
Cannes Lions 2026 เป็นอีกปีที่ตอกย้ำความสำเร็จของเอเจนซี่ไทย และหนึ่งในทีมที่พาชื่อเสียงไทยไปได้ไกล ได้แก่ ทีมครีเอทีฟจาก VML Thailand เราเลยชวนผู้อยู่เบื้องหลังผลงานทั้ง 3 แคมเปญที่ไปคว้าความสำเร็จมาได้ ได้แก่ ผลงาน “After Shit Happened Service” ของประกันติดโล่ ซึ่งได้ Silver Lions ในหมวด Film: Humor , ผลงาน “Dalah’s Spoiler Billboard” ของ Netflix Thailand ผ่านเข้าสู่ Shortlist หมวด Outdoor: Single-Market Campaign และ “Soil Stay” ของปุ๋ยตรามงกุฎ ที่ไปได้ Gold Lion หมวด Creative B2B
Marketing Oops! ชวนทั้ง 3 ทีมผู้อยู่เบื้องหลังงานเหล่านี้มีพูดคุย ถึงวิธีการแคร็กโจทย์ เคาะไอเดีย จนสามารถคว้ารางวัลมาได้ แต่มากไปกว่านั้นคือการพาแบรนด์เข้าไปสู่หัวใจของผู้คน

ประกันติดโล่: เมื่อความซวยกลายเป็นพื้นที่กระชับแบรนด์สู่ใจลูกค้า
การสร้างชื่อ “ประกันติดโล่” ขึ้นมา มีโจทย์ใหญ่คือต้องการให้คนจดจำชื่อแบรนด์ให้ได้ และต้องแยกให้ออกจากบริษัทแม่คือเงินติดล้อ ดังนั้นแบรนด์จึงต้องเร่งสร้างตัวตนใหม่ พร้อมอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า บทบาทของตัวเองไม่ได้หยุดอยู่ที่การขายกรมธรรม์ โดยตำแหน่งที่ประกันติดโล่ต้องการยืน คือการเป็น Service Broker ผู้เข้ามาดูแลหลังอุบัติเหตุ ตั้งแต่จัดการเอกสาร ติดต่อศูนย์ซ่อม ประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ไปจนถึงนำรถกลับไปส่งให้ลูกค้า แนวคิดนี้ถูกนิยามอย่างตรงไปตรงมาว่า ผ่าน tag line สำคัญว่า “After Shit Happened Service” หรือบริการที่เข้ามารับช่วงต่อหลังเรื่องซวยเกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีโจทย์ที่ตามมาคือ จะต้องขายบริการจำนวนมากใหกับแบรนด์ได้ด้วย โดยไม่ทำให้หนังกลายเป็นแคตตาล็อกฟีเจอร์ความยาว 10 นาทีคำตอบของ VML คือการไม่ต้องไปหลบการขาย ขายมันตรงๆ นี่แหละ hard sale ไปเลย แต่เพิ่มความบันเทิงเข้าไปให้สุดทาง!
