
เมื่อพูดถึงจีนในอดีต ภาพที่ปรากฏผ่านสายตาชาวโลก และเป็นสิ่งที่หลายคนนึกถึง มักผูกอยู่กับ Hard Power ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางการทหาร เศรษฐกิจและการค้า อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ และบทบาทของการเป็นโรงงานของโลก ภายใต้แนวคิด “Made in China” เป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบและผลิตสินค้าป้อนตลาดโลก ด้วยต้นทุนต่ำและราคาถูก!
แต่วันนี้ นอกจากความแข็งแกร่งด้าน Hard Power แล้ว อีกด้านหนึ่งจีนกำลังขยายอิทธิพลไปสู่ระดับโลก นั่นคือ การส่งออก “Soft Power” ยุคใหม่ ที่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรมจีนดั้งเดิมเท่านั้น หากแต่นำเสนอผ่านคอนเทนต์ ทั้งซีรีส์ยาว และซีรีส์สั้นแนวตั้ง, คาแรกเตอร์, แบรนด์และสินค้าไลฟ์สไตล์ในหลากหลายกลุ่ม จนกลายเป็นเทรนด์ระดับโลก และค่อยๆ เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก
บทความนี้พาไปสำรวจ Soft Power ของจีนยุคใหม่ ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งใน Growth Engine ระบบเศรษฐกิจจีน ด้วยการใช้คอนเทนต์อย่างซีรีส์ คาแรกเตอร์ แบรนด์ มาสร้างประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั่วโลกอยากดู อยากซื้อ อยากลอง และอยากแชร์

Soft Power คืออะไร และจีนอยู่อันดับใดในตลาดโลก ?
หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับ “Soft Power” มากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและขยายอิทธิพลไประดับนานาชาติ จากผลการจัดอันดับ Global Soft Power Index จัดทำโดย Brand Finance ในปี 2025 และปี 2026 Soft Power ของประเทศจีน สามารถก้าวขึ้นอยู่อันดับ 2 ของโลก ได้ 72.8 คะแนน และปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 73.5 คะแนน รองจากสหรัฐฯ ซึ่งได้ 74.9 คะแนน ลดลงจากปีก่อน 79.5 คะแนน
Brand Finance นิยาม Soft Power ว่าคือความสามารถของประเทศในการมีอิทธิพลต่อความชอบและพฤติกรรมของผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ในระดับเวทีระหว่างประเทศ เช่น รัฐ, บริษัท,ชุมชน, สาธารณชน ผ่านการดึงดูดและโน้มน้าวใจมากกว่าการบังคับ
สำหรับรายงานปี 2026 มาจากการสำรวจผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกกว่า 150,000 คนจาก 193 ประเทศที่เป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติ โดยคะแนนรวมเต็ม 100 คะแนน และจัดอันดับจาก 1 ถึง 193 โดยพิจารณาทั้ง 3 KPIs หลัก
- Familiarity คนทั่วโลกรู้จักหรือคุ้นเคยกับประเทศนั้นมากแค่ไหน
- Reputation ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือของประเทศ
- Influence ประเทศนั้นมีอิทธิพลต่อประเทศอื่นมากแค่ไหน
ประกอบเข้ากับ 8 เสาสำคัญของ Soft Power ได้แก่ Business & Trade, Governance, International Relations, Culture & Heritage, Media & Communication, Education & Science, People & Values และ Sustainable Future
Scott Chen, Managing Director China, Brand Finance อธิบายว่า การที่ Soft Power ของจีนอยู่ในฐานะผู้นำระดับโลก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการสะท้อนถึงความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่ผสานรากฐานอารยธรรมอันยาวนาน เข้ากับการพัฒนาที่ทันสมัย

