
ภาพที่คนแออัดยัดเยียดบนรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปทำงานตอนเช้า หรือภาพผู้คนจำนวนมากรอขึ้นรถเมล์ สะท้อนชีวิตที่เร่งรีบเพื่อให้ไปทำงานให้ทันเวลาซึ่งกลายเป็นภาพชินตาไปแล้ว แต่จะมีใครรู้บ้างว่าในจำนวนที่ผู้คนมากมายที่กำลังใช้ชีวิตเหมือนคนทำงานปกติเป็นกิจวัตรประจำวันเหล่านั้น แท้จริงแล้วกำลังปิดบังความจริงที่กลุ่มคนเหล่านี้ “ตกงาน” แล้ว พฤติกรรมดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า “Fake Commute”
รายงานจาก Reuters ที่เปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ Fake Commute กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมจีน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เผชิญแรงกดดันจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ การแข่งขันทางธุรกิจ การลดจำนวนพนักงาน และการนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กร ปัญหาอยู่ที่ว่าทำไมคนตกงานยังคงใช้ชีวิตเหมือนยังมีงานทำ
ความลับที่ไม่อยากให้ครอบครัวรู้
เรื่องราวพฤติกรรม Fake Commute ได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อประชากรจีนส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาคนตกงานล้นหลาม โดยตัวอย่างของ Coco Li หญิงชาวจีนวัย 32 ปี เคยทำงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รัฐวิสาหกิจของจีน ก่อนตัดสินใจลาออกมานานกว่า 6 เดือน เพราะภาระงานหนักมากขึ้นและรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่ก็ยังเลือกปิดบังสถานะการว่างงานจากครอบครัว

เหตุผลสำคัญ คือ เป็นห่วงความกังวลของแม่ เพราะหากแม่ทราบเรื่อง อาจเกิดความวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง และความรู้สึกเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาสร้างแรงกดดันให้ตัวเองอีกครั้ง
หรืออีกกรณีหนึ่งอย่าง Susan Sun วัย 28 ปี อดีตพนักงานบริษัทอินเทอร์เน็ตที่ถูกเลิกจ้างตั้งแต่ปลายปี 2025 เมื่อแม่และพ่อเลี้ยงย้ายมาอาศัยอยู่ด้วยในเมืองฉงชิ่ง ทำให้ต้องออกจากบ้านก่อน 9 โมงเช้า และกลับหลัง 6 โมงเย็น เพื่อรักษาภาพลักษณ์และสถานะที่ยังมีงานทำ Susan ใช้ชีวิตด้วยเงินช่วยเหลือการว่างงานเดือนละ 1,864 หยวน หรือประมาณ 9,500 บาท เมื่อรวมกับเงินชดเชยเพียงพอให้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในช่วงที่ไม่มีงานทำ
เรื่องราวตัวอย่างของทั้งสองคนมีจุดร่วมเหมือนกันคือ ความพยายามรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ลดความกังวลของคนในบ้าน และรู้สึกสบายใจมากขึ้น
เปิด 4 เหตุผลพฤติกรรม Fake Commute
หากพิจารณาในเชิงพฤติกรรม Fake Commute มีเกี่ยวข้องกับทั้งวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความมั่นคงทางการเงิน สามารถอธิบายได้ผ่าน 4 เหตุผลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น
-
การรักษาหน้าตาทางสังคม (Saving Face)
ในสังคมเอเชียส่วนใหญ่การเม้าท์มอยถือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเรื่องเสียหายมักได้ถูกได้รับความสนใจอย่างมาก และหนึ่งในเรื่องที่นิยมพูดคุยกันคือเรื่องความสำเร็จทางอาชีพการงาน การมีงานทำที่ดี มีชื่อเสียง และมีความมั่นคง มักจะได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง ดังนั้นการตกงานจึงเป็นหนึ่งในสถานะทางสังคมที่ผู้คนชอบนำมาเป็นประเด็นพูดคุยกัน แม้ว่าสาเหตุจะเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
-
แรงกดดันจากครอบครัว (Family Pressure)
การตกงานไม่ใช่เรื่องเล็ก นอกจากจะเป็นที่พูดถึงของผู้คนรอบข้างแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบไปถึงภาพลักษณ์ของคนในครอบครัว จนทำให้เกิดและกดดันจากครอบครัว นอกจากนี้ยังนำไปสู่ความกังวลที่เกี่ยวกับรายได้ เงินเก็บ และอนาคต บางครั้งความเป็นห่วงของคนในครอบครัวมีเจตนาที่ดี แต่หลายครั้งที่ความเป็นห่วงเหล่านั้นกลับกลายเป็นความคาดหวังและแรงกดดันให้กับผู้ที่ตกงานและพยายามหาทางออก
-
อนาคตและความไม่มั่นคงทางการเงิน (Financial Insecurity)
