สรุป 4 เรื่องที่ธุรกิจไทยต้องรู้ เมื่อไทยกำลังเปิดประตูสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต จากเวที KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY


 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก ทิศทางเงินทุน เทคโนโลยี และทักษะแรงงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน การดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดและกลยุทธ์แบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะว่าตลาดที่น่าสนใจในวันนี้ก็อาจล้าสมัยได้ในเวลาไม่นานนัก Supply Chain ที่เคยแข่งกันด้วยต้นทุนต่ำ ตอนนี้จะเป็นการแข่งกันที่ความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือมากขึ้น อีกทั้ง AI ยังเข้ามาพลิกโฉมประสิทธิภาพการผลิต รูปแบบการทำงาน และทักษะที่องค์กรจำเป็นต้องมีในอนาคต

ความท้าทายเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือบนเวที KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY: Growth / Technology / Finance ซึ่งธนาคารกสิกรไทย ร่วมกับ Techsauce จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่อาคาร ThaiBev Quarter โดยเป็นหนึ่งในกิจกรรมคู่ขนาน (Affiliated Programs) ของการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ

 

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย

คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเปิดงานโดยระบุว่า การจัดระเบียบการค้าโลกครั้งใหม่ AI และความยั่งยืน กำลังเปลี่ยนการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน ขณะที่ไทยมีจุดแข็งจากฐานการผลิตและบริการ เครือข่ายผู้ประกอบการ และทำเลที่เชื่อมต่อกับอาเซียน ดังนั้นเวทีนี้จึงเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและผู้นำจาก International Finance Corporation IFC ในเครือกลุ่มธนาคารโลก, Standard Chartered Bank, Microsoft และ Accenture นำมุมมองด้านตลาด เงินทุน เทคโนโลยี และคนมาต่อกันให้ได้เห็นภาพเศรษฐกิจแห่งอนาคตชัดยิ่งขึ้น

ทั้งนี้จากงานตลอด 2 ชั่วโมง Marketing Oops! สรุปออกมาเป็น 4 เรื่องสำคัญที่ธุรกิจไทยควรรู้และนำกลับไปทบทวนกับธุรกิจของตัวเอง มาให้อ่านในบทความนี้

 

1. การค้าโลกยุคใหม่ ต้องแข่งด้วย “พันธมิตร คุณค่า และความไว้วางใจ”

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอโดยระบุว่าการค้าโลกกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ กติกาและมาตรฐานทางการค้า ไปจนถึงบทบาทของ AI ความยั่งยืน และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน

การแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำหรือพึ่งพาตลาดและฐานการผลิตเพียงแห่งเดียวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้น ขณะที่ความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับ และความสามารถในการปรับตัวกำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าสู่ตลาดโลก

แนวทางของไทยและภาคธุรกิจจึงต้องเริ่มจากการสร้างพันธมิตรที่มองเห็นประโยชน์ร่วมกัน ยกระดับสินค้าจากการขายปริมาณมากๆ ไปสู่การสร้างคุณค่าผ่านแบรนด์ การออกแบบ ทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรฐาน และต้องเชื่อมการค้ากับเงินทุน เทคโนโลยี และการพัฒนาคนให้เกิดธุรกิจและการจ้างงานจริง นอกจากนี้ ธุรกิจยังต้องกระจายตลาด ผู้ซื้อ และ Supplier เพื่อลดความเสี่ยง รวมถึงเปลี่ยนเรื่องความยั่งยืนจากภาระด้าน Compliance ให้เป็นแต้มต่อทางการแข่งขัน

สำหรับธุรกิจไทย โอกาสจากตลาดใหม่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราผลิตสินค้าได้ด้วยต้นทุนที่ถูกที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถเติมช่องว่างใน Supply Chain สร้างสินค้าที่มีคุณค่าสูงขึ้น และทำให้คู่ค้าเชื่อมั่นที่จะเติบโตไปกับเราในระยะยาวได้หรือไม่นั่นเอง

 

2. เงินทุนต้องไปถึงธุรกิจที่ “สร้างงาน” และช่วย SMEs เติบโต

การเปิดตลาดและดึงดูดการลงทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะเงินทุนจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริงเมื่อไปถึงธุรกิจที่สามารถเพิ่ม Productivity ขยายกิจการ และสร้างงานใหม่ได้

 

