เช็ก 3 สัญญาณ ‘Workaholic’ เมื่อความขยันเริ่มกลายเป็นการติดงาน พร้อมวิธีรับมือ ก่อนชีวิตจะเหลือแค่เรื่องงาน


Workaholic คืออะไร? เช็ก 3 สัญญาณของคนติดงาน และวิธีปรับสมดุลชีวิตก่อนหมดไฟ

เคยเป็นกันไหม? ทำงานเสร็จไปหนึ่งชิ้น ก็รีบมองหางานถัดไปทันที วันไหนงานออกมาดีก็รู้สึกมีความสุข แต่พอถูกหัวหน้าตำหนิเพียงเล็กน้อย กลับเก็บมาคิดจนหมดวัน แม้กระทั่งวันหยุดที่ควรได้พักผ่อน ก็ยังอดเปิดคอมพิวเตอร์หรือเช็กข้อความเรื่องงานไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าตัวเองควรทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา


Key Takeaways

  • ความสำเร็จไม่เคยเพียงพอ: ทำงานเสร็จแล้วรีบหางานใหม่ทันที ลองให้เวลาตัวเองชื่นชมความสำเร็จและทบทวนความสามารถที่ทำให้งานสำเร็จ
  • งานเป็นตัวกำหนดอารมณ์: เรื่องผิดพลาดเล็กน้อยส่งผลต่อความรู้สึกทั้งวัน ลองสร้างกิจวัตรหลังเลิกงานเพื่อแยกความเครียดจากงานออกจากชีวิตส่วนตัว
  • รู้สึกผิดเมื่อไม่ได้ทำงาน: แม้เป็นวันหยุดก็ยังอยากเช็กงาน ลองกำหนดเป้าหมายแต่ละวันให้ชัดเจน และยอมให้ตัวเองพักเมื่อทำสำเร็จ
  • ชีวิตควรมีเรื่องอื่นนอกจากงาน: การให้เวลากับงานอดิเรก ความสัมพันธ์ และกิจกรรมที่ชอบ ช่วยลดการผูกคุณค่าของตัวเองไว้กับผลงานเพียงอย่างเดียว

พฤติกรรมเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ Workaholic หรือภาวะติดงาน ซึ่งหมายถึงการทำงานมากเกินไปจนกลายเป็นความรู้สึกว่าต้องทำงานอยู่เสมอ แม้จะเหนื่อยหรือถึงเวลาพักแล้วก็ตาม โดยงานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจาก 53 การศึกษา และกลุ่มตัวอย่างกว่า 71,000 คน พบว่าอาจมีคนประมาณ 14% ที่เข้าข่าย Workaholic

Melody Wilding ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมการทำงานและ Executive Coach อธิบายผ่าน CNBC Make It ว่า คนที่มีความมุ่งมั่นในการทำงานอาจค่อย ๆ พัฒนาไปสู่พฤติกรรมติดงานโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อเริ่มผูกความสำเร็จและคุณค่าของตัวเองเข้ากับผลงานที่ทำ จึงแนะนำให้ลองสังเกต 3 สัญญาณ พร้อมวิธีรับมือเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับการทำงานให้ดีขึ้น

 

1. ทำงานสำเร็จแล้ว แต่กลับรู้สึกดีใจได้ไม่นาน

 

เคยไหม? เพิ่งปิดโปรเจกต์ใหญ่สำเร็จ ได้รับคำชมจากหัวหน้า หรือทำงานที่ตั้งใจไว้จนเสร็จ แต่แทนที่จะได้ภูมิใจกับตัวเอง กลับเริ่มคิดทันทีว่างานต่อไปคืออะไร หรือจะต้องทำอะไรให้ดีขึ้นอีก

พฤติกรรมนี้อาจเกิดจากการที่เราใช้ความสำเร็จในการทำงานเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของตัวเอง ทำให้ความพึงพอใจที่ได้รับอยู่ได้เพียงชั่วคราว ก่อนจะเริ่มมองหาความสำเร็จครั้งใหม่มาทดแทน จนบางครั้งลืมรับรู้ว่าตัวเองทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง

วิธีรับมือ: ลองให้เวลากับตัวเองหลังทำงานสำเร็จ แทนที่จะรีบเริ่มงานใหม่ ให้กลับมาทบทวนว่าสิ่งที่ทำสำเร็จเกิดจากความสามารถอะไร เช่น การวางแผนที่ดี การเตรียมข้อมูล หรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิธีนี้ช่วยให้เห็นความสามารถของตัวเองชัดขึ้น และค่อย ๆ ลดความรู้สึกว่าต้องประสบความสำเร็จครั้งใหม่อยู่เสมอ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งพอ

 