ดังนั้น“ประกันติดโล่ รับจบซวย” ถูกสร้างเป็นซีรีส์โฆษณา 10 ตอน ตอนละประมาณหนึ่งนาที รวมความยาวราว 10 นาที แต่ละตอนทำหน้าที่ขายบริการคนละด้าน จบแยกกันได้ และยังต่อเนื่องเป็นเหตุการณ์เดียวกันในลักษณะ Butterfly Effect คนดูจึงสามารถเจอคลิปใดก่อนก็ได้ ขณะเดียวกันก็ถูกทิ้งคำถามให้ตามไปดูว่า ความซวยทั้งหมดเริ่มจากไหน และจะพังต่อไปถึงใครอีก
กลยุทธ์สร้างหนังให้คนดูคลิกดูต่อจนจบในแบบ Micro-drama
ต้นทางของมหากาพย์คืออุบัติเหตุรถชนรถดูดส้วม ภาพที่สามารถสรุปคำว่า “ซวย” ได้โดยแทบไม่ต้องอธิบาย แม้ไอเดียจะได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวต่างประเทศ แต่เมื่อผ่านการกำกับ การแสดง และอารมณ์ขันแบบไทย เหตุการณ์กลับมีความใกล้ตัวอย่างประหลาด คนดูอาจไม่เคยขับรถชนรถดูดส้วม ทว่าทุกคนเข้าใจความรู้สึกของปัญหาหนึ่งที่ลากปัญหาอีกสิบเรื่องตามมาได้ทันที
ความยากของงานอยู่ตรงการรักษาสมดุลระหว่างมุกตลก เนื้อเรื่อง และข้อมูลบริการ หนังต้องขายฟีเจอร์อย่างชัดเจน แต่ยังต้องมีจังหวะดราม่า ความรักสามเส้า และ Cliffhanger แบบละครสั้นหรือ Micro-drama เพื่อให้คนดูสมัครใจอยู่ต่อ แทนที่จะกดข้ามทันทีที่แบรนด์เริ่มขายของ
ผลลัพธ์จึงไม่ได้มีเพียงเสียงหัวเราะ แคมเปญช่วยสนับสนุนการสร้างตัวตนใหม่ของประกันติดโล่ ทำให้แบรนด์ขยับจากภาพของนายหน้าที่แข่งขันกันเรื่องราคา ไปสู่ผู้ช่วยซึ่งเข้ามาจัดการความวุ่นวายหลังเกิดเหตุ แนวคิด “รับจบซวย” ยังทำให้เบอร์ 1501 ถูกจดจำในฐานะหมายเลขที่ควรโทรหาเมื่อมีปัญหา จนมีกรณีที่คนซึ่งยังไม่ได้เป็นลูกค้าโทรเข้ามาขอความช่วยเหลือด้วยซ้ำ ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ระบุว่า Total Awareness ของแบรนด์ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 80% ในกลุ่มเป้าหมาย
บนเวที Cannes Lions งานนี้คว้า Silver Lion ในหมวด Film: Use of Humour พร้อมผ่านเข้าสู่ Shortlist ในหมวด Local Brand ความสำเร็จดังกล่าวพิสูจน์ว่าอารมณ์ขันแบบไทยสามารถเดินทางข้ามภาษาได้ เมื่อมุกตั้งอยู่บนความจริงของมนุษย์ และมีบทบาทช่วยให้แบรนด์ขายของได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้ถูกใส่ไว้เพื่อเรียกเสียงหัวเราะเฉย ๆ

VML Team: ประกันติดโล่
- กษิดิศ ขันตี Account Director
- สขิลา บานเย็น Head of Strategy
- วิรัญชนา คงรัตน์อาภรณ์ Creative Group Head
- วีริสา ลีวัฒนกิจ Art Director
Dalah’s Spoiler Billboard: เมื่อ Netflix ขู่สปอยล์ซีรีส์ของตัวเอง
สำหรับซีรีส์สืบสวน หนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของคนดูคือสปอยล์ โดยเฉพาะช่วงหลังซีรีส์เปิดตัว ซึ่งชื่อคนร้ายสามารถหลุดออกมาบนไทม์ไลน์ได้ทุกเมื่อ ดังนั้น แทนที่ Netflix Thailand และ VML จะพยายามปกป้องคนดูจากสปอยล์ ทีมกลับเลือกทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการประกาศว่า Netflix กำลังจะเป็นฝ่ายเฉลยฆาตกรด้วยตัวเอง