คุณซาร์เวช ซูรี Regional Vice President for Asia and the Pacific จากบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ IFC ในเครือกลุ่มธนาคารโลก

คุณซาร์เวช ซูรี Regional Vice President for Asia and the Pacific จากบรรษัทการเงินระหว่างประเทศ หรือ IFC ในเครือกลุ่มธนาคารโลก อธิบายถึงความเสี่ยงเรื่องตลาดแรงงานในอนาคตว่า ในช่วง 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนประมาณ 1,200 ล้านคนเข้าสู่ตลาดแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา แต่อาจมีงานใหม่เกิดขึ้นเพียงประมาณ 420 ล้านตำแหน่งเท่านั้น และข้อมูลที่น่าสนใจอีกอย่างก็คืองาน 9 ใน 10 ตำแหน่งเกิดจากภาคเอกชน ดังนั้นการทำให้เงินทุนไหลเข้าสู่ธุรกิจที่สร้างงานได้จึงเป็นโจทย์สำคัญของการพัฒนา

สำหรับอุปสรรคของ SMEs ในยุคปัจจุบันคุณ ชาร์เวช บอกว่าไม่ได้มีแค่เรื่องขาดหลักประกันเพื่อเข้าถึงเงินทุนเท่านั้น แต่รวมถึงการที่สถาบันการเงินยังมองไม่เห็นข้อมูลและศักยภาพของกิจการ

“ดังนั้น SMEs ควรที่จะต้องทำให้ข้อมูลธุรกิจมองเห็นได้ เชื่อมผู้ประกอบการเข้ากับธนาคาร บริษัทขนาดใหญ่และแพลตฟอร์ม พัฒนาทักษะและความพร้อมด้านเทคโนโลยี ก่อนต่อยอดไปสู่การเข้าถึงเงินทุน” คุณชาร์เวช ระบุ

ดังนั้นการช่วย SMEs เติบโตต้องทำมากกว่าการปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องสร้างความพร้อมให้ธุรกิจนำเงินทุนไปขยายกิจการได้จริงด้วย

 

คุณยาน เม็ตซ์เกอร์ Global Head of Coverage Banking จาก Standard Chartered Bank

ด้าน คุณยาน เม็ตซ์เกอร์ Global Head of Coverage Banking จาก Standard Chartered Bank ชวนธุรกิจมองความเสี่ยงผ่านแนวคิด Day Zero หรือวันที่ผู้เล่นจากนอกอุตสาหกรรมเข้ามาเปลี่ยนการแข่งขันทั้งหมด คู่แข่งในอนาคตจึงอาจเป็นบริษัทที่เรายังไม่ได้มองว่าอยู่ในตลาดเดียวกันในวันนี้ ธุรกิจต้องติดตามทั้งเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และผู้เล่นหน้าใหม่ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนความคาดหวังของลูกค้า

“ยกตัวอย่างผู้ผลิตรายหนึ่งที่ยอมให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เพื่อปรับโรงงานแต่ละแห่งให้สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลายกว่าเดิม แม้ประสิทธิภาพด้านต้นทุนจะลดลง แต่บริษัทสามารถรับมือโรคระบาด ภาษี และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีขึ้น” คุณยาน ระบุ

สิ่งที่แสดงให้เห็นว่าว่า Efficiency สูงสุดอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป หากทำให้ธุรกิจเปราะบางเมื่อเกิดวิกฤตดังนั้น ธุรกิจที่มีโอกาสเข้าถึงทุนและเติบโตได้ในอนาคต ต้องทำให้ข้อมูลและศักยภาพของตัวเองถูกมองเห็น  ขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนกับความยืดหยุ่น เพื่อรับมือทั้งคู่แข่งหน้าใหม่และความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดในอนาคตเอาไว้ด้วย

 

3. AI จะเป็น Growth Engine ได้ เมื่อธุรกิจมี Adoption, Context และ Data

AI อาจเป็นเครื่องยนต์การเติบโตชุดใหม่ของธุรกิจ แต่การมี AI Tool เหมือนกับคู่แข่ง ไม่ได้แปลว่าจะสร้างผลลัพธ์ได้เท่ากัน ความได้เปรียบที่แท้จริงอยู่ที่ว่า องค์กรนำ AI ไปใช้จริงได้มากแค่ไหน มีข้อมูลพร้อมหรือไม่ และสามารถสร้าง AI ให้เข้าใจบริบทเฉพาะของธุรกิจได้มากแค่ไหน