2. ปล่อยให้งานเป็นตัวกำหนดอารมณ์ทั้งวัน

 

วันที่ทำงานราบรื่นก็อารมณ์ดี มีความมั่นใจ แต่พอมีอะไรผิดพลาด ถูกวิจารณ์ หรือได้รับคำติชมจากหัวหน้า กลับรู้สึกแย่ไปทั้งวัน บางครั้งเลิกงานแล้วก็ยังคิดวนเวียนถึงเรื่องเดิม จนอาจเผลอนำความหงุดหงิดกลับไประบายกับคนใกล้ตัว

Wilding อธิบายว่า พฤติกรรมลักษณะนี้อาจเกิดจากการผูกคุณค่าของตัวเองเข้ากับผลงานมากเกินไป จนเมื่อมีปัญหาเรื่องงาน ก็รู้สึกเหมือนเป็นความล้มเหลวของตัวเองด้วย

วิธีรับมือ: ลองสร้างกิจวัตรเล็ก ๆ หลังเลิกงาน เพื่อช่วยแยกเวลาทำงานออกจากเวลาส่วนตัว เช่น เปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ โดยอาจใช้วิธีที่เรียกว่า Backpack Strategy ด้วยการจินตนาการว่ากำลังเก็บความเครียดจากงานใส่กระเป๋า แล้ววางกระเป๋าใบนั้นลงเมื่อเลิกงาน เพื่อเตือนตัวเองว่าตอนนี้ถึงเวลาพักแล้ว และปัญหาเรื่องงานสามารถกลับไปจัดการได้ในวันถัดไป

 

3. ยิ่งได้หยุดพัก กลับยิ่งรู้สึกกังวล

 

บางคนตั้งใจจะพักผ่อนในวันหยุด แต่พอไม่ได้ทำงานกลับรู้สึกกระวนกระวาย คิดถึงงานที่ยังค้าง หรือเผลอเปิดอีเมลขึ้นมาเช็กเป็นระยะ เพราะกังวลว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างที่ตัวเองไม่ได้ทำงาน

เมื่อรู้สึกว่าการพักคือการเสียเวลา ก็อาจพยายามหางานมาทำเพิ่มเติมอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ร่างกายและจิตใจแทบไม่มีโอกาสได้พักอย่างเต็มที่ และอาจสะสมเป็นความเหนื่อยล้าในระยะยาว

วิธีรับมือ: ก่อนเริ่มงานแต่ละวัน ลองกำหนดให้ชัดเจนว่าแค่ไหนถึงเรียกว่าเพียงพอ เช่น วันนี้จะทำสไลด์ให้เสร็จ 10 หน้า และตอบอีเมลสำคัญให้ครบ เมื่อทำได้ตามเป้าหมายก็อนุญาตให้ตัวเองหยุด แทนการเพิ่มงานใหม่ไปเรื่อย ๆ

นอกจากนี้ ควรหาเวลาทำกิจกรรมอื่นที่อยากทำจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย นัดเจอเพื่อน หรือกลับไปทำงานอดิเรกที่เคยชอบ เพราะการมีสิ่งที่รอคอยนอกเวลางาน จะช่วยให้เรามีเหตุผลในการพัก และไม่ต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับเรื่องงานเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การมีความมุ่งมั่นและรักในงานที่ทำยังเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องทำงานตลอดเวลา หรือไม่สามารถมีความสุขกับเรื่องอื่นได้เลย ก็อาจถึงเวลาทบทวนความสัมพันธ์ของตัวเองกับการทำงาน เพราะเรายังสามารถเติบโตในหน้าที่การงานได้ พร้อมกับมีเวลาให้ตัวเองและสิ่งสำคัญอื่น ๆ ในชีวิต


FAQ

 

Q: Workaholic คืออะไร?

A: Workaholic คือคนที่มีพฤติกรรมติดงาน รู้สึกว่าต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา และอาจหยุดทำงานได้ยาก แม้จะเหนื่อยหรือถึงเวลาพักผ่อนแล้วก็ตาม

 

Q: Workaholic ต่างจากคนขยันทำงานอย่างไร?

A: คนขยันสามารถทุ่มเทให้กับงานและหยุดพักได้เมื่อเหมาะสม ส่วน Workaholic มักรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำงานต่อ แม้การทำงานจะเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพ อารมณ์ หรือชีวิตส่วนตัว

 

Q: มีวิธีรับมือกับพฤติกรรมติดงานอย่างไร?

A: เริ่มจากกำหนดเป้าหมายงานในแต่ละวันให้ชัดเจน ฝึกยอมรับความสำเร็จของตัวเอง สร้างกิจวัตรหลังเลิกงาน และจัดสรรเวลาให้กับกิจกรรมที่ชอบนอกเหนือจากการทำงาน