เมื่อการหางานใหม่ใช้เวลานานขึ้น ผู้ว่างงานต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านรายได้ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและหนี้สินยังคงต้องดำเนินต่อไป บางคนจึงเลือกปิดบังสถานการณ์เอาไว้ก่อน เพื่อความสบายใจและหลีกเลี่ยงแรงกดดันระหว่างหางานหรือวางแผนชีวิตใหม่
-
ยังคงกิจวัตรและรักษาคุณค่าในตัวเอง (Identity & Routine)
การสูญเสียกิจวัตรที่เคยออกไปทำทุกวันที่ทำมาตลอดหลายปี บางคนอาจรู้สึกสูญเสียความมั่นใจหรือขาดเป้าหมายในชีวิต การออกจากบ้านตามเวลาเดิมจึงยังคงช่วยรักษาความรู้สึกว่า ชีวิตยังมีระเบียบแบบแผน ยังมีเป้าหมาย แม้จะยังไม่มีงานทำก็ตาม
Fake Commute ในจีนสะท้อนสังคมไทย
แม้พฤติกรรม Fake Commute จะมีแพร่หลายในจีน แต่ยังไม่มีหลักฐานว่า Fake Commute จะเริ่มขยายตัวแพร่เข้ามาในประเทศไทย อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นประเทศในโซนเอเชียตะวันออกเหมือนกัน วัฒนธรรมประเพณีมีความใกล้เคียงกัน ทำให้คนไทยบางส่วนก็ยังมีแรงกดดันเรื่องการมีงานทำ รายได้ และความคาดหวังจากครอบครัว โดยเฉพาะคนที่มีภาระทั้งดูแลพ่อแม่ ผ่อนบ้าน ส่งเสียบุตรหลาน หรือรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัว
ยิ่งในช่วงที่ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ความสามารถในการปรับตัวจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางอาชีพ ธุรกิจไทยควรให้ความสำคัญมีทั้งการพัฒนาทักษะพนักงาน การวางแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และการออกแบบระบบช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตามยังมีมุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเทศไทย
มุมแรก: เศรษฐกิจโตไม่ได้ประกันความมั่นคงการทำงาน
แม้จะมีข้อมูลเศรษฐกิจจีนไตรมาส 3 ปี 2026 ระบุว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัว 4.5% แต่ก็มาจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะด้านราคาทำให้ธุรกิจต้องควบคุมต้นทุน และต้นทุนแรงงานกลายเป็นด่านแรกที่ธุรกิจจีนเลือกลดจำนวนพนักงาน แล้วหันมาใช้เทคโนโลยีทดแทน
เมื่อมองกลับมาที่ไทย โครงสร้างแรงงานนั้นแตกต่างจากจีน ถืออย่างนั้น ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า อัตราการว่างงานของไทยในไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1.0% อย่างไรก็ตาม คนที่งานทำก็ยังอาจมีความกังวลในเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ หรือความเสี่ยงที่ตำแหน่งงานจะเปลี่ยนแปลงไป
มุมสอง: เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนตลาดแรงงาน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วโลก เมื่อ AI สามารถเริ่มเข้ามาทำงานแทนคน จากตัวอย่างของ Zhang วัย 36 ปี อดีตโปรดิวเซอร์งาน Visual Effects ที่ตกงานในเดือนสิงหาคม 2026 เพราะมีการนำ AI มาใช้ จากเดิมที่ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์เฉพาะทางในการทำงาน เมื่อเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยสร้างภาพ ตัดต่อวิดีโอ วิเคราะห์ข้อมูล หรือทำงานบางส่วนได้รวดเร็วขึ้น องค์กรจึงเริ่มประเมินวิธีการจัดสรรบุคลากรและต้นทุนใหม่
ในด้านของธุรกิจไทย การนำ AI เข้ามาใช้จึงควรดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะการประเมินว่างานส่วนใดสามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ และพนักงานต้องได้รับการฝึกฝนในทักษะใดเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น พนักงานฝ่ายการตลาดอาจต้องเรียนรู้การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค นักออกแบบอาจพัฒนาทักษะการควบคุมคุณภาพงานที่สร้างด้วย AI ส่วนพนักงานบริการอาจต้องเพิ่มความสามารถด้านการแก้ปัญหาของ AI แต่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์
มุมสาม: พื้นที่สาธารณะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนว่างงาน
