ตามดูเส้นทาง “ดอยคำ” แบรนด์ที่พลิก “มะเขือเทศ” ให้เป็นพืชเศรษฐกิจของไทย พร้อมเบื้องหลังแคมเปญ “Pain Made My Day” สนับสนุนให้ทุกคนดูแลตัวเอง

  • 712
  •  
  •  
  •  
  •  

 

หากย้อนกลับไปเมื่อ 7 – 8 ปีที่แล้ว หนึ่งในกระแสสุขภาพและความงามที่เกิดการ “บอกต่อ” บนออนไลน์อย่างเว็บบอร์ด pantip.com” มากที่สุด ต้องยกให้กับ “น้ำมะเขือเทศดอยคำ” ทำให้หลายคนที่ติดตามรีวิวจากผู้ดื่มจริง ได้ลองหาซื้อมาบริโภค จนทำให้ผลิตภัณฑ์กลายเป็นที่รู้จักและแพร่หลายมากขึ้น

ถึงวันนี้เข้าสู่ยุค Social Media และแม้ในตลาด Soft Drink เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพและความงามมากมาย แต่ชื่อของ “ดอยคำ” ยังคง “ยืนหนึ่ง” ในตลาดน้ำมะเขือเทศที่เน้นคุณประโยชน์จากธรรมชาติ และไม่เพียงแต่กลุ่มน้ำมะเขือเทศเท่านั้น ปัจจุบันยังได้ขยายโปรดักต์ไลน์ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศมากมาย จนกลายเป็น “ครอบครัวมะเขือเทศ” ที่ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องดื่ม ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ Ready to cook และ Ready to eat

ดังนั้นเพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำที่มีหลายหลายกลุ่มสินค้า และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น ล่าสุด “ดอยคำ” ได้สร้างสรรค์แคมเปญใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Pain Made My Day” ที่มี Big Idea จากการศึกษาและทำความเข้าใจ Insights ของผู้บริโภคที่ต้องเผชิญกับปัญหามากมายในแต่ละวัน มาเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์มะเขือเทศต่างๆ ของดอยคำที่ช่วยให้ผู้บริโภคทุกคนดูแลตัวเองได้ แม้ในวันที่ต้องเจ็บปวดมากแค่ไหนก็ตาม!

MarketingOops! ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “คุณชนันนัทธ์ พลปัถพี รองผู้จัดการใหญ่ (ด้านขายและการตลาด) บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด” เจาะลึกเรื่องราวความสำเร็จของผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ พร้อมด้วยเบื้องหลังคอนเซ็ปต์ Pain Made My Day” แคมเปญที่สนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาดูแลตัวเอง และก้าวต่อไปของกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ

 

คุณชนันนัทธ์ พลปัถพี รองผู้จัดการใหญ่ (ด้านขายและการตลาด) บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด

 

ตามดูเส้นทางดอยคำ จาก “มะเขือเทศชุมชน” สู่ “พืชเศรษฐกิจ” สร้างรายได้เกษตรกรไทย – เสริมแกร่งพอร์ตฯ ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ

“ดอยคำ” เป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ที่ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรสูงสุด โดยใช้กลไกบริหารจัดการที่ดีผสานความรู้ และนวัตกรรมเพื่อนำผลกำไรที่ได้กลับคืนสู่สังคม บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชประสงค์ในการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรทางภาคเหนือ และภาคอีสานของไทย

สำหรับภาคอีสานตอนบน “ดอยคำ” ได้ส่งเสริมการปลูก “มะเขือเทศ” ให้กับเกษตรกรในพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำโขง ครอบคลุมจังหวัดสกลนคร และจังหวัดใกล้เคียง เช่น นครพนม, มุกดาหาร, กาฬสินธุ์ และอุดรธานี รวมกว่า 23,000 ไร่ เรียกพื้นที่นี้ว่า “เส้นทางสายมะเขือเทศ” (Tomato Belt) พร้อมทั้งสร้างโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 3 (เต่างอย) จังหวัดสกลนคร เพื่อรับซื้อและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรรวมกว่า 15,000 ตันต่อปี   โดยทางดอยคำได้มีการประกันราคาซื้อมะเขือเทศสดที่สูงกว่าตลาด

ปัจจุบัน “มะเขือเทศ” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่อีสานตอนบน บริเวณลุ่มแม่น้ำโขงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และด้วยสายพันธุ์มะเขือเทศที่ดอยคำส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูก ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องให้มีความแข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และทำให้มะเขือเทศที่ได้มีผลใหญ่ รสชาติดี เนื้อแน่น จึงเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มะเขือเทศแปรรูปประเภทต่างๆ ประกอบกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมบนหลักการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ในคุณภาพผลิตภัณฑ์ และแสดง “ความจริงใจ” ให้กับผู้บริโภค

 

 

พอเราตั้งโรงงานขึ้น เริ่มแรกผลิตมะเขือเทศแปรรูปเข้มข้น ต่อมาได้ออกผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศดอยคำ ซึ่งช่วง 7 – 8 ปีมานี้เทรนด์สุขภาพ และการดื่มน้ำมะเขือเทศเริ่มมา ทำให้ดอยคำได้รับความนิยม เพราะคนหันมาสนใจผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น สอดคล้องกับจุดยืนของดอยคำในการเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ

ถึงแม้น้ำมะเขือเทศดอยคำจะมีความยากในการดื่ม แต่ผู้บริโภคก็เล่าขานในแง่คุณประโยชน์ด้านสุขภาพ และผิวพรรณ ทำให้น้ำมะเขือเทศดอยคำเริ่มติดตลาดมาเรื่อยๆ” คุณชนันนัทธ์ เล่าถึงกระแสน้ำมะเขือเทศดอยคำฟีเวอร์