โจทย์ดังกล่าวกลายเป็น “Dalah’s Spoiler Billboard” บิลบอร์ดซึ่งสร้างจากดอกไม้สดและถูกออกแบบให้ทำงานเสมือนนาฬิกานับถอยหลัง ดอกไม้แต่ละสายพันธุ์มีอัตราการเหี่ยวและการเปลี่ยนสีไม่เท่ากัน ทีมจึงต้องศึกษาเฉดสีหลังดอกไม้เริ่มแห้ง ตั้งแต่สีน้ำตาลเข้ม น้ำตาลอ่อน ไปจนถึงสีขาวนวล แล้วจัดวางทุกดอกตามน้ำหนักภาพแบบ High Contrast และเมื่อเวลาผ่านไป ดอกไม้จะค่อย ๆ เหี่ยว สีจะค่อย ๆ เปลี่ยน และใบหน้าของฆาตกรจะปรากฏขึ้นทีละส่วน
การเลือกดอกไม้ไม่ได้มาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว ตัวละครหลักของเรื่อง “ดาหลา บุปผา ฆาตกรรม” เป็นนักจัดดอกไม้ ขณะที่ดอกไม้และการจัดช่อทำหน้าที่เป็นคำใบ้ของคดีมาตลอดทั้งเรื่อง ความเหี่ยวเฉายังเชื่อมโยงกับความตาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของซีรีส์ ทำให้สื่อ กลไก และพล็อตเรื่องประกบเข้าหากันอย่างแนบสนิท
AWARDS
• Shortlist: Outdoor, Single-Market Campaign
• Shortlist: Brand Experience & Activation, GUERRILLA MARKETING & STUNTS
การบาลานซ์ระหว่างการเล่นกับ “จิตวิทยา” และคุณค่าของ “งานศิลปะ”
ในแง่กลยุทธ์ บิลบอร์ดทำหน้าที่กดปุ่ม FOMO อย่างตรงจุด ข้อความที่ส่งถึงผู้ชมมีใจความง่าย ๆ ว่า รีบดูก่อนดอกไม้จะเฉลย คนที่ยังดูไม่จบจึงรู้สึกว่าตัวเองกำลังแข่งกับเวลา ขณะที่คนซึ่งดูจบแล้วมีเหตุผลจะกลับมาถ่ายภาพ แชร์ และถกเถียงกันต่อว่าภาพบนบิลบอร์ดจะปรากฏตรงกับที่คาดหรือไม่
งานชิ้นนี้ยังสะท้อน คุณค่าของ Human Craft ในยุคที่ภาพจำนวนมากสามารถผลิตผ่านซอฟต์แวร์ได้ภายในเวลาไม่นาน การบังคับให้ธรรมชาติเหี่ยวตามจังหวะที่วางไว้ไม่สามารถควบคุมด้วยปุ่มคำสั่งเดียว ทีมต้องคัดเลือกดอกไม้ วางตำแหน่ง ดูแลความชื้น รับมืออากาศ และปรับเปลี่ยนหน้างานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ใบหน้าถูกเปิดเผยตามแผน
แคมเปญสร้าง 12.6 ล้าน Impressions เข้าถึงผู้คน 3.3 ล้านราย และก่อให้เกิดบทสนทนาประมาณ 296,000 ครั้ง พร้อมผลักดันซีรีส์ขึ้นสู่อันดับ 1 บน Netflix Thailand กลไกสปอยล์ซึ่งปกติเป็นภัยต่อคอนเทนต์ จึงถูกพลิกมาเป็นแรงเร่งให้คนรีบเปิดดู
แม้ Dalah’s Spoiler Billboard จะไม่ได้เป็นผลงานที่คว้า Lion ให้ VML Bangkok ใน Cannes Lions 2026 แต่เป็นส่วนสำคัญของพอร์ตงานในฤดูกาลรางวัลเดียวกัน โดยได้รับ Gold และ Bronze จาก Spikes Asia รวมถึง Merit ในหมวด Out of Home จาก The One Show 2026 งานนี้ช่วยแสดงให้เห็นว่า Outdoor ยังสร้างเรื่องราวแบบ Real-time ได้ และสื่อกายภาพสามารถกลายเป็น Content Engine ที่ขยายต่อบนโลกออนไลน์ได้ไกลกว่าพื้นที่ตั้งบิลบอร์ดหลายเท่า

VML Team: ดาหลา Netflix
- ลัลน์ลลิตา คำขันตี Account Director
- สขิลา บานเย็น Head of Strategy
- ณัฎฐ์คเณศ เรืองรุจเมธกุล Group Creative Director
- รุจรดา เรียนวัฒนา Creative Group Head
- ณัฐกฤตา เลิศปิติวัฒนา Art Director
Soil Stay: Gold Lion ที่เกิดจากการลงจากหอคอยงาช้าง แล้วลุยจับดิน