“ซีรีส์จีน” (C-Series) ส่งออกอุตสาหกรรมความบันเทิงสู่ตลาดโลก
หนึ่งในอุตสาหกรรมที่สะท้อนพลัง Soft Power จีนได้ชัดที่สุดเวลานี้ คือ อุตสาหกรรมตวามบันเทิง โดยเฉพาะ “ซีรีส์จีน” หรือที่เรียกว่า C-Drama หรือ C-Series มีทั้งรูปแบบยาว และรูปแบบ Micro Drama กำลังขยายอิทธิพลจากตลาดในประเทศ ไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น
สำนักงานบริหารวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติของจีน (Chinese National Radio and Television Administration: NRTA) เคยรายงานรายได้จากการส่งออกซีรีส์จีนเพิ่มจาก 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2012 เป็น 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 โดยมีตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของ C-Drama
ประกอบกับการเติบโตของแพลตฟอร์ม OTT ทั้งของจีนเองอย่าง WeTV, iQIYI ต่างชูจุดแข็งคอนเทนต์จีนเป็นหลัก หรือแม้แต่แพลตฟอร์ม Streaming จากตะวันตก เช่น Netflix, Disney+ ได้เพิ่ม line up คอนเทนต์จีน โดยเฉพาะซีรีส์มากขึ้น เพื่อรับเทรนด์การเติบโตของ C-Drama
ในบรรดาซีรีส์จีนหลายประเภท พบว่า “ซีรีส์ย้อนยุค” เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้ชมต่างประเทศ

นอกจากนี้อีกดาวรุ่งที่มาแรง เรียกได้ว่าปฏิวัติวงการคอนเทนต์ความบันเทิงก็ว่าได้ คือ “Micro Drama” หรือซีรีส์ออนไลน์สั้น แต่ละตอนมีความยาวประมาณ 30 วินาที ถึง 5 นาที และออกแบบมาสำหรับการรับชมบนมือถือในรูปแบบแนวตั้ง เนื้อหาเป็นแบบต่อเนื่อง มีประมาณ 60 ถึง 100 ตอนต่อเรื่อง
NRTA ได้รายงานมูลค่าตลาด Micro Drama ปัจจุบันมีมูลค่าเกิน 100 พันล้านหยวน หรือราว 14.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าของตัวเลขในปี 2024
ขณะที่จำนวนซีรีส์สั้นที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว กว่า 33,000 เรื่อง เพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อนหน้า และมีผู้ชมเกือบ 700 ล้านคน!
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Micro Drama จีนเติบโตอย่างรวดเร็ว มาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็น
- ภาครัฐให้การสนับสนุน เพื่อใช้คอนเทนต์ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น และอุตสาหกรรมอื่นที่เชื่อมโยงกัน เช่น ภาคการท่องเที่ยว, อีคอมเมิร์ซ
- แรงส่งของแพลตฟอร์ม ทั้งแพลตฟอร์มใหญ่ และแอปพลิเคชันละครสั้นโดยเฉพาะ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2025 แอปฯ ซีรีส์สั้น มียอดดาวน์โหลดกว่า 270 ล้านครั้งทั่วโลก และจำนวนแอปฯ ซีรีส์สั้นก็เพิ่มขึ้นเป็น 237 แอปฯ
- ยอดผู้ชมเพิ่มขึ้น เห็นได้จากยอดดาวน์โหลดและจำวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นมากในอเมริกาเหนือ, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง
- การใช้เทคโนโลยี AI มาช่วยผลิตคอนเทนต์ได้เร็วขึ้น
พลังของ C-Drama ซีรีส์แบบยาว และ Micro Drama หรือซีรีส์สั้น ได้พลิกโฉมอุตสาหกรรมบันเทิงของจีนให้เปลี่ยนจากตลาดในประเทศ ขยายไปสู่ตลาดโลก กลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ใหม่ของ Soft Power และ Creative Economy ของจีนในระดับโลก

