KAMU KAMU แตกแบรนด์ใหม่ “Yothé” ปั้นตลาด Tea Meets Yogurt หลังเมนูโยเกิร์ตขายทะลุ 5 แสนแก้วใน 5 เดือน


เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือก “เครื่องดื่มอะไร” แต่ให้ความสำคัญกับรสชาติ ความแปลกใหม่ และการเลือกส่วนผสมในแบบที่ตรงกับตัวเองมากขึ้น KAMU KAMU จึงมองเห็นโอกาสในการต่อยอดจากเมนูที่ได้รับการตอบรับในตลาด สู่การสร้างแบรนด์ใหม่อย่าง “Yothé” (โย-เท่) พร้อมวางตำแหน่งเป็นเครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชา ภายใต้แนวคิด “Tea Meets Yogurt”

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง KAMU KAMU พบสัญญาณจากยอดขายเมนูโยเกิร์ตที่ทะลุ 500,000 แก้วภายใน 5 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกรกฎาคม 2569 โดยบริษัทมองว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมของเมนูหนึ่งรายการ แต่เป็นอินไซต์ว่าผู้บริโภคเปิดรับรูปแบบและรสชาติของเครื่องดื่มที่แตกต่างจากเดิมมากขึ้น

จากโจทย์ดังกล่าว KAMU KAMU จึงนำจุดแข็งที่มีอยู่เดิมอย่างความเชี่ยวชาญด้านชากว่า 15 ปี มาจับคู่กับความสนใจของผู้บริโภคที่มีต่อโยเกิร์ต ก่อนพัฒนาเป็น Yothé ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นแบรนด์เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมชาเจ้าแรกในไทย และต้องการสร้าง New Category ในตลาดเครื่องดื่มขึ้นมา

เมื่ออินไซต์จากเมนูเดิม กลายเป็นโอกาสสร้างแบรนด์ใหม่

นายทินกฤต สินทัตตโสภณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คามุ คามุ จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของ KAMU KAMU ไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเมนูชาใหม่ แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญที่มีไปต่อยอดสร้างสิ่งใหม่ให้กับผู้บริโภค

โดยหนึ่งในสัญญาณสำคัญคือยอดขายเมนูโยเกิร์ตที่ทะลุ 500,000 แก้วในเวลา 5 เดือน ซึ่งทำให้บริษัทเห็นโอกาสในการนำ “โยเกิร์ต” และ “ชา” มาผสานกัน

แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นที่มาของ “Tea Meets Yogurt” โดย Yothé ต้องการให้คาแรกเตอร์ของชายังคงชัดเจน ขณะเดียวกันก็รักษาความนุ่มละมุนของโยเกิร์ตไว้ในแก้วเดียว ไม่ใช่เพียงการนำโยเกิร์ตมาเติมกลิ่นชา แต่เป็นการออกแบบรสชาติให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่

ชื่อ Yothé เองมาจากคำว่า YOGURT + THÉ ซึ่ง “THÉ” ในภาษาฝรั่งเศสหมายถึงชา สะท้อนแนวคิดของแบรนด์ที่นำสองสิ่งคุ้นเคยมาผสมกันในรูปแบบใหม่

จาก “เครื่องดื่ม” สู่พื้นที่ให้ผู้บริโภคออกแบบแก้วของตัวเอง

อีกหนึ่งโจทย์ของ Yothé คือการทำให้ประสบการณ์ไม่ได้จบอยู่ที่การเลือกเมนู แต่เปิดให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมกับเครื่องดื่มมากขึ้น ผ่านระบบ DIY & Customize ที่สามารถ Mix & Match ท็อปปิ้งกว่า 22 รายการ เพื่อสร้างเครื่องดื่มที่ตรงกับรสนิยมของตัวเอง

