งานก็ต้องทำ พ่อแม่ก็ต้องดูแล เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มจ่ายเงินให้คนอื่น “ดูแลแทน” บนแนวคิด Stand-in Economy


ที่ผ่านมาเราอาจเคยเห็นพฤติกรรมการต่อคิวที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่ต้องมาจองคิวแล้วยืนรอจนไปถึงการจ้างให้มายืนรอคิวแทน ปัจจุบันพฤติกรรมการจ้างคนมาทำอะไรแทนกำลังลุกลามกว้างมากขึ้น จนถึงระดับที่ต้องจ้างให้ไปเยี่ยมพ่อแม่ที่เจ็บป่วยหรืออยู่ห่างไกลกันแล้วเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า “Stand-in Economy” ที่ทำให้ภารกิจเล็กๆ ในชีวิตประจำวันกลายเป็นบริการที่ซื้อขายกันได้ แต่พฤติกรรมเหล่านี้จะเห็นได้ชัดเจนมากๆ ในผู้บริโภคชาวจีน

คำถามตัวโตๆ แล้วถ้าคนไทยจะมีพฤติกรรมแบบนี้ด้วยหรือไม่ แล้วธุรกิจไทยจะต้องปรับตัวอย่างไรเมื่อผู้บริโภคมีเงินจ่ายแต่มีเวลาไม่พอใช้

 

Key Takeaways

  • Stand-in Economy ช่วยเปลี่ยนงานประจำวันและภาระทางใจให้เป็นบริการเฉพาะบุคคลที่มีราคาและเวลาชัดเจน
  • เวลาจำกัด ความเหนื่อยล้า และความจำเป็นในการดูแลคนในครอบครัวที่อยู่ห่างกันคือแรงขับสำคัญที่ทำให้ Stand-in Economy เติบโต
  • โอกาสในไทยอยู่ที่บริการช่วยจัดการชีวิตแต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าตลาดไทยจะเติบโตตามจีนในอัตราเดียวกันหรือไม่
  • ธุรกิจบริการควรเริ่มจากงานที่ขอบเขตงานที่ชัดเจนวัดคุณภาพได้ และมีระบบคัดกรองผู้ให้บริการ
  • ความเชื่อมั่น ความเป็นส่วนตัว และความรับผิดชอบจะช่วยตัดสินใจว่า On-demand Service จะเกิดซ้ำได้หรือไม่

 

เงินใช้แก้ปัญหาเมื่อเวลาส่วนตัวมีราคา

จากรายงานของ South China Morning Post ที่ระบุว่า ผู้บริโภคจีนที่จ่ายเงินให้คนอื่นทำกิจกรรมแทน ตั้งแต่งานบ้าน การรับพัสดุ การต่อคิวร้านดัง ไปจนถึงการไปเยี่ยมผู้ป่วยและพูดคุยกับผู้สูงอายุ ผู้ให้บริการบางรายยังรับงานประกอบตัวต่อ LEGO ซึ่งมีค่าบริการราว 200–1,000 หยวนต่อครั้งตามความซับซ้อนของงาน ขณะที่การต่อคิวร้านอาหารมีราคาที่รายงานประมาณ 10–30 หยวน

งานก็ต้องทำ พ่อแม่ก็ต้องดูแล เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มจ่ายเงินให้คนอื่น “ดูแลแทน”

กรณีของหญิงจีนในเมืองหางโจว ที่เริ่มจากการรับทิ้งขยะให้เพื่อนบ้านครั้งละ 3 หยวน หรือเป็นแพ็กเกจรายเดือน 99 หยวนต่อเดือน ก่อนขยายไปสู่รับพัสดุและให้อาหารแมวช่วงวันหยุด ขณะที่เซินเจิ้นมีตัวอย่างผู้ให้บริการเยี่ยมผู้สูงอายุเป็นเวลา 2 ชั่วโมงพร้อมทำอาหารและพูดคุยในราคา 300 หยวนต่อครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือแต่ละงานมีความยากแตกต่างกันมาก แต่ถูกนำมาเสนอโดยระบุภารกิจ กำหนดเวลา และจ่ายค่าตอบแทนให้คนที่พร้อมทำ

พฤติกรรมนี้กำลังบอกว่า ความสะดวกกำลังถูกนิยามใหม่ ผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มประเมินต้นทุนชีวิตจากเวลาที่ต้องเสียไป ความเหนื่อยที่ต้องแบกรับ และความกังวลว่าจะจัดการงานไม่ทัน การจ่ายเงินจึงกลายเป็นวิธีซื้อเวลาคืนให้ตัวเอง แม้บริหารนี้จะช่วยซื้อเวลาคืนได้ แต่ก็ยังมีความขัดแย้งเล็กๆ เพราะคนที่จ้างให้คนอื่นไปเยี่ยมพ่อแม่แทน ยังแสดงถึงความห่วงใยพ่อแม่มาก เพียงแต่ระยะทางและตารางงานทำให้ไม่สามารถไปด้วยตัวเองไม่ได้