“Character IP Economy” ผ่านกรณีศึกษา “POP MART” จาก Art Toy สู่ Character IP
วันนี้แบรนด์จีนรุ่นใหม่เริ่มมีบทบาทในการจุดกระแส Pop Culture ผ่าน Character IP และสร้างความนิยมในตลาดโลก หนึ่งในกรณีศึกษาที่เห็นได้ชัดคือ “POP MART” แบรนด์ร้านอาร์ตทอยจากจีนที่สามารถสร้าง Art Toy Culture ไปทั่วโลกได้สำเร็จ ผ่านโมเดลกล่องสุ่ม, การทำงานร่วมกับศิลปินในการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์
ในมิติ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) คาแรกเตอร์หลายตัวไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสะสมเท่านั้น แต่ยังได้ต่อยอดเป็น “Character IP” ที่เชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพราะเมื่อคาแรกเตอร์ถูกพัฒนาให้มีความหมายและมีฐานแฟนคลับ มูลค่าจึงไม่ได้อยู่เฉพาะยอดขายในรูปแบบ Art Toy (อาร์ตทอย) เท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่ Licensing, Merchandising, Brand collaboration, Content และ Experience หลากหลายรูปแบบ
ข้อมูลจาก China-Britain Business Council คาดการณ์เศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม มีมูลค่าต่อปีสูงถึง 19.14 ล้านล้านหยวน หรือคิดเป็นมากกว่า 14% ของ GDP จีน ทำให้จีนเป็นหนึ่งในตลาดระดับโลกที่มีขนาดใหญ่

ผู้บริหาร POP MART กล่าวว่า กำลังใช้โมเดล Disney เพื่อเปลี่ยนความนิยมให้กลายเป็นความสำเร็จอย่างยั่งยืน โดยมีโอกาสอย่างมากที่จะต่อยอดคาแรกเตอร์ต่างๆ เช่น Labubu ไปสู่คอนเทนต์, ความบันเทิง, สวนสนุก และสินค้าอื่นๆ เช่นเดียวกับที่ Disney ทำทรัพย์สินทางปัญหาให้เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก
- Labubu หนึ่งในคาแรกเตอร์ที่ดังระดับโลก สร้างสรรค์โดย Kasing Lung ศิลปินและนักเขียวชาวฮ่องกงที่เติบโตในเนเธอร์แลนด์ ปรากฏในหนังสือภาพชุด The Monsters Trilogy ในปี 2015 ต่อมาในปี 2019 Lung ได้เซ็นสัญญาสิทธิ์กับ POP MART เพียงผู้เดียว
- เมื่อช่วงต้นปี POP MART ได้ประกาศความร่วมมือกับ Sony Pictures Entertainment เตรียมสร้างภาพยนตร์ Labubu ร่วมกัน โดยมี Kasing Lung เป็น Executive Producer ภาพยนตร์เรื่องนี้ นับก้าวสำคัญในการขยายฐานแฟนคลับของ POP MART และ Labubu จากของเล่นสะสมไปสู่สินค้าเพื่อความบันเทิงและวัฒนธรรมอื่นๆ

- POP MART มีศิลปินและนักออกแบบที่ร่วมงานด้วยจากทั่วโลกว่า 350 คน (ข้อมูล ณ ปี 2023) และยังร่วมมือกับสตูดิโอและแบรนด์ระดับโลกที่มีคาแรกเตอร์ดัง
- POP MART ได้เปิดสวนสนุก POP LAND แห่งแรกที่ปักกิ่ง ประเทศจีน พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร สร้างให้เป็นพื้นที่ให้แฟนคลับได้มาถ่ายรูปกับคาแรกเตอร์หลัก เช่น Molly, Dimoo, Twinkle Twinkle, Labubu
คาแรกเตอร์ถือเป็น Soft Power ยุคใหม่ของจีนก็ว่าได้ ที่ทำให้คนทั่วโลกอยากเป็นส่วนหนึ่งของเทรนด์นี้ ไม่ว่าจะรูปแบบ Art Toy สะสม พวงกุญแจห้อยกระเป๋า และเกิดเป็นคอมมูนิตี้คาแรกเตอร์ต่างๆ