แม้พฤติกรรม Fake Commute จะใช้ชีวิตออกเดินทางเช่าและกลับเข้าบ้านในตอนเย็น แต่ในช่วงสายไปจนถึงบ่ายคนว่างงานเหล่านี้จะใช้ชีวิตหลักอยู่ในห้องสมุด สวนสาธารณะ ร้านกาแฟ และศูนย์การค้า สถานที่เหล่านี้กลายเป็นสถานที่ที่ Fake Commute ในจีนนิยม

มีการนำเสนอคอนเทนต์การใช้ชีวิตของ Fake Commute บนโซเชียลมีเดียของจีนและได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบนแพลตฟอร์ม Douyin คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ Fake Commute มียอดรับชมรวมกว่า 610 ล้านครั้ง ขณะที่ Weibo มีแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับ Fake Commute มียอดรับชมสูงสุดถึง 320 ล้านครั้ง และ RedNote มียอดรับชมคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ Fake Commute มากกว่า 70 ล้านครั้ง
พฤติกรรมเหล่านี้เปิดโอกาสให้ธุรกิจและผู้ให้บริการพื้นที่สามารถพัฒนาบริการที่เข้าถึงคนกลุ่ม Fake Commute ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า พฤติกรรม Fake Commute สามารถสร้างรายได้หรือสร้างการเติบโตให้ธุรกิจร้านกาแฟและพื้นที่ทำงานในจีนมากน้อยเพียงใด
6 โอกาสธุรกิจที่สามารถเข้ามาช่วย Fake Commute
เมื่อพิจารณาจากทั้งสามมุม จะพบว่าผู้ว่างงานต้องเผชิญปัญหาหลายด้านพร้อมกัน ทั้งรายได้ ทักษะอาชีพ ความมั่นใจ และความสัมพันธ์กับคนรอบตัว ซึ่งหากมองในมุมโอกาสทางธุรกิจเพื่อช่วยให้ผู้คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือสร้างรายได้ สามารถแบ่งได้เป็น 6 ธุรกิจที่น่าสนใจทั้ง
HR Tech และ Recruitment Platform
แพลตฟอร์มช่วยหางานที่สามารถพัฒนาบริการที่เน้นตอบโจทย์ผู้ว่างงานเป็นหลัก มากกว่าการรวบรวมตำแหน่งงานไว้ในที่เดียว ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์ทักษะจากประสบการณ์เดิมของผู้ว่างงาน แล้วแนะนำตำแหน่งงานที่เหมาะสม รวมถึงงานในสายอาชีพใหม่ที่ผู้สมัครอาจไม่เคยพิจารณามาก่อน แพลตฟอร์มยังสามารถเพิ่มการประเมินความพร้อมในการสมัครงาน ฝึกสัมภาษณ์ และแนะนำการปรับปรุง Resume เพื่อเพิ่มโอกาสได้รับการพิจารณา
สำหรับธุรกิจไทย แพลตฟอร์มหางานสามารถร่วมมือกับบริษัทที่กำลังปรับโครงสร้างองค์กร เพื่อช่วยจับคู่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างกับนายจ้างที่กำลังต้องการบุคลากรที่เหมาะสม โดยโมเดลนี้อาจสร้างรายได้จากค่าบริการจัดหาบุคลากร หรือบริการจัดกางานที่องค์กรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย
EdTech และ Reskilling Platform
ผู้ว่างงานจำนวนหนึ่งอาจมีประสบการณ์ทำงานมายาวนาน แต่ทักษะเดิมไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน ธุรกิจ EdTech สามารถเข้ามาช่วยวสอนผ่านหลักสูตรระยะสั้นที่ออกแบบให้เหมาะกับตำแหน่งงานจริง เช่น AI สำหรับงานสำนักงาน Data Analytics, Digital Marketing หรือการใช้เครื่องมือ Automation โดยมีการเชื่อมโยงการเรียนกับโอกาสทำงาน ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง การสร้าง Portfolio และการจับคู่กับองค์กรที่ต้องการบุคลากร
สำหรับผู้ว่างงานที่มีข้อจำกัดด้านการเงิน อาจพัฒนารูปแบบทุนการศึกษา การสนับสนุนจากนายจ้าง หรือการผ่อนชำระที่เหมาะสม โดยไม่เพิ่มภาระหนี้เกินความสามารถ ธุรกิจยังสามารถสร้างรายได้จากการนำหลักสูตรสำหรับองค์กรไปสอน การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือกับผู้ประกอบการ เพื่อให้แรงงานเกิดทักษะใหม่ ๆ
FinTech
ปัญหาสำคัญของคนว่างงาน คือ ค่าใช้จ่ายยังคงเกิดขึ้นทุกเดือน ขณะที่รายได้ประจำหยุดลง ธุรกิจ FinTech สามารถพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยวางแผนการเงินสำหรับผู้ที่อยู่ระหว่างเปลี่ยนงาน เช่น ระบบคำนวณว่าเงินเก็บที่มีจะเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายได้นานเท่าไร การจัดลำดับรายจ่ายจำเป็น และการแจ้งเตือนสิทธิประโยชน์ที่อาจได้รับ
นอกจากนี้ยังสามารถร่วมมือกับสถาบันการเงินเพื่อให้คำปรึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้อย่างเหมาะสม ก่อนที่ผู้ว่างงานจะเผชิญปัญหาผิดนัดชำระ
