
ไก่ทอดสูตรเดิมกำลังจะเสิร์ฟคู่กับเครื่องดื่มจากพันธมิตรรายใหม่ เมื่อ KFC สหรัฐฯ ตัดสินใจเปลี่ยนจาก PepsiCo มาเป็น Coca-Cola ปิดฉากความร่วมมือที่ดำเนินมาเกือบ 40 ปี และเปิดคำถามทางธุรกิจว่า เครื่องดื่มจะมีบทบาทแค่ไหนกับการพาลูกค้ากลับเข้าร้าน
KFC และ Coca-Cola ประกาศความร่วมมือเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 โดยจะเริ่มเปลี่ยนเครื่องดื่มในเดือนมกราคม 2027 และคาดว่าจะครอบคลุมร้านทั่วสหรัฐฯ ภายในฤดูใบไม้ผลิปีเดียวกัน ตามประกาศของ Coca-Cola ซึ่งระบุจำนวนร้านไว้ประมาณ 3,600 แห่ง
สำหรับการแข่งขันระหว่างสองยักษ์น้ำดำ การได้พื้นที่ในร้านอาหารหลายพันสาขาถือเป็นชัยชนะที่มีความหมาย ยิ่งเมื่อร้านนั้นคือ KFC ซึ่งมีประวัติผูกพันกับ PepsiCo มายาวนาน ดีลนี้จึงถูกจับตาทั้งในฐานะการชิงช่องทางขาย และการเปลี่ยนพันธมิตรของแบรนด์ร้านอาหารที่กำลังพยายามสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้บริโภคเลือกเข้าร้าน
จากอดีตเจ้าของ สู่พันธมิตรที่ต้องแยกทางในตลาดสหรัฐฯ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทลึกกว่าการซื้อขายเครื่องดื่ม เพราะ PepsiCo เคยเป็นเจ้าของ KFC ก่อนแยกธุรกิจร้านอาหารออกไปในปี 1997 หลังจากนั้นความร่วมมือด้านเครื่องดื่มยังดำเนินต่อมาอีกหลายทศวรรษ กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยยังไม่มีการเปิดเผยมูลค่าหรือรายละเอียดทางการเงินของสัญญาใหม่
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนพันธมิตรครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะ KFC สหรัฐฯ ส่วน PepsiCo ระบุว่ายังคงต่อสัญญาความร่วมมือกับ KFC International และ Taco Bell จึงไม่ควรตีความว่า KFC ทั่วโลกจะเปลี่ยนเครื่องดื่มตามกันทั้งหมด
KFC ต้องการอะไรจากเครื่องดื่มแก้วใหม่
คำอธิบายของ KFC ให้น้ำหนักกับอนาคตของร้านและประสบการณ์ลูกค้า โดย Catherine Tan-Gillespie ประธาน KFC สหรัฐฯ ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นอีกก้าวของการพัฒนาแบรนด์ เสริมความแข็งแกร่งให้ร้านอาหาร และสร้างประสบการณ์ที่สอดคล้องกับลูกค้าในปัจจุบัน
ด้าน Coca-Cola ชูความหลากหลายของพอร์ตเครื่องดื่ม ความสามารถด้านนวัตกรรม และระบบสนับสนุน เป็นองค์ประกอบที่จะนำมาทำงานร่วมกับอาหารและรสชาติของ KFC
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังต่อพันธมิตรเครื่องดื่มที่กว้างกว่าการจัดส่งสินค้า แต่ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอจะสรุปว่า ปัจจัยใดเป็นตัวตัดสินให้ Coca-Cola เข้ามาเสียบแทน PepsiCo ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราคา เงื่อนไขสัญญา หรือแผนการตลาด กันแน่?
เครื่องดื่มเริ่มมีพื้นที่ของตัวเองในแผนธุรกิจ KFC
ก่อนประกาศจับมือ Coca-Cola ทาง KFC ได้ขยับธุรกิจเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยเดือนมิถุนายน 2026 บริษัทเปิดตัวทิศทางแบรนด์ระดับโลก ซึ่งรวมถึง KWENCH by KFC แพลตฟอร์มเครื่องดื่มที่มีทั้ง Boba Refreshers, Krunch Shakes, Sparkling Lemonades และกาแฟเย็น พร้อมแผนขยายจากการทดลองสู่เมนูถาวรในออสเตรเลียและแคนาดาภายในปีนี้
ต่อมาในเดือนกันยายน KFC เปิดร้านต้นแบบ Open House ที่เมืองแมคคินนีย์ รัฐเท็กซัส เพื่อทดลองประสบการณ์ร้านอาหารรูปแบบใหม่ ทั้งเมนู ช่วงเวลาการขาย และบริการ โดยนำเครื่องดื่มอย่างเลมอนเนด Boba Refreshers และ Krunch Shakes เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอให้ลูกค้ามีเหตุผลใหม่ในการแวะร้าน
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ช่วยให้เห็นบริบทของดีลล่าสุดชัดขึ้นว่า KFC กำลังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ลูกค้าจะสั่งเพิ่มจากอาหารจานหลัก และทดลองว่าร้านไก่ทอดสามารถเข้าไปอยู่ในโอกาสการบริโภคอื่นได้อีกมากเพียงใด อย่างไรก็ดี ยังไม่มีประกาศว่าเมนูภายใต้ KWENCH จะถูกนำเข้าไปอยู่ในดีล Coca-Cola สหรัฐฯ อย่างไร