หากสองแคมเปญแรกใช้ความบันเทิงและความระทึกดึงคนเข้าหาแบรนด์ แต่ “Soil Stay” ของปุ๋ยตรามงกุฎเลือกเส้นทางต่างออกไป งานนี้เริ่มต้นจากโจทย์ที่ดูเรียบง่ายมาก คือการผลิตวิดีโอเล่าเรื่องเกษตรกรซึ่งประสบความสำเร็จจากการใช้ปุ๋ยอย่างถูกวิธี
VML มองว่า การนำความสำเร็จของเกษตรกรมาเล่าเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน แต่ยังมีระยะห่างระหว่าง “เรื่องของเขา” กับ “ปัญหาในไร่ของฉัน” ทีมจึงเปลี่ยนโจทย์จากการทำวิดีโอ ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรได้เข้ามาเรียนรู้จากพื้นที่จริง และนำอินไซต์ว่าเกษตรกรทำงานวนอยู่กับฤดูกาลเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และเตรียมแปลงรอบใหม่ ช่วงเวลาสำหรับพักหรือหาความรู้เพิ่มเติมมีจำกัด Soil Stay จึงชวนเกษตรกรใช้ช่วง Off-season ออกมาพัก พร้อมเรียนรู้เรื่องดินและการใช้ปุ๋ยผ่านประสบการณ์ที่เข้าใจง่ายกว่าเนื้อหาวิชาการแบบเดิม
หัวใจของแคมเปญอยู่ที่ข้อมูลจากดินของเกษตรกรแต่ละคน ผู้เข้าร่วมสามารถนำตัวอย่างดินจากแปลงมาตรวจ วิเคราะห์ และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของแบรนด์ เพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะกับสภาพดินในปัจจุบัน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ลอยอยู่ในตำราอีกต่อไป แต่เชื่อมเข้ากับคำถามที่เกษตรกรสนใจมากที่สุด เช่น ดินของตัวเองขาดอะไร ควรใส่ปุ๋ยสูตรไหน และจะลดต้นทุนพร้อมเพิ่มผลผลิตได้อย่างไร
วิธีคิดนี้ยังท้าทายความเชื่อที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น การใช้ปุ๋ยตามพ่อแม่หรือเพื่อนบ้านอาจเคยได้ผลในอดีต แต่สภาพดิน อากาศ และรูปแบบการเพาะปลูกเปลี่ยนไปแล้ว Data จึงเข้ามาช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำขึ้น โดยไม่ปฏิเสธภูมิปัญญาเดิมหรือสั่งให้เกษตรกรเชื่อตัวเลขทันที แคมเปญเลือกทำให้เห็นผลผ่านดินจริงและพื้นที่จริงของแต่ละคน
ความทุ่มเทของทีมครีเอทีฟ ที่มากกว่าทำงานหลังบ้าน แต่ออกมาหลังสู้ฟ้าหน้าสู่ดินเช่นเกษตรกร
เบื้องหลังงานที่ดูสงบนิ่ง คือการลงพื้นที่อย่างหนัก ทีม VML ต้องเดินทางไปพบเกษตรกรในหลายภูมิภาค ศึกษาพืช สภาพดิน และวงจรการทำงานของแต่ละพื้นที่ รวมถึงทำงานร่วมกับฝ่ายเทคนิคของปุ๋ยตรามงกุฎ เพื่อนำองค์ความรู้หลังบ้านมาย่อยให้กลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้
การลงพื้นที่ยังเปลี่ยนสายตาที่ทีมมีต่อกลุ่มเป้าหมาย เกษตรกรไม่ได้ถูกวางบทให้เป็นผู้รับความช่วยเหลือ แต่ได้รับการมองในฐานะนักธุรกิจ ซึ่งต้องบริหารต้นทุน ผลผลิต ความเสี่ยง และทรัพยากรของตัวเอง ปุ๋ยกับข้อมูลจึงเป็นอาวุธทางธุรกิจ ขณะที่แบรนด์ขยับจากผู้ขายสินค้าไปเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ดีขึ้น