ทำไมยอมจ่ายเพื่อให้อีกคนรับภาระชีวิต

Convenience Economy หรือการที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อความสะดวก เป็นแนวคิดที่ช่วยอธิบายกระแสนี้ได้ แต่บริการรับจ้างทำแทนก้าวลึกไปอีกระดับ เพราะผู้ให้บริการเข้าไปจัดการงานที่เคยอยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบส่วนตัว เช่น เตรียมอาหารให้สมาชิกครอบครัว ดูแลสัตว์เลี้ยง หรือการอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยกับผู้สูงอายุที่เป็นพ่อแม่ เมื่อภารกิจนั้นเกิดซ้ำและกินเวลามาก อาจมีโอกาสเปลี่ยนจากการซื้อเป็นครั้งคราวมาเป็นการใช้บริการประจำ

แรงจูงใจที่สามารถวิเคราะห์ได้น่าจะมีอย่างน้อย 3 เรื่องหลักแบ่งเป็น

  • “ประหยัดเวลา” เช่น จ้างคนต่อคิวแทนโดยไม่ต้องเสียช่วงเวลาในการพักผ่อน
  • “ประหยัดความคิด” เช่น จ้างคนจัดการงานยิบย่อยหลายรายการในวันเดียว โดยไม่ต้องเสียเวลาวางแผน
  • “การคลายความกังวล” เช่น ต้องการให้แน่ใจว่า มีคนไปพูดคุยกับพ่อแม่และรับฟังในวันที่ตัวเองไม่สามารถเดินทางไปหาได้

แรงจูงใจทั้ง 3 เรื่องทำให้บริการเหล่านี้แตกต่างจากบริการส่งของทั่วไป เพราะความพึงพอใจวัดจากความรู้สึกปลอดภัยและความสัมพันธ์ด้วย

ธุรกิจนี้จึงควรต้องสำรวจภารกิจที่ผู้บริโภคต้องการให้ดีอย่างรอบคอบ คนที่จ้างคนทำอาหารอาจต้องการอาหารที่ตรงเวลาและเหมาะกับสมาชิกในบ้าน คนที่จ้างพาไปโรงพยาบาลอาจต้องการผู้ช่วยประสานงานและรายงานความคืบหน้า ความแตกต่างของภารกิจทำให้ไม่สามารถนำเสนอบริการแบบแพ็กเกจเดียวทำทุกอย่างหมด ขณะที่การวางราคาโดยนับชั่วโมงเพียงอย่างเดียว อาจไม่ครอบคลุมความรับผิดชอบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมา

โอกาสอยู่ที่ช่องว่างของครอบครัวและเมือง

แม้ว่าเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคนี้จะเกิดขึ้นที่จีน แต่ประเทศไทยก็มีความเป็นไปได้ของธุรกิจ Stand-in Economy โดยเฉพาะเมื่อไทยเข้าสู่ Aging Society อย่างสมบูรณ์แบบ โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุในรายงาน Statistical Yearbook Thailand 2025 ว่า ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น 20.8% ของประชากรตามทะเบียนในปี 2024 และคิดเป็น 17.8% ในปี 2020 สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้บริการดูแลผู้สูงอายุกลายเป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น

งานก็ต้องทำ พ่อแม่ก็ต้องดูแล เมื่อคนรุ่นใหม่เริ่มจ่ายเงินให้คนอื่น “ดูแลแทน”

เมื่อพ่อแม่ป่วยหรืออยู่ต่างจังหวัด สิ่งที่ต้องการอาจเป็นคนช่วยซื้อของ พาไปทำธุระ ตรวจดูสภาพบ้าน หรือรายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว บริการเหล่านี้อาจรวมไปถึงงานส่งของทั่วไปกับการดูแลทางการแพทย์โดยผู้เชี่ยวชาญ ช่องว่างดังกล่าวอาจเป็นโอกาสของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่เน้นการช่วยเหลือกิจวัตรและการประสานงานอย่างมีมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น

ผู้ประกอบการธุรกิจจึงควรใส่ใจในการให้บริการโดยเริ่มจากปัญหาที่เกิดกับผู้สูงอายุและปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกหลานในการดูแลผู้สูงอายุ เช่น ผู้สูงอายุเป็นผู้ป่วยจิตเวช ผู้สูงอายุนอนติดเตียง หรือไม่มีเวลาไปดูแลผู้สูงอายุ โดยผู้ประกอบการควรตรวจสอบเวชระเบียนหรือประสานงานกับโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบข้อมูลทางการแพทย์ และกำหนดรูปแบบการให้บริการเช่น รับยา ช่วยประสานการเดินทางไปนัดหมาย