สื่อร้านอาหารมองว่า KFC กำลังเลือกพันธมิตรที่จะช่วยทำตลาดและพัฒนาเมนู
Valerie Gritton บรรณาธิการ Pizza Marketplace เขียนบทวิเคราะห์บน QSR Web ว่า ดีลนี้ควรถูกมองในบริบทการฟื้นธุรกิจ KFC สหรัฐฯ โดยพันธมิตรเครื่องดื่มสามารถช่วยได้ทั้งเมนูใหม่ ชุดอาหาร แคมเปญการตลาด และโปรโมชั่นดึงลูกค้าเข้าร้าน เธอมองว่าข้อตกลงเครื่องดื่มมีบทบาทเป็นเครื่องมือทางกลยุทธ์ของร้านอาหารมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ผู้เขียนไม่ได้มีข้อมูลยืนยันว่า PepsiCo ทำสิ่งเหล่านี้ให้ไม่ได้ หรือ Coca-Cola เสนอเงื่อนไขที่ดีกว่าอย่างไร
นักวิเคราะห์ TD Cowen ชี้ความต่างด้านการลงทุนของ Coke กับ Pepsi
ด้าน Robert Moskow นักวิเคราะห์จาก TD Cowen เขามอง Coca-Cola และ Keurig Dr Pepper ลงทุนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเครื่องดื่มสหรัฐฯ อย่างหนักและต่อเนื่องกว่า ขณะที่ PepsiCo มักให้น้ำหนักกับการลดต้นทุนและขยายอัตรากำไร เขายังอ้างข้อมูลค้าปลีกของบริษัทว่า สองปีที่ผ่านมา Coca-Cola ได้ส่วนแบ่งตลาดน้ำอัดลมเพิ่ม ส่วน Pepsi เสียส่วนแบ่งไปมากกว่า
ดังั้น การตั้งประเด็นวิเคราะห์นี้ให้น้ำหนักขึ้นว่า ในจังหวะที่ KFC ต้องการเร่งฟื้นธุรกิจ แนวทางลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตของพันธมิตรอาจมีความสำคัญเพียงใด
Reuters รายงานมุมด้านความกังวลใหญ่คือการสูญเสียโอกาสที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสแบรนด์และผลต่อการรับรู้ของสาธารณชน พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อลูกค้าเก่าแก่ยอมเปลี่ยนค่าย บัญชีลูกค้ารายอื่นที่เคยดูเหมือนคู่แข่งเข้าไปแย่งไม่ได้ จะเปิดให้แข่งขันมากขึ้นหรือไม่
เปลี่ยนแบรนด์ในแก้วแล้ว ต้องเปลี่ยนเหตุผลที่ลูกค้าเข้าร้านให้ได้
ชวนวิเคราะห์ในมุมธุรกิจการตลาด ดีลนี้ชวนให้มองว่า ความสัมพันธ์ที่ยาวนานยังต้องผ่านการประเมินว่า ตอบโจทย์ธุรกิจในระยะต่อไปได้มากเพียงใด สำหรับร้านอาหาร พันธมิตรที่เหมาะสมอาจต้องช่วยได้ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การทำโปรโมชั่น ไปจนถึงการสนับสนุนให้ร้านส่งมอบประสบการณ์ได้สม่ำเสมอ
โจทย์ของ KFC หลังเปลี่ยนมาเป็น Coca-Cola จึงอยู่ที่การนำความร่วมมือไปสร้างข้อเสนอที่ลูกค้ารับรู้และอยากซื้อ เช่น ชุดอาหารที่น่าสนใจ เมนูเครื่องดื่มที่ชวนทดลอง หรือกิจกรรมการตลาดที่ทำให้คนอยากกลับมา หากเปลี่ยนเพียงชื่อเครื่องดื่มบนเมนู ผลต่อการตัดสินใจเลือกร้านก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์
ฝั่ง Coca-Cola ได้โอกาสเข้าถึงผู้บริโภคผ่านมื้ออาหารในร้านหลายพันแห่ง ส่วน PepsiCo ต้องรับมือกับการสูญเสียพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งในสหรัฐฯ แต่ดีลเดียวก็ยังไม่เพียงพอจะตัดสินผลการแข่งขันทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อความร่วมมือในตลาดอื่นยังดำเนินอยู่
ตัวชี้วัดที่ควรติดตามหลังเริ่มเปลี่ยนเครื่องดื่มในปี 2027 คือ ยอดสั่งเครื่องดื่มต่อบิล มูลค่าการใช้จ่าย ความถี่ในการกลับมาซื้อ และผลตอบรับของลูกค้า เพราะสำหรับ KFC การประกาศได้พันธมิตรใหม่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น งานที่ต้องทำต่อคือเปลี่ยนความร่วมมือนั้นให้กลายเป็นยอดขายและลูกค้าที่กลับเข้าร้าน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
The Coca-Cola Company — ประกาศความร่วมมือกับ KFC สหรัฐฯ วันที่ 15 ตุลาคม 2026
Reuters — KFC picks Coca-Cola as US soda supplier, ditches longtime partner PepsiCo
KFC Global — ทิศทางใหม่ของแบรนด์ เมนู และประสบการณ์ร้านอาหาร
PR Newswire — ข่าวประชาสัมพันธ์ KFC เปิดร้านต้นแบบ Open House
https://www.qsrweb.com/blogs/analysis-kfcs-us-coke-switch-is-about-more-than-the-cola-wars/