สำหรับประเทศไทย บริการลักษณะนี้สามารถเชื่อมโยงกับระบบประกันสังคมและบริการให้คำปรึกษาทางการเงินที่มีอยู่แล้ว โมเดลธุรกิจอาจมาจากบริการ Employee Financial Wellness ที่นายจ้างจัดให้พนักงาน หรือการให้บริการเครื่องมือวางแผนการเงินแก่สถาบันต่าง ๆ โดยต้องให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและหลีกเลี่ยงการผลักภาระหนี้ให้ผู้ว่างงาน
Coworking Space และร้าน Cafe
พฤติกรรม Fake Commute ทำให้เห็นว่าคนว่างงานบางส่วนยังต้องการพื้นที่ใช้ชีวิตนอกบ้านระหว่างวัน ธุรกิจ Coworking Space ร้านกาแฟ และผู้ให้บริการพื้นที่สามารถทดลองบริการที่ออกแบบสำหรับคนกำลังหางาน เช่น แพ็กเกจใช้งานช่วงกลางวันราคาประหยัด พื้นที่สัมภาษณ์งานออนไลน์ หรือกิจกรรม Career Networking
ผู้ให้บริการอาจร่วมมือกับแพลตฟอร์มสำหรับหางานและสถาบันการศึกษา เพื่อจัดกิจกรรมฝึกเขียน Resume หรืออบรมทักษะระยะสั้นภายในพื้นที่ โมเดลรายได้สามารถมาจากแพ็กเกจรายวัน การสนับสนุนจากองค์กร หรือการใช้พื้นที่จัดกิจกรรมพัฒนาทักษะ อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาต้องสอดคล้องกับกำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย และควรทดลองความต้องการจริงก่อนลงทุนขยายบริการ
Mental Health Tech และ Employee Assistance Program
การสูญเสียงานอาจกระทบทั้งความมั่นใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสุขภาพจิต ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจที่ให้บริการด้านสุขภาพจิตสามารถพัฒนาระบบให้คำปรึกษาที่เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านทางอาชีพ ตัวอย่างเช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญ สร้างกิจกรรมกลุ่มสนับสนุนผู้ว่างงาน หรือโปรแกรมช่วยเตรียมความพร้อมด้านอารมณ์ก่อนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน
อีกแนวทางหนึ่งคือการพัฒนา Employee Assistance Program (EAP) สำหรับองค์กรที่ต้องลดจำนวนพนักงาน โดยเป็นบริการช่วยเหลือด้านจิตใจควบคู่กับการวางแผนอาชีพและการเงิน ธุรกิจสามารถสร้างรายได้จากสัญญาบริการกับบริษัทประกัน หรือโครงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต โดยต้องรักษาความลับของผู้ใช้บริการและไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลให้นายจ้างทราบโดยไม่ได้รับอนุญาต
Gig Economy และ Freelance Platform
สำหรับคนที่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่งานประจำ การทำงานอิสระอาจเป็นอีกทางเลือกในการสร้างรายได้ระหว่างรอโอกาสใหม่ แพลตฟอร์ม Freelance สามารถช่วยจับคู่ผู้มีทักษะกับธุรกิจที่ต้องการจ้างงานเป็นจ๊อบ ๆ เช่น งานออกแบบ งานเขียนคอนเทนต์ งานแปล งานบัญชี หรือการดูแลระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน ธุรกิจ SME อาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงบุคลากรที่มีประสบการณ์ โดยไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานประจำ
สิ่งสำคัญคือแพลตฟอร์มต้องมีระบบคุ้มครองการชำระเงิน ข้อตกลงการทำงานที่ชัดเจน และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม โมเดลรายได้ของธุรกิจอาจมาจากค่าธรรมเนียมการจับคู่งาน หรือบริการจัดการโครงการสำหรับองค์กร อย่างไรก็ตาม งานอิสระไม่ได้รับประกันรายได้ที่มั่นคง และไม่สามารถทดแทนระบบสวัสดิการแรงงานได้ทั้งหมด
พฤติกรรม Fake Commute ในจีนทำให้เห็นว่า การว่างงานมีผลกระทบรุนแรงมากกว่าแค่รายได้หายไป เพราะนอกจากต้องประหยัดการใช้จ่ายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นใจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และสถานะทางสังคม สำหรับภาคธุรกิจ ปรากฏการณ์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมองเห็นความต้องการของคนทำงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่การพัฒนาทักษะ การหางาน การจัดการเงิน ไปจนถึงการดูแลสุขภาพจิต เพราะความต้องการของคนที่ต้องแกล้งออกไปทำงานทุกเช้า คือโอกาสที่จะได้กลับไปทำงานอีกครั้ง
Source: Reuters

