หยุดความรู้สึก #เหนื่อยล้า ตลอดวัน กับ 7 พฤติกรรมที่อยากให้ปรับ เพื่อเติมพลังกาย – จุดไฟการทำงาน

  • 12
  •  
  •  
  •  
  •  

How to Stop Feeling Tired All the Time-01

เคยมั้ย เมื่อไหร่ที่ใกล้ถึงช่วงเทศกาล หรือมีวันหยุดยาว เป็นต้องรู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแรง หมดพลังทำงาน กว่าจะจุดไฟขยันให้ทำงานลุล่วงไปได้แต่ละวันช่างแสนยากเย็น แม้ว่าจะนอนครบ 8 ชั่วโมง หรืออัดกาแฟระหว่างวันอย่างหนักก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่มนุษย์วัยทำงานส่วนใหญ่ต้องเจอ! ซึ่งหากคุณสามารถจัดการกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย แต่หากยังหาทางแก้ไม่ได้ ให้ลองเอาคำแนะนำต่อไปนี้ไปทดลองดูก่อน ว่ากันว่า…ช่วยเพิ่ม Energy ในการทำงานได้เป็นอย่างดีเชียวล่ะ

 

หยุด! วิถีชีวิตแบบยึดติด ‘กล่อง’

อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเวอร์ที่บอกว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในกล่อง แต่ถ้าพิจารณาชีวิตวันทำงานของพวกเรา จะพบว่าแต่ละวันต้องใช้ชีวิตอยู่กับสารพัดกล่อง ตั้งแต่…กินอาหารเช้าในกล่อง ไม่ว่าจะจัดเรียงไว้ล่วงหน้า หรือเมนูเร่งรีบที่แวะซื้อระหว่างทางไปออฟฟิศ แถมถึงเวลาทำงานก็ต้องขึ้น – ลงลิฟท์ที่เป็นทรงกล่อง ต้องจ้องจอคอมจอมือถือตลอดวัน ใช้ชีวิตอยู่ในห้องประชุมสี่เหลี่ยม แม้แต่นั่งทำงานก็อยู่กับโต๊ะทำงานที่จัดแบ่งเป็นกรอบสี่เหลี่ยม เหลี่ยมเยอะไปหมด!

วิธีปรับ: ควรขยับร่างกายให้มากขึ้น หากออฟฟิศของคุณมีพื้นที่ธรรมชาติให้ผ่อนคลายก็อย่าลืมแวะไปนั่งพักผ่อนหย่อนใจบ้าง ลุกจากเก้าอี้ทำงานเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถและกระตุ้นร่างกายให้ได้ขยับเขยื้อนมากขึ้น และที่สำคัญ อย่าทำเพียงแค่คิดนอกกรอบ ต้องใช้ชีวิตนอกกรอบด้วย เช่น เลือกอาหารปรุงใหม่ไม่ใช่แบบสำเร็จรูปพร้อมกิน

 

สร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ‘ทุกวัน’

แม้ว่าการใช้สมอง เพื่อเค้นให้ได้ความคิดสร้างสรรค์ในแต่ละวันจะเป็นเรื่องที่ทำให้เราเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า แต่เชื่อหรือไม่ว่า…พฤติกรรมของเราจะเปลี่ยนไปได้ตามสิ่งที่คิดและเชื่อ เช่น การที่เราพร่ำบอกและบ่นว่าเหนื่อยล้า ร่างกายก็อาจรู้สึกเช่นนั้นอยู่ตลอด ดังนั้น การสร้างแรงบันดาลใจให้ตนเอง จึงอาจส่งผลต่อการกระทำในแต่ละวันของเราได้ด้วย

วิธีปรับ: หาภาพหรือข้อความที่สร้างพลังบวก มากระตุ้นตนเองอยู่ตลอดวัน เช่น ภาพบนจอคอม จอมือถือ สมาร์ทวอทช์ หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนท่าทางการเดิน การนั่ง ซึ่งหากเราพยายามทำทุก ๆ วัน ก็อาจเปลี่ยนจากการบังคับตนเองเป็นความเคยชินในที่สุด ดังนั้น การเปลี่ยนความคิดหรือมุมมองก็เช่นกัน

How to Stop Feeling Tired All the Time-02

เตรียมความพร้อม ให้การทำงานช่วงบ่าย

แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ ที่เรารู้สึกง่วงสุด ๆ และหมดพลังหลังจากกินมื้อกลางวัน นอกจากความเครียดที่สะสมมาตลอดช่วงครึ่งวันเช้า ก็อาจเป็นเพราะการเลือกอาหารผิดเมนู ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อย่อยอาหารมื้อกลางวัน ดังนั้น หลายต่อหลายคนจึงต้องมีแก้วกาแฟถือติดมือในช่วงบ่าย

วิธีปรับ: แบ่งเวลามางีบสั้น ๆ หลังมื้อกลางวัน หรือจะลองออกกำลังกายแบบเบา ๆ เคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ เพื่อเรียกความสดชื่น แต่เคล็ดสำคัญก็คือต้องทำติดต่อกัน 2-3 วัน เพื่อทำให้ร่างกายรู้สึกคุ้นชินจนกลายเป็นตารางประจำวัน

 