 

คุณอาซาร์ คูลิบาลี Regional Vice President and Associate General Counsel, Corporate, External and Legal Affairs จาก Microsoft Asia

คุณอาซาร์ คูลิบาลี Regional Vice President and Associate General Counsel, Corporate, External and Legal Affairs จาก Microsoft Asia มองว่า AI จะสร้างโอกาสได้อย่างทั่วถึงเมื่อเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐที่กำหนดโจทย์และกติกา ธุรกิจท้องถิ่นที่เข้าใจบริบท และบริษัทเทคโนโลยีที่มีแพลตฟอร์มรองรับ

คุณอาซาร์ ยกกรณี TH2OECD เป็นตัวอย่างของการใช้ AI แก้โจทย์ระดับประเทศ โดย TH2OECD คือระบบ AI สำหรับเปรียบเทียบกฎหมาย ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการ่วมพัฒนากับ STelligence บน Microsoft Azure OpenAI เพื่อสนับสนุนกระบวนการเตรียมประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD

โดยระบบที่ว่านี้สามารถแปลและวิเคราะห์เอกสารกฎหมายไทยกว่า 70,000 ฉบับ เทียบกับตราสารทางกฎหมายของ OECD มากกว่า 270 ฉบับ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ พร้อมระบุจุดที่สอดคล้องหรือแตกต่างกัน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายนำไปตรวจสอบและเสนอการปรับปรุงต่อได้เร็วขึ้น จากกระบวนการที่ปกติอาจใช้เวลาหลายปีให้ลดลงเหลือไม่ถึงหนึ่งปี

กรณีนี้สะท้อนว่า AI จะสร้างผลลัพธ์ได้เมื่อเริ่มจากปัญหาที่ชัดเจน มีข้อมูลเฉพาะบริบท และเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้พัฒนาในประเทศ และบริษัทเทคโนโลยีที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ

 

คุณอะนูป ซากู CEO, Southeast Asia จาก Accenture

ด้านคุณอะนูป ซากู CEO, Southeast Asia จาก Accenture ก็เล่าด้วยเช่นกันว่า การใช้ AI เพื่อลดเวลาทำงานใน Back Office ลงทีละไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง อาจยังสร้างมูลค่าในระดับองค์กรได้ไม่มากนัก

“ดังนั้นธุรกิจจึงต้องขยับจากการใช้ AI ทำงานเดิมให้เร็วขึ้น ไปสู่การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ เช่น นำข้อมูลธุรกรรมจาก Supply Chain มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหา การไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยทิศทางที่ชัดเจนจากผู้นำ การทำให้พนักงานใช้ AI ในงานจริง และการลงทุนจัดระเบียบข้อมูล เพราะต่อให้มีโมเดลที่มีความสามารถสูง หากองค์กรยังทำงานแบบ Silo และข้อมูลไม่พร้อม AI ก็สร้างการเติบโตได้อย่างจำกัด”คุณอะนูป ระบุ

 

4. องค์กรที่คนเรียนรู้ไว ปรับตัวได้ และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบจะได้เปรียบมหาศาล

เงินทุนและเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญของการเติบโต แต่คนยังเป็นผู้กำหนดว่าเครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำไปใช้อย่างไร โดยคุณ ยาน เม็ตซ์เกอร์ จาก Standard Chartered มองว่า คนที่กำลังเรียนอยู่ในวันนี้อาจมีถึงหกอาชีพตลอดช่วงชีวิตการทำงาน เพราะความรู้และทักษะบางอย่างอาจถูก AI เข้ามาทดแทน

 

 

“ดังนั้นความได้เปรียบของคนทำงานจึงเป็นเรื่องของความอยากรู้อยากเห็น การใช้วิจารณญาณ ความเห็นอกเห็นใจ ความสามารถในการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ และการปรับตัวกับงานรูปแบบใหม่แทน” คุณยาน ระบุ