หลัก 3P ทั้ง Profit, People และ Planet จึงเกิดขึ้นเป็นวงจรที่เห็นภาพชัด เมื่อดินได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ผลผลิตดีขึ้น เกษตรกรมีโอกาสสร้างกำไร และแบรนด์สามารถเติบโตไปพร้อมกับระบบเกษตรกรรมที่แข็งแรงกว่าเดิม ที่สำคัญ Soil Stay ถูกออกแบบให้ขยายผลต่อได้ ทั้งพื้นที่ ชนิดพืช และกลุ่มเกษตรกร จึงมีสถานะใกล้เคียงแพลตฟอร์มระยะยาว มากกว่าอีเวนต์ซึ่งจัดขึ้นครั้งเดียวแล้วปิดโครงการ
คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ Soil Stay คว้า Gold Lion ในหมวด Creative B2B พร้อมได้รับอีก 3 Shortlists ในกลุ่ม Creative B2B และ Sustainability ความสำเร็จของงานไม่ได้ตั้งอยู่บนภาพเกษตรกรหรือถ้อยคำเรื่องความยั่งยืนที่คุ้นตา หากมาจากระบบซึ่งนำ Data, Experience และความรู้ของแบรนด์เข้าไปช่วยแก้โจทย์การทำธุรกิจให้ลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม

VML Team: ปุ๋ยตรามงกุฎ
- วาสนา จิระสุรเดช Client Service Director
- เอกลักษณ์ จรัญวาศน์ Chief Strategic Officer
- คุณากร แสนสุข Data Analytics Manager
- ชัชชัย บุษบากร Executive Creative Director
- คุณัชญ์ แจ้งจรัส Creative Group Head (Copy based)
- พฤทธิ์พงศ์ ปัญญาบุญ Copywriter
- ณัฐวุฒิ ชูขันทอง Senior Art Director
รางวัลคือปลายทาง ส่วนต้นทางคือการพาลูกค้าไปสู่ความสำเร็จ
คุณภาคย์ วรรณสิริ Chief Creative Officer แห่ง VML Thailand มองภาพรวมของความสำเร็จครั้งนี้ว่า งานโฆษณายังต้องทำหน้าที่พื้นฐานของมันให้ครบ นั่นคือช่วยขายสินค้า บริการ หรือความคิดบางอย่างให้กับแบรนด์ การ Hard Sell จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลบ เพียงต้องหาวิธีทำให้การขายนั้นสนุก มีรสนิยม และมีคุณค่าพอให้ผู้ชมยอมใช้เวลาอยู่ด้วย
“เป้าหมายของ VML Thailand จึงไม่ได้เริ่มจากการทำงานเพื่อล่ารางวัล แต่เริ่มจาก Client Problem และ Business Problem เมื่อโซลูชันแข็งแรง สร้างผลลัพธ์จริง และถูกถ่ายทอดผ่านความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ รางวัลจึงทำหน้าที่รับรองคุณภาพของงานในภายหลัง ความไว้ใจระหว่างเอเจนซี่ ลูกค้า ทีมโปรดักชัน และผู้เชี่ยวชาญทุกฝ่าย เป็นฐานสำคัญที่ทำให้ไอเดียซึ่งดูเสี่ยงหรือทำยากสามารถเกิดขึ้นจริงได้”

มุมมองทิศทางในอนาคตของวงการโฆษณา ผ่านเวที Cannes Lions
แนวคิดการทำงานในแบบ VML Thailand ภายใต้การนำของ คุณภาคย์ วรรณสิริ CCO VML Thailand ภาพรวมเน้นไปที่การผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ธุรกิจอย่างแท้จริง และการรักษา “ความเป็นมนุษย์” ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสูง ขณะที่ เทรนด์โฆษณาจาก Cannes Lions 2026 คุณภาคย์ กล่าวให้จับตาหลายเทรนด์ ซึ่งเราขอสรุปดังนี้
#1 พลังของ “Human” และ “Humor”