ด้วยเทรนด์ความนิยมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของ POP MART ในปี 2025 เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 37.12 พันล้านหยวน จาก 13.04 พันล้านหยวน กำไรสุทธิ 12.78 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 308% จาก 3.13 พันล้านหยวนในปีก่อนหน้า
กรณีศึกษา POP MART และคาแรกเตอร์ ทำให้เห็นว่าจีนในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงประเทศผู้ผลิตสินค้าเท่านั้น แต่กำลังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ใน Creative Economy ระดับโลก โดยยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของตัวเองไปสู่ Character IP Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าและคุณค่าทางเศรษฐกิจได้มหาศาล

“Food & Beverage” จาก Local Brand สู่ Global Brand เรียนรู้ผ่าน CHAGEE – HEYTEA – MIXUE – Haidilao
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ทำให้ Soft Power ของจีนเข้าใกล้ผู้คนได้มากที่สุดและทรงพลัง คือ “Food & Beverage” ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มจากจีน ขยายตลาดจากในประเทศ ออกสู่ต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะมาปักหมุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย
- รายงานจาก Momentum Works บริษัทที่ปรึกษาจากสิงค์โปร์ รายงานว่ามีแบรนด์ Food & Beverage จากจีนมากกว่า 60 แบรนด์ มาเปิดสาขามากกว่า 6,100 สาขาทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยส่วนใหญ่เป็นการขยายสาขาของเชนใหญ่
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นของยักษ์ใหญ่ F&B จากจีนเดินหน้าขยายการลงทุนนอกประเทศ ยกตัวอย่างผ่าน 4 แบรนด์จีน ได้แก่ CHAGEE, HEYTEA, MIXUE และ Haidilao เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนบทบาทของ F&B ในฐานะ Soft Power จีนยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มชา อยู่ในวัฒนธรรมจีนและวิถีชีวิตชาวจีนมายาวนาน และหม้อไฟ เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมการกินร่วมกัน ซึ่งแบรนด์จีนได้นำวัฒนธรรมด้านอาหารการกินมา “ตีความใหม่” เพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้เข้ากับยุคสมัย สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคยุคใหม่ และพัฒนาเป็น Business Model ที่สามารถ scale up ในระดับโลกได้

CHAGEE หลอมรวม Traditional + Modern Chinese Tea
CHAGEE เกิดขึ้นในปี 2017 ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน ก่อตั้งโดย Junjie Zhang ต้องการนำเสนอ “เครื่องดื่มชาในรูปแบบร่วมสมัย” เนื่องจากมองเห็นว่าคนจีนยุคนี้ ทั้งวัยรุ่นและวัยทำงาน ไม่นิยมดื่มชาแบบ Traditional Tea แต่หันไปดื่มชานมและเครื่องดื่มอื่นๆ มากขึ้น
CHAGEE จึงต้องการสร้างประสบการณ์การดื่มชารูปแบบใหม่ ด้วยการผสานระหว่าง “กลิ่นอายของวัฒนธรรมชาดั้งเดิม” ที่ชงจากใบชาแท้ และชงสด เข้ากับการพัฒนา “รสชาติ” ให้เข้าถึงง่าย พร้อมทั้งวางภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมียม ตั้งแต่การออกแบบแพ็คเกจจิ้ง, ร้าน ไปจนถึงองค์ประกอบต่างๆ ควบคู่กับการให้บริการที่ตอบโจทย์ความสะดวก เพื่อสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่
หลังจากดำเนินธุรกิจมาได้เกือบทศวรรษ ในปี 2025 CHAGEE ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq สหรัฐฯ ถึงวันนี้มีสาขากว่า 7,338 ทั่วโลก ทั้งรูปแบบบริษัทลงทุนเอง และแฟรนไชส์ เน้นขยายฐานธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็น Strategic Market