ด้านคุณซาร์เวช จาก IFC มองว่า Resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวและปรับตัว เป็นคุณสมบัติสำคัญของทั้งบุคคล บริษัท และประเทศในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ขนาด ทรัพยากร หรือความสำเร็จเดิมอาจไม่เพียงพอ หากองค์กรไม่สามารถเรียนรู้จากสถานการณ์ใหม่และปรับวิธีดำเนินธุรกิจให้ทันกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ขณะที่คุณอาซาร์ จาก Microsoft Asia เปรียบ AI เป็นพาหนะของความคิด การมีพาหนะที่รวดเร็วขึ้นจะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อมนุษย์รู้วิธีใช้งานและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ดังนั้น AI Literacy จึงเป็นเรื่องของความสามารถในการตั้งคำถาม ตรวจสอบผลลัพธ์ และทำหน้าที่เป็น Human in the Loop เพื่อไม่ให้การตัดสินใจสำคัญถูกมอบให้เทคโนโลยีโดยไม่มีคนเข้าไปดูแล

ส่วนคุณอะนูป ซากู จาก Accenture เชื่อมเรื่อง AI เข้ากับ Sustainability โดยมองว่าทั้งสองด้านต้องอาศัยข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้และมี Version of Truth หรือชุดข้อมูลกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ขณะเดียวกัน AI ก็มีต้นทุนทั้งด้านเงิน พลังงาน และน้ำ องค์กรจึงควรเลือกใช้โมเดลให้เหมาะกับความซับซ้อนของงาน แทนการใช้โมเดลขนาดใหญ่ที่สุดกับทุกโจทย์ พร้อมรักษาบทบาทของมนุษย์ในฐานะผู้กำหนดเป้าหมายและตัดสินใจในเรื่องสำคัญ

ดังนั้น การเตรียมคนสำหรับเศรษฐกิจแห่งอนาคตจึงไม่ได้จบที่การสอนให้ใช้ AI เท่านั้น แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ พัฒนาวิจารณญาณ และออกแบบระบบที่มนุษย์ยังคงกำกับเทคโนโลยีได้ ธุรกิจที่ทำได้จะมีโอกาสใช้ AI สร้างมูลค่า และรักษาความน่าเชื่อถือและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสมในระยะยาวได้นั่นเอง

 

ประตูเศรษฐกิจแห่งอนาคต เริ่มเปิดจากการตัดสินใจของธุรกิจในวันนี้

 

เมื่อมองทั้ง 4 เรื่องร่วมกัน จะเห็นว่าโอกาสของธุรกิจไทยนั้นอยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับกติกาใหม่ๆ ตั้งแต่การสร้างพันธมิตรและยกระดับคุณค่าของสินค้า การทำให้ข้อมูลและศักยภาพของธุรกิจมองเห็นได้เพื่อเข้าถึงทุน ไปจนถึงการนำ AI มาออกแบบ workflow ใหม่ และการพัฒนาคนให้เรียนรู้และตัดสินใจร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างรับผิดชอบ

ข่าวดีก็คือประเทศไทยยังคงมีต้นทุนสำคัญทั้งด้านทำเล ฐานการผลิต เครือข่ายผู้ประกอบการ และความสัมพันธ์กับคู่ค้าหลายฝ่าย แต่ต้นทุนเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นการเติบโตได้เมื่อภาครัฐ ภาคการเงิน บริษัทเทคโนโลยี องค์กรระหว่างประเทศ และภาคธุรกิจนำความสามารถของตนมาเชื่อมต่อกัน ภาครัฐช่วยวางกติกาและเปิดตลาด ภาคการเงินทำให้ทุนไปถึงธุรกิจที่มีศักยภาพ บริษัทเทคโนโลยีสนับสนุนเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนภาคธุรกิจเป็นผู้เปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นสินค้า บริการ การจ้างงาน และคุณค่าที่เกิดขึ้นจริง

 

 

เวที KBank x Techsauce: EMPOWER THE FUTURE ECONOMY จึงทำให้ภาพเศรษฐกิจแห่งอนาคตชัดขึ้นว่า ประตูบานนี้ไม่มีกุญแจเพียงดอกเดียว และไม่มีองค์กรใดสามารถเปิดได้ตามลำพัง สำหรับธุรกิจไทย คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ เราจะสร้างคุณค่าที่ตลาดใหม่ต้องการอย่างไร ทำให้ตัวเองพร้อมรับเงินทุนเพียงใด ใช้ AI แก้โจทย์ที่มีผลต่อธุรกิจจริงหรือยัง และกำลังเตรียมคนให้เติบโตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงได้ดีแค่ไหน เพราะเศรษฐกิจแห่งอนาคตกำลังถูกสร้างขึ้นจากการตัดสินใจของทุกฝ่ายในวันนี้