มนุษย์คือหัวใจสำคัญ หลังจากที่เวที Cannes Lions หมกมุ่นกับเรื่องเทคโนโลยี (AI, Metaverse) มาหลายปี ปีนี้เทรนด์ได้กลับมาสู่เรื่องของ “Human” หรือความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน “ความตลก” (Humor) คือเครื่องมือเชื่อมต่อ และเป็นสิ่งที่สร้าง Human Connection เป็นอารมณ์รูปแบบใหม่ที่เป็นความบันเทิงชั้นดี โดยเฉพาะอารมณ์ขันแบบไทยที่เป็นซิกเนเจอร์ ซึ่ง AI ยังทำได้ไม่ดีเท่ามนุษย์ “เพราะ “AI ไม่ค่อยตลก” และความตลกเป็นเรื่องของรสนิยมมนุษย์ (Human Taste)”
นอกจากนี้ Human Craft คือความหรูหรา งานที่ใช้แรงงานฝีมือของมนุษย์ (Human Craft) อย่างแคมเปญ “ดาหลา” ที่ต้องควบคุมการเหี่ยวของดอกไม้จริง กลายเป็นสิ่งที่กรรมการยอมรับว่าเป็นความสวยงามที่เทคโนโลยีเลียนแบบได้ยาก
#2 “Advertising is Dead” สู่ “Expanded Creativity”
“โฆษณาแบบเดิมตายแล้ว ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในกรอบของ “งานโฆษณา” (Communication) อีกต่อไป แต่ถูกขยาย (Expand) ไปสู่การสร้างประสบการณ์ผู้คน (User Experience), ความบันเทิง, กีฬา, ซีรีส์ และการแก้ปัญหาธุรกิจในทุกมิติ”
การแก้ปัญหาด้วยจิ๊กซอว์ที่หลากหลาย ปัจจุบันไม่มีสูตรสำเร็จ (Single Theme) อีกต่อไป แต่เป็นการหยิบจับจิ๊กซอว์ต่าง ๆ เช่น Data, เทคโนโลยี, และ Creativity มาประกอบกันเพื่อหา “Clear Solution” ให้กับโจทย์ของลูกค้า

#3 รูปแบบการเล่าเรื่องใหม่ (New Forms of Storytelling)
ไมโครดราม่าและ TikTok Style กลายโฆษณายุคใหม่เริ่มหยิบเอาศาสตร์ของ Micro-drama หรือละครสั้นใน TikTok มาใช้ มีการทิ้งท้ายให้ติดตาม (Cliffhanger) ซึ่งเป็นฟอร์มที่กรรมการในระดับสากลมองว่าใหม่และน่าสนใจ
นอกจากนึ้ การขายของแบบผ่านความบันเทิง (Hard Sell as Entertainment) เป็นเทรนด์ปัจจุบันคือการยอมรับว่าโฆษณาคือการขายของ (Sale something) แต่ต้องขายอย่างไรให้ตรงไปตรงมาและสนุกจนคนปฏิเสธไม่ได้ เหมือนในแคมเปญ “ประกันติดโล่” ที่ขายถึง 10 ฟีเจอร์แต่คนยังอยากดูจนจบ
#4 การทำงานร่วมกันระหว่าง Human และ AI
AI ไม่ได้มาแทนที่แต่มา Empower ดังนั้น หยุดเถียงกันเรื่อง AI จะมาแทนคน แต่ให้มองว่าต้องทำงานร่วมกัน (Co-pilot) อย่างไร มนุษย์สร้าง Trust และ Taste ขณะที่ AI ให้ความเร็ว (Speed) และความสะดวก แต่การสร้างความเชื่อใจ (Trust) และรสนิยม (Taste) ในงานยังเป็นหน้าที่ของมนุษย์ งาน AI ที่ดีต้องยังมี “กลิ่นอายความเป็นมนุษย์” (Human Touch) จึงจะสามารถเชื่อมต่อกับผู้คนได้
#5 บทบาทใหม่ของ Creator
เราต้องมอบ Creator ใหม่ ไม่ใช่แค่การเป็นสื่อ แต่เป็นพาร์ทเนอร์ โดยที่แบรนด์และเอเจนซี่ต้องเลิกมอง Creator, KOL, Influencer เป็นเพียงแค่ “สื่อ” (Media) ที่เอาไว้ลงโฆษณา แต่ต้องมองเป็น “Creative Hub” และพาร์ทเนอร์ในการสร้างสรรค์งานร่วมกัน (Collaborate) เพื่อเข้าถึงฐานแฟนคลับอย่างแท้จริง
ดังนั้น ชัยชนะของ VML Thailand บนเวที Cannes Lions จึงไม่ได้บอกเพียงว่าคนโฆษณาไทยยังคิดงานเก่ง แต่บอกด้วยว่า Creativity ซึ่งเดินทางได้ไกลที่สุด มักเริ่มจากการยืนใกล้ปัญหามากพอ เห็นมนุษย์หลังตัวเลข และกล้าที่จะขายของโดยไม่ทิ้งความบันเทิง ความรับผิดชอบ และผลลัพธ์ทางธุรกิจไว้ข้างหลัง