กลยุทธ์นี้ทำให้ Yothé วางตัวเองอยู่บนพฤติกรรมการบริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “การเลือก” มากขึ้น เพราะรสนิยมของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน และเครื่องดื่มหนึ่งแก้วสามารถกลายเป็นพื้นที่สำหรับทดลองและสร้างเมนูในแบบของตัวเองได้

ด้านวัตถุดิบ แบรนด์นำความเชี่ยวชาญด้านชาของ KAMU KAMU มาจับคู่กับโยเกิร์ตคุณภาพจากญี่ปุ่น เพื่อรักษาสมดุลระหว่างคาแรกเตอร์ของชาและความนุ่มของโยเกิร์ต พร้อมกำหนดราคาเริ่มต้นที่ 69 บาท เพื่อให้สินค้าเข้าถึงง่ายและสามารถเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันได้

นอกจากตัวสินค้า Yothé ยังสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ผ่านโทนสีแดง-ขาว และ “Yoshi” แมวประจำแบรนด์ ซึ่งจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Brand Touch Point ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงกิจกรรมทางการตลาด

เปิดสาขาแรกที่ Emsphere พร้อมเป้า 100 สาขาใน 5 ปี

Yothé จะเปิดให้บริการสาขาแรกที่ Emsphere ชั้น G ในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ด้วยราคาเริ่มต้น 69 บาท พร้อมเปิดตัว Yothé Signature จำนวน 9 เมนู ได้แก่ Tomato Yoshi, Mango Mojo, Collaberry, Blue Sly & Green Tea, Kale Mango, Biscoff Volcano, Black Mountain, Chocona Nutter และ Momo Matcha
สำหรับแผนธุรกิจระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าขยาย Yothé เพิ่มอีก 100 สาขาภายใน 5 ปี โดยต้องการค่อย ๆ สร้างพื้นที่ของ “Tea Meets Yogurt” ให้กลายเป็นอีกหนึ่งตลาดในธุรกิจเครื่องดื่มไทย

KeyTake สำหรับนักการตลาด 

สิ่งที่น่าสนใจของ Yothé จึงไม่ได้อยู่แค่การนำ “ชา + โยเกิร์ต” มาทำเป็นเมนูใหม่ แต่คือวิธีที่ KAMU KAMU ใช้ ยอดขายจากสินค้าเดิมเป็นสัญญาณในการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ แทนที่จะพัฒนาเมนูจากความคิดสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว ตัวเลข 5 แสนแก้วใน 5 เดือนถูกนำมาอ่านเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค ก่อนต่อยอดไปสู่การสร้างแบรนด์และ Category ใหม่

อีกจุดที่ต้องจับตาคือการแยก Yothé ออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ แทนการเพิ่มเมนูโยเกิร์ตเข้าไปใน KAMU KAMU โดยตรง เพราะช่วยให้บริษัทสามารถสร้าง Positioning ที่แตกต่าง และทดลองตลาดใหม่โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับภาพจำของแบรนด์ชาเดิมทั้งหมด ขณะที่การวางราคาเริ่มต้น 69 บาท และระบบ Customize กว่า 22 ท็อปปิ้ง ก็เข้ามาช่วยลดระยะห่างระหว่าง “สินค้ากลุ่มใหม่” กับการตัดสินใจซื้อในชีวิตประจำวัน

จากนี้โจทย์สำคัญของ Yothé จึงอยู่ที่การทำให้ “Tea Meets Yogurt” ไม่ได้เป็นเพียงคำอธิบายของเมนู แต่สามารถพัฒนาเป็น Category ที่ผู้บริโภคจดจำและนึกถึงได้จริง หากทำได้สำเร็จ การแตกแบรนด์ครั้งนี้ก็อาจเป็นอีกกรณีศึกษาของการเปลี่ยน Consumer Insight จากเมนูหนึ่งรายการ ให้กลายเป็น New Business Opportunity ของแบรนด์เครื่องดื่มได้


pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ Marketing นั้น So Sexy and Cool!