ความไว้ใจคือสินค้าเมื่อต้องเข้าไปถึงครอบครัว

จากข้อมูลของ South China Morning Post ระบุว่า บริการรับจ้างทำแทนลงลึกถึงการเข้าไปให้บริการในบ้าน หมายความว่าผู้บริโภคต้องให้กุญแจหรือรหัสสำหรับเข้าไปในบ้าน รวมไปถึงข้อมูลสำคัญอย่างข้อมูลสุขภาพ ตารางการเดินทาง หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ผู้บริโภคเลิกใช้บริการทันที

ธุรกิจจึงควรให้ความสำคัญกับการออกแบบ Trust Infrastructure หรือระบบสร้างความไว้วางใจตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนและตรวจสอบคุณสมบัติผู้ให้บริการตามความเสี่ยงของงาน ระบบนัดหมายและบันทึกขอบเขตงาน ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน การยืนยันเริ่มและจบภารกิจ ตลอดจนขั้นตอนชดเชยหรือจัดการข้อร้องเรียนที่เข้าใจง่าย ธุรกิจยังต้องให้ความสำคัญกับความยินยอมของผู้บริโภคโดยตรง และต้องไม่ตัดสินใจแทนผู้บริโภคทุกเรื่อง

การจัดการข้อมูลต้องใช้หลักเก็บเท่าที่จำเป็นและกำหนดผู้มีสิทธิเข้าถึงให้ชัดเจนเช่น ภาพถ่ายในบ้าน รายงานการเยี่ยม หรือข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวต่อความเป็นส่วนตัว ควรตรวจสอบข้อกำหนดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง PDPA และกฎวิชาชีพเมื่อกิจกรรมเข้าใกล้การดูแลสุขภาพ ข้อเสนอเชิงกลยุทธ์นี้เป็นกรอบเตรียมความพร้อม ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายสำหรับบริการทุกประเภท

ธุรกิจที่เข้าใจภาระจะเห็นความต้องการ

Stand-in Economy ทำให้เห็นว่าผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มยอมจ่ายเพื่อให้เรื่องที่ค้างอยู่ในชีวิตได้รับการจัดการ ความต้องการนี้มีทั้งมิติของเวลา ความสะดวก และความห่วงใยคนใกล้ตัว สำหรับไทย สังคมสูงวัยเป็นหนึ่งในแรงกดดันที่ควรจับตา แต่ผู้ประกอบการต้องพิสูจน์ความต้องการจริงเป็นรายบริการ อาจเริ่มจากภารกิจเล็กๆ ที่แก้ปัญหาได้ เน้นความปลอดภัย และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างคนไว้ในทุกขั้นตอน

 

คำถามเกี่ยวกับ Stand-in Economy

Stand-in Economy คืออะไร?

รูปแบบเศรษฐกิจบริการที่ผู้บริโภคจ่ายเงินให้บุคคลอื่นทำภารกิจในชีวิตแทน เช่น ต่อคิว รับพัสดุ ทำอาหาร หรือเยี่ยมผู้สูงอายุ โดยขอบเขตงานและค่าตอบแทนแตกต่างกัน

เทรนด์ผู้บริโภคจีนนี้เกิดจากอะไร?

ปัจจัยที่รายงานข่าวชี้ให้เห็นคือข้อจำกัดด้านเวลา ความต้องการความสะดวก และการจัดการภาระชีวิต อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลสำรวจระดับประเทศในแหล่งข่าวที่ใช้เพื่อระบุน้ำหนักของแต่ละปัจจัย

Stand-in Economy มีโอกาสเกิดในไทยหรือไม่?

มีความเป็นไปได้ในบางบริการ โดยเฉพาะงานประจำวันและการช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ต้องทดสอบกำลังซื้อ ความไว้วางใจ และความต้องการซื้อซ้ำในบริบทไทยก่อน

ธุรกิจประเภทใดน่าจะได้ประโยชน์?

ธุรกิจบริการในชุมชน แพลตฟอร์ม On-demand Service ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ ร้านค้าปลีก และผู้ให้บริการที่มีเครือข่ายแรงงานหรือระบบนัดหมาย สามารถทดลองโมเดลที่เหมาะกับตนเองได้

ธุรกิจควรเริ่มเตรียมตัวอย่างไร?

เลือกงานที่มีขอบเขตชัด ทดลองในพื้นที่จำกัด สร้างระบบคัดกรองและร้องเรียน วัดอัตราใช้ซ้ำและต้นทุนต่อภารกิจ ก่อนขยายไปสู่บริการที่มีความเสี่ยงสูงกว่า

 

Source: SCMP


Gigolo
เมื่อเทคโนโลยีอยู่ใกล้กับชีวิตทุกคน มารู้เท่าทันเทคโนโลยีเพื่อใช้มัน แต่อย่าให้เทคโนโลยีมันใช้เรา