ทีมก็ไม่ได้ปล่อยภาพทั้งหมดออกมาพร้อมกัน แต่ค่อยๆ ทำ Spoiler และเปิดรายละเอียด เพื่อพาลูกค้าเดินไปตาม Marketing Funnel ตั้งแต่เห็น รู้จัก สนใจ จนถึงตัดสินใจซื้อ
Brand จึงเกิดจากประสบการณ์เล็กๆ ที่ถูกทำให้สม่ำเสมอในทุกจุดที่ลูกค้าเจอเรา
5. วิกฤตอาจทำให้เราเห็นว่าตลาดใหญ่กว่าที่คิด
ช่วงโควิดเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับแบรนด์ที่เริ่มจาก Workwear เมื่อคน Work from Home ความต้องการชุดทำงานก็เปลี่ยนไป
คุณจูนเล่าว่า ทีมจึงทดลองเสื้อผ้าสำหรับอยู่บ้าน Knitwear และสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ก่อนขยายภาพจาก Workwear ไปสู่ Lifestyle ที่กว้างขึ้น
ความน่าสนใจคือ เวลาพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน เราอาจต้องกลับมาถามใหม่ว่า เหตุผลจริงๆ ที่ลูกค้าเลือกแบรนด์ของเราคืออะไร?
ถ้าคำตอบกว้างกว่าสินค้าชิ้นเดิม โอกาสของธุรกิจก็อาจกว้างขึ้นตามไปด้วย
6. อย่ากลัวที่จะจ่ายแพงขึ้น ถ้ามันทำให้สินค้าดีขึ้น
อีกหนึ่งวิธีคิดที่น่าสนใจของ maison KEEPS คือเรื่องการเลือกโรงงานและควบคุมคุณภาพสินค้า โดยคุณจูนเล่าว่า แบรนด์ทำงานกับโรงงานหลายแห่ง และเลือกผู้ผลิตให้เหมาะกับมาตรฐานของสินค้าแต่ละประเภท
วิธีคิดของแบรนด์คือไม่ได้มองการกดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดเป็นเป้าหมายเดียว เพราะถ้าการจ่ายค่าผลิตเพิ่มขึ้นทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่ต้องการ แบรนด์ก็พร้อมจ่าย
เพราะเมื่อเราต้องการสร้าง Premium Brand ตัว Product เองก็ต้องมีคุณภาพที่รองรับ Positioning ของแบรนด์ได้ นี่จึงเป็นอีกโจทย์ของเจ้าของธุรกิจว่า การลดต้นทุนลงทุกจุดอาจช่วยเพิ่มกำไรระยะสั้น แต่เราต้องรู้ด้วยว่าจุดไหนคือคุณภาพที่แบรนด์ไม่ควรลดนั่นเอง
7. ออนไลน์พาธุรกิจโต แต่ออฟไลน์ช่วยสร้าง Trust และ Experience
maison KEEPS เติบโตมาจากช่องทางออนไลน์ แต่เมื่อธุรกิจขยายใหญ่ขึ้น แบรนด์ก็เริ่มขยับเข้าสู่โลก Offline มากขึ้น มีทั้งสื่อ OOH อย่าง Billboard และพื้นที่หน้าร้าน
คุณจูนเล่าว่า แม้แบรนด์จะขายออนไลน์ได้ดี แต่การรับรู้อาจยังอยู่ในกลุ่มจำกัด ขณะที่ลูกค้าบางส่วนที่เห็นแบรนด์ผ่านออนไลน์ อาจยังไม่แน่ใจว่าแบรนด์มีตัวตนจริงมากแค่ไหน
การมีพื้นที่ Offline จึงช่วยสร้าง Physical Presence ให้แบรนด์ พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เห็น Character, Material สี และรายละเอียดของสินค้าที่ช่องทางออนไลน์อาจให้ไม่ได้
สิ่งนี้นับเป็นอีกเทรนด์สำคัญ ที่หลายหลายแบรนด์ออนไลน์เริ่มทำเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคนี้ด้วย
8. ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรเปลี่ยน Side Business ให้เป็น Main Business
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่ KEEPS ยังเป็น Side Business และคุณจูนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางการทำงานประจำ
คุณจูนเล่าว่า ตอนที่ทำงานมี่ Bluebik ผู้บริหารของ Bluebik ในเวลานั้นเห็นเธอถือสินค้าและนำพัสดุไปส่งอยู่เสมอ รวมถึงเริ่มเห็นคนในออฟฟิศใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ จึงมองเห็นโอกาสของธุรกิจและเสนอเข้ามาลงทุนซึ่งในครั้งแรกคุณจูนปฏิเสธ เพราะตอนนั้นยังมอง KEEPS เป็น Side Business และต้องการไปทำงานในสาย Startup ต่อ
แต่หลังจากมีการพูดคุยอย่างจริงจังอีกครั้ง จึงเกิดการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะออกมาทำธุรกิจเต็มเวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ เวลาที่เคยมีให้ธุรกิจเฉพาะวันหยุด กลายเป็นการทำงานกับธุรกิจได้ทุกวัน Productivity จึงเพิ่มขึ้น และธุรกิจก็สามารถเดินหน้าได้เร็วขึ้น และเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
เมื่อมองทั้ง 8 บทเรียน สิ่งที่น่าสนใจในเส้นทางของ maison KEEPS คือการมีวิธีคิดสองแบบเดินคู่กัน หนึ่งคือ Move Like a Startup หรือการทดลองเร็ว เรียนรู้จากตลาด และปรับตัว สองคือ Build Like a Brand ใส่ใจคุณภาพ รายละเอียด ประสบการณ์ และความสม่ำเสมอให้มากที่สุด
สำหรับคนทำธุรกิจ maison KEEPS เป็นอีกตัวอย่างของการสร้างธุรกิจพร้อมๆ ไปกับการสร้างแบรนด์ เพราะยอดขายทำให้ธุรกิจใหญ่ขึ้น ส่วนประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในทุก Touchpoint จะค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่น ทำให้ลูกค้าจดจำ และมีโอกาสกลับมาซื้อซ้ำได้
จากเงินเริ่มต้น 1,000 บาทในวันนั้น จึงก้าวมาสู่รายได้เกือบ 300 ล้านบาทในวันนี้ และแน่นอนว่า maison KEEPS ไม่หยุดแค่นี้แน่นอน