HEYTEA แบรนด์ชาจีนยุคใหม่ที่คิดค้น “ชาชีส” ก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก
HEYTEA ถือกำเนิดขึ้นในปี 2012 โดย Nie Yunchen ชายหนุ่มวัย 20 ปี เปิดร้านชาเล็กๆ ในตรอก Jiangbianli เมืองเจียงเหมิน ประเทศจีน เวลานั้นใช้ชื่อร้านว่า “Royal Tea” เขามีมุมมองว่าจะทำให้ชาแบบดั้งเดิมดูทันสมัยขึ้นได้อย่างไร ? ประกอบกับสถานการณ์ตลาดเครื่องดื่มชาในจีนเวลานั้น มักใช้ครีมเทียมราคาถูก รสชาติและสีสังเคราะห์
Nie Yunchen จึงเริ่มต้นพัฒนาเครื่องดื่มชาที่ใช้ชาแท้ นมแท้ และส่วนผสมจากธรรมชาติ จนในที่สุดได้ออกมาเป็น “Cheese Tea” หรือชาชีส เมนูที่ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยม ซึ่ง Nie Yunchen มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ยุคชาสไตล์ใหม่” (New Style Tea Era)
ต่อมาเขาได้รีแบรนด์ชื่อจาก Royal Tea เป็น “HEYTEA” โดยยังคงยึดมั่น Brand DNA ของการใช้วัตถุดิบคุณภาพและส่วนผสมจากธรรมชาติ ในเวลาต่อมาได้พัฒนาเครื่องดื่มเมนูต่างๆ อีกมากมาย เช่น Cloud Mango, Grape Boom, Supreme Brown Sugar Bobo Milk Tea, Mulberry Strawberry Boom, Kale Boost Tea, Cloud Coconut Blue
ปัจจุบัน HEYTEA มีสาขาประมาณ 4,300 สาขาทั่วโลก โดยมี Store Format ทั้ง HEYTEA เป็นรูปแบบ standard เน้นให้บริการรวดเร็ว และลูกค้าที่สั่งแบบ Grab & Go, HEYTEA Lab เป็น flagship store ภายใต้แนวคิด Tea Laboratory มีเมนูครบทั้งเครื่องดื่มและของหวาน และ HEYTEA Bar บรรยากาศสบายๆ ให้บริการทั้งเครื่องดื่มและของหวาน

MIXUE เชนร้านไอศกรีม-เครื่องดื่มที่จำนวนสาขาแซงหน้า McDonald’s – Starbucks
MIXUE เป็นแบรนด์แฟรนไชส์ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชงสดรายใหญ่จากจีน ก่อตั้งโดย Zhang Hongchao โดยมีจุดเริ่มต้นจากร้านน้ำแข็งไสเล็กๆ ในปี 1997 ก่อนเริ่มธุรกิจใหม่ในชื่อ MIXUE BINGCHENG ในปี 2000 และพัฒนาสู่แบรนด์ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟและเครื่องดื่มที่วางตำแหน่งในตลาด Mass ด้วยราคาคุ้มค่า เข้าถึงง่าย
จุดแข็งของ MIXUE คือ โมเดลแฟรนไชส์ที่ผสานกับความแข็งแกร่งของระบบซัพพลายเชน โดยรายได้หลักมากกว่า 90% มาจาก ค่าวัตถุดิบและค่าอุปกรณ์ เช่น บรรจุภัณฑ์ และอุปกรณ์ต่างๆ ให้กับแฟรนไชส์ซี
ปัจจุบัน MIXUE กลายเป็นหนึ่งในเชนร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มรายใหญ่ระดับโลก มีสาขาประมาณ 45,000-46,000 แห่ง ทั้งในจีนและต่างประเทศ จำนวนสาขาแซงหน้า McDonald’s และ Starbucks ไปแล้ว
นอกจากแบรนด์ร้านไอศกรีมและเครื่องดื่มชงสดแล้ว ภายใต้อาณาจักร MIXUE Group ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ยังได้ขยาย Business Portfolio ไปสู่ตลาดร้านกาแฟ ภายใต้แบรนด์ “Lucky Cup” ปัจจุบันมีมากกว่า 10,000 สาขา โดยยังคงใช้ DNA เดียวกับ MIXUE คือ เจาะตลาด Mass ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย และขยายธุรกิจผ่านระบบแฟรนไชส์ ปัจจุบัน Lucky Cup ได้เข้ามาปักหมุดในตลาดไทยแล้ว และเดินหน้าขยายสาขาผ่านโมเดลแฟรนไชส์
MIXUE เป็นตัวอย่างแบรนด์จีนที่ใช้ทั้ง Mass Affordability และ Accessibility ทำให้เป็นแบรนด์เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์สะดวก และอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านการขยาย Network สาขา, ราคา, สินค้า ตลอดจนการครีเอทคาแรกเตอร์แบรนด์