ความยุ่งเหยิง – ไม่เป็นระเบียบ คือศัตรูชีวิต

เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วที่เราจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ในช่วงที่งานยุ่ง งานเยอะ แถมต้องเผชิญกับมลพิษและสถานการณ์โรคระบาด แต่ไม่ใช่เพียงแค่งานยุ่งที่ส่งผลเชิงลบต่ออารมณ์และประสิทธิภาพการทำงาน เพราะแม้แต่โต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยข้าวของที่ไม่ได้ใช้งาน เศษกระดาษ กองเอกสาร ก็ส่งผลเสียต่อพลังงานและประสิทธิภาพการทำงานเช่นกัน

วิธีปรับ: ถึงจะรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน แต่ก็ต้องฮึดสู้ อย่าเพิ่งรู้สึกว่าอยากพักผ่อนทันทีที่เสร็จงานหรือกลับถึงบ้าน แต่คำแนะนำคือ ยิ่งรู้สึกเหนื่อยต้องยิ่งเคลื่อนไหว ดังนั้น การจัดระเบียบให้โต๊ะทำงานหลังจากที่เคลียร์งานเสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือจัดเก็บข้าวของภายในบ้านให้เป็นระเบียบอยู่ถูกที่ถูกทาง จึงถูกจัดให้เป็นอีกหนึ่งวิธีผ่อนคลายความเหนื่อยล้าในแบบที่คุณนึกไม่ถึง

 

‘น้ำ’ สำคัญต่อร่างกายและอารมณ์

การเพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกายสดชื่น มีพลังในกาทำงาน ไม่ใช่แค่เรื่องการทำตัวเป็นแก้วที่พร้อมรับน้ำ แต่บางครั้งอาจหมายถึงเราควรทำตัวเป็นฟองน้ำด้วย เพราะอย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า น้ำ คือ ส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่มีความสำคัญต่อร่างกายซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและอารมณ์ของเรา

วิธีปรับ: ควรดื่มน้ำเรื่อย ๆ ตลอดวัน หากเกรงว่าจะยุ่งกับการทำงานจนลืม ก็อาจจะตั้งนาฬิกาปลุกไว้เป็นตัวช่วยเพื่อเตือนให้ไม่ลืมยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม หรือจะเลือกกดน้ำใส่ขวดขนาดใหญ่เอาไว้ เพื่อบังคับให้ตัวเองต้องดื่มน้ำจนหมดขวด ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ

How to Stop Feeling Tired All the Time-03

 

จำกัด ‘เวลาหน้าจอ’

ถึงสมาร์ทโฟนและอินเทอร์เน็ต จะช่วยให้เราใช้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ทุกอย่างที่มากเกินไปก็มีข้อเสียทั้งนั้น แน่นอนว่าการใช้เวลาจมอยู่กับการไถหน้าจอมือถือก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่กินเวลาทำงานทำการ แต่ยังเปลืองพลังงานชีวิตในแต่ละวันอีกด้วย ซึ่งจากผลการสำรวจหลาย ๆ ครั้ง พบว่า…ผู้ใช้งานมักจะประเมินเวลาที่ตนเองใช้งานน้อยกว่าความเป็นจริง นั่นเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ตัวและมัวแต่เพลิดเพลินกับการท่องโลกออนไลน์นั่นเอง และน่าแปลกใจว่าหลาย ๆ ครั้ง การใช้เวลาอยู่กับมือถือก็ไม่ได้มอบความสุขให้เราเสมอไป เพราะหลายครั้งก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าหดหู่ใจ

วิธีปรับ: อลงตรวจสอบเวลาการใช้มือถือแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ ซึ่งเดี๋ยวนี้มีเครื่องมือต่าง ๆ ในมือถือของคุณสามารถทำได้ และหากเป็นไปได้ ก็ควรหยุดพฤติกรรมไถนิ้วอย่างไร้จุดหมายบนโซเชียลมีเดีย เปลี่ยนเป็นการฝึกหรือกำหนดลมหายใจ ยืดกล้ามเนื้อ ดื่มน้ำและกินผักผลไม้ให้มากขึ้น แทนการนั่งเล่นมือถือในเวลาว่าง

 

ให้ความสำคัญกับ ‘การนอน’

แน่นอนที่สุดว่าวันไหนที่นอนน้อย นอนหลับไม่สนิท เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะยิ่งรู้สึกอ่อนเพลีย ทำให้ไม่สดชื่นไปตลอดทั้งวัน ซึ่งสาเหตุของการนอนไม่หลับนั้นก็มาจากหลากหลายพฤติกรรมระหว่างวัน ทั้งการกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน หรือดูซีรีย์จนดึก

วิธีปรับ: เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้านอน เช่น ลดเสียงทุกอย่างให้เบาลง และลดแสงสว่าง เพื่อเป็นการเตรียมร่างกายให้เข้าสู่ช่วงก่อนนอน หรืออาจผ่อนคลายด้วยกิจกรรมบางอย่าง เช่น ทำสมาธิ อ่านหนังสือเนื้อหาไม่เคร่งเครียดจนเกินไป ฟังเพลงเบา ๆ หรือนอนบนเตียงและพูดคุยกับคนรัก เป็นต้น

 

ที่มา: Medium


  • 12
  •  
  •  
  •  
  •  
Ms.นกยูง
Ms.นกยูง
เมื่อโลกไม่เคยหยุดหมุน เราก็ไม่ควรหยุดเรียนรู้... ชวนคุณมาทำความรู้จักหลากหลายเรื่องราว ทั้งสาระและสีสันบนโลกดิจิทัลไปพร้อมกัน