เริ่มจากอยากรู้จักคนใหม่ ๆ หนุ่มวัย 27 เปิด Run Club ฟรี ก่อนต่อยอดจนสร้างรายได้กว่า $640,000 ต่อปี


ถ้า Run Club แห่งหนึ่งเปิดให้คนมาวิ่งฟรีทุกสัปดาห์ คำถามคงตามมาว่า แล้วเจ้าของจะสร้างรายได้จากตรงไหน

คำตอบของ Owen Akhibi Herrera หนุ่มวัย 27 ปี ผู้ก่อตั้ง Peak and Pace คือ เก็บการวิ่งเอาไว้เป็นกิจกรรมฟรี แล้วหารายได้จาก Party, Event และกิจกรรมอื่นที่ต่อยอดขึ้นมารอบ Community

นั่นทำให้ Peak and Pace ซึ่งเพิ่งเริ่มในปี 2024 สร้างรายได้มากกว่า 640,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หรือราว 20 ล้านบาท 

เรื่องเริ่มขึ้นหลัง Owen ย้ายจาก London มา New York ในปี 2023 เขาแทบไม่รู้จักใคร และพบว่าการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในเมืองใหญ่เป็นเรื่องยาก จึงลองชวนคนกลุ่มเล็กๆ ออกมาวิ่งด้วยกัน

เดือนกรกฎาคม 2024 Peak and Pace จึงเกิดขึ้น โดย Run แรกมีคนมาเพียง 12 คน ตอนนั้น Owen ยังทำงานด้าน Algorithmic Trading Sales ที่ J.P. Morgan และทำ Run Club เป็น Side Hustle หรือธุรกิจเสริมควบคู่กันไป 

คนมาที่นี่เพื่อวิ่ง และมีเหตุผลให้อยู่ต่อ

Peak and Pace โตค่อนข้างเร็ว หลังจัดกิจกรรมประมาณ 5 ครั้ง จำนวนคนมาวิ่งเพิ่มเป็นราว 150 คน 

Owen วาง Peak and Pace ให้เข้าร่วมง่าย มีทั้งกลุ่มเดิน Run/Walk และ Runner หลายระดับ ช่วงหนึ่ง Walking Group มีคนถึงประมาณ 300 คน และ Community เปิดรับตั้งแต่คนที่อยากเดิน ไปจนถึงคนที่วิ่ง Pace เร็ว 

เขาเคยอธิบาย Peak and Pace ว่าเป็น “Social Club ที่บังเอิญมีกิจกรรมวิ่ง” เพราะ Music การเต้น และกิจกรรม Social ถูกใส่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Community คนที่ไม่ได้มองตัวเองว่าเป็น Runner จึงเข้ามาร่วมได้เช่นกัน

Peak and Pace ยังมี Afro-Caribbean Culture เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ผ่านดนตรี การเต้น และการพบปะสังสรรค์ ทำให้หลายกิจกรรมมีความรู้สึกใกล้กับการมาเจอเพื่อน มากกว่าการมาซ้อมวิ่งอย่างจริงจัง 

ช่วงแรก Owen ยังทำทุกอย่างแบบค่อนข้าง Lean เขายังมีงานประจำอยู่ที่ J.P. Morgan และใช้ Social Media โพสต์สม่ำเสมอเพื่อดึงคนเข้าร่วม โดยภายหลังเขาระบุว่า Peak and Pace ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มี Investor และไม่ได้ใช้งบโฆษณาก้อนใหญ่ 

พอ Community เริ่มโต สิ่งที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายของกิจกรรมที่ใหญ่ขึ้น Owen จึงเริ่มหาวิธีให้กิจกรรมเหล่านั้นเลี้ยงตัวเองได้ 

Party ราคา 20 ดอลลาร์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของรายได้

เขาลองจัด Party ที่บาร์ใน Manhattan และเก็บเงินประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อคน หรือราว 670 บาท

Party ค่อยๆ ใหญ่ขึ้น มี DJ มี Food Vendor และองค์ประกอบของ Event เพิ่มเข้ามา ราคาบัตรสำหรับงานขนาดใหญ่โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 15–25 ดอลลาร์ หรือราว 500–840 บาท ส่วนการวิ่งกับ Peak and Pace ยังคงฟรี

เมื่อโมเดลนี้เริ่มเวิร์ก Peak and Pace จึงค่อยๆ ขยายกิจกรรมที่เก็บค่าใช้จ่ายออกไปมากขึ้น ทั้ง Event, Comedy Night, Hiking และ Ski Trip โดย Owen เคยบอกว่าเขาคิดเรื่องการสร้างรายได้ให้ Club ไว้ตั้งแต่ช่วงแรก เพราะกิจกรรมเหล่านี้มีต้นทุน และเขาอยากให้ Community สามารถทำอะไรได้มากกว่าการนัดวิ่ง 

Event โตถึงระดับคนซื้อบัตรหลักพัน

เมื่อ Community โตขึ้น ขนาดของ Event ก็โตตามไปด้วย เดือนกันยายน 2025 Peak and Pace จัด 5K Run และ After-party บน Governors Island โดยมีคนซื้อบัตรประมาณ 2,000 คน ขณะที่ตลอดปีเดียวกัน มีคนเข้าร่วม Event ของ Peak and Pace รวมมากกว่า 30,000 คน

ตัวเลขนี้ทำให้เห็นว่า กิจกรรมที่เริ่มจาก Party ขนาดเล็ก ค่อยๆ โตเป็น Event ที่มีคนเข้าร่วมในระดับหลักพัน และทำให้ Peak and Pace มีฐานคนมากพอสำหรับพัฒนากิจกรรมแบบเสียเงินได้ต่อเนื่องมากขึ้น

รายได้กว่า $640,000 เกือบทั้งหมดมาจาก Party

ปีเดียวกัน Peak and Pace สร้างรายได้มากกว่า 640,000 ดอลลาร์สหรัฐ

CNBC Make It ซึ่งตรวจสอบเอกสารของบริษัทระบุว่า รายได้เกือบทั้งหมดมาจาก Party ธุรกิจมี Profit Margin โดยรวมประมาณ 15% แม้ Event บางงานจะขาดทุนก็ตาม 

Owen ยังไม่ได้ดึงกำไรออกมาเป็นเงินเดือนเพิ่มให้ตัวเอง เขาเลือกนำเงินกลับไปลงทุนใน Peak and Pace ต่อ 

ช่วงหนึ่งเขาต้องทำงานรวมประมาณ 18 ชั่วโมงต่อวัน นานเกือบหนึ่งปี เพื่อดูแลงานประจำควบคู่กับ Peak and Pace จนจำนวน Event และผู้เข้าร่วมโตเกินกว่าที่เขาจะดูแลทุกอย่างด้วยตัวเองได้

ปัจจุบัน Peak and Pace มี Contractor 9 คนช่วยดูแลกิจกรรมเกือบทั้งหมด ส่วน Owen เดินทางกลับ New York เป็นระยะ และกำลังมองหา Head of Operations มารับช่วงงานบริหารมากขึ้น 

Side Hustle ที่เริ่มขึ้นในปี 2024 จึงโตมาถึงจุดที่ Owen ต้องสร้างทีมให้ธุรกิจสามารถเดินต่อได้ โดยไม่ต้องพึ่งเขาในทุกกิจกรรม