Haidilao ยกระดับ Dining Experience หม้อไฟจีนด้วย “บริการ”
แม้ไม่ได้เป็นแบรนด์ร้านอาหารน้องใหม่ แต่เมื่อเอ่ยชื่อ “Haidilao” เชื่อว่าหลายคนรู้จักและให้การยอมรับด้านคุณภาพ ทั้งอาหารและการให้บริการ
ย้อนหกลับไปในปี 1994 Haidilao ได้เร่ิมต้นขึ้นที่เมือง Jianyang มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เติบโตจากร้านหม้อไฟท้องถิ่น สู่การเป็นเชนระดับประเทศ ก่อนจะขยายไปต่างประเทศ
หนึ่งในจุดแข็งที่ทำให้ Haidilao เป็นร้านหม้อไฟที่ทำให้ลูกค้าบอกต่อ และกลับมาใช้บริการซ้ำ คือ “การบริการลูกค้า” เป็นรากฐานของแบรนด์ และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง จนกลายเป็น “เอกลักษณ์” มาถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริการระหว่างรอคิว จะมีกิจกรรมต่างๆ ให้กับลูกค้า เช่น ทำเล็บ, มีขนม-เครื่องดื่มให้บริการ ไปจนถึงบริการที่โต๊ะ เช่น เตรียมผ้ากันเปื้อนให้ลูกค้า, มีพนักงานให้บริการ รวมถึงการสร้างความเพลิดเพลินระหว่างมื้ออาหารผ่านการแสดง เช่น การแสดงยืดเส้นหมี่ และการแสดงเปลี่ยนหน้ากาก เป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่ของจีน มาใช้สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า

เบื้องหลังการให้บริการที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ Haidilao มาจากปรัชญาการบริหารที่ให้ความสำคัญกับ “คน” โดยแบรนด์สนับสนุนให้พนักงานมีอิสระในการให้บริการที่ดีขึ้น และสนับสนุนให้พนักงานนำเสนอไอเดียของตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าให้ดีขึ้น เช่น เป็นแบรนด์ร้านอาหารรายใหญ่รายแรก ๆ ในจีนที่นำ Tablet มาใช้
ปัจจุบัน Haidilao มีสาขามากกว่า 1,700 สาขา ครอบคลุมทั้งในจีนและต่างประเทศ จากเส้นทางการเติบโตของร้านหม้อไฟท้องถิ่น ถึงวันนี้ Haidilao ได้ยกระดับ Dining Experience หม้อไฟจีนให้เป็นที่ยอมรับในตลาดโลกได้สำเร็จ

จากกรณีศึกษาของแบรนด์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ข้างต้น บ่งบอกถึงสิ่งที่จีนกำลังทำ คือ การส่งออก “ประสบการณ์ความเป็นจีน” ในรูปแบบที่ดูได้ ซื้อได้ กินได้ ดื่มได้ สะสมได้ แชร์ได้ และเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
นี่เป็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่จีนยุคใหม่ที่สร้างคอนเทนต์ คาแรกเตอร์ แบรนด์ และประสบการณ์ที่มีความหมายทางวัฒนธรรมและมูลค่าทางเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน และที่สำคัญ China Soft Power เป็นหนึ่งในเครื่องมือการแข่งขันของประเทศ แบรนด์ และธุรกิจจีนในตลาดโลก
Source:
- Brand Finance 1, 2
- China Daily 1, 2
- International Trade Administration (ITA)
- Reuters 1, 2
- CHAGEE
- HEYTEA
- MIXUE
- Forbes
- BigGo Finance
- Haidilao