นอกจากน้ำมะเขือเทศดอยคำ 99% แล้ว ต่อมาได้เปิดตัวอีก 2 รสชาติคือ สูตร Low Sodium และสูตรผสมผลไม้รวม Mocktail เพื่อให้ง่ายต่อการดื่ม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคหลายกลุ่ม และครอบคลุมทุกเพศ ทุกวัย

 

 

เส้นทางการเติบโตของดอยคำเข้าสู่อีกหนึ่ง Milestone สำคัญคือ ปี 2559 “ดอยคำ” ได้ Rejuvenate แบรนด์ครั้งใหญ่ ปรับเปลี่ยนทั้งโลโก้ แพ็กเกจจิ้ง และปรับปรุงร้านค้าดอยคำให้มีเอกลักษณ์มากขึ้น รวมทั้งขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อให้แบรนด์มีความทันสมัย ขยายฐานลูกค้าจากกลุ่ม Baby Boomer – Gen X เป็น Gen Y ทำให้ตลาดมะเขือเทศดอยคำกว้างขึ้น ในที่สุด “ดอยคำ” สามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดน้ำมะเขือเทศได้สำเร็จ

 

 

จากความสำเร็จของ ผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศ “ดอยคำ” ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งPortfolio ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศแปรรูป ด้วยการขยายโปรดักต์ไลน์อีกมากมาย ประกอบด้วย

– กลุ่มน้ำมะเขือเทศ มี 3 สูตรคือ น้ำมะเขือเทศ 99%, น้ำมะเขือเทศ 99% สูตรโซเดียมต่ำ และน้ำมะเขือเทศผสมน้ำผลไม้รวม 98% ม็อกเทล

– น้ำมะเขือเทศ 100% แบบกระป๋อง

– มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้ง

– ซอสมะเขือเทศ และซอสมะเขือเทศสูตรโซเดียมต่ำ

– ล่าสุดเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ Ready to cook “ซอสสปาเก็ตตี้” และ Ready to eat “พิซซ่าสเปรด”

 

 

“ปัจจุบันภายใต้ Portfolio ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำทั้งหมด น้ำมะเขือเทศเป็นสินค้าขายดีอันดับ 1 คิดเป็นสัดส่วนการขาย 80 – 90% ของยอดขายผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำโดยรวม

ดังนั้นนอกจากเป็นตัวหล่อเลี้ยงรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่แล้ว ยังเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ที่สร้างรายได้ให้เรา แต่ขณะเดียวกันเราอยากให้ผู้บริโภคเวลานึกถึงดอยคำ ให้นึกถึงการเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศ ไม่ใช่แค่น้ำผลไม้ เพราะผลผลิตมะเขือเทศ ดอยคำสามารถต่อยอดเป็นโปรดักต์ไลน์ใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

ด้วยดอยคำมี Product ในกลุ่มมะเขือเทศหลากหลาย จึงต้องสร้างการรับรู้ให้เป็นมากกว่า “น้ำมะเขือเทศพร้อมดื่ม” พร้อมทั้งกระตุ้นให้คนที่เคยดื่ม หรือดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำอยู่แล้ว เกิดการดื่มต่อเนื่อง จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เพื่อให้ได้คุณประโยชน์ระยะยาว และขยายฐานไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ล่าสุดได้เปิดตัวแคมเปญการสื่อสารแบรนด์ครั้งใหญ่ภายใต้คอนเซ็ปต์Pain Made My Day”

 

จับอินไซต์ “ความเจ็บปวด” ที่ทุกคนต้องเจอ สู่แคมเปญใหม่

“ดอยคำ” ถือเป็นแบรนด์ที่ไม่ได้สื่อสารโฆษณามากนัก เมื่อเทียบกับ FMCG อื่น  แต่การเปิดตัวแคมเปญแบรนด์ในแต่ละครั้ง สามารถสร้างการจดจำแบรนด์ และนำไปสู่การเติบโตด้านยอดขาย

หากใครยังจำได้ในปี 2559 ดอยคำออกโฆษณา “คำแถลงขอโทษจากดอยคำ” ยอมรับในรสชาติว่าไม่ถูกปากคนไทยส่วนใหญ่ แต่ด้วยจุดยืนของแบรนด์ ต้องการให้ผู้บริโภคได้ดื่มน้ำมะเขือเทศจากธรรมชาติ โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ โฆษณาชุดนั้นได้กลายเป็น Talk of the town ที่กล้าฉีกแนวการสื่อสารในเวลานั้น

ต่อมาในปี 2561 ดอยคำเปิดตัวแคมเปญ “กินดี อยู่ดี” เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต กับผู้บริโภค ภายใต้ “ความจริงใจ” เพื่อให้คนไทย และเกษตรกรไทยได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี จากนั้นปี 2562 ส่งแคมเปญ “อยากโดนกิน” สื่อสารถึงครอบครัวมะเขือเทศ ดอยคำ

 

 

ล่าสุดในปีนี้ “ดอยคำ” เปิดตัวแคมเปญการสื่อสารใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Pain Made My Day : ดูแลตัวเองให้ดีทุกวัน” เบื้องหลังมาจากเห็น Consumer Insights ในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ภายใต้สถานการณ์ COVID-19 ผู้บริโภคต่างประสบกับความเจ็บปวดในการใช้ชีวิต และไม่มีความสุข

ดอยคำจึงหยิบ Insights ความเจ็บปวดของทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความรักความสัมพันธ์​ และชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่มักต้องเจอเพื่อนร่วมงานชอบเมาท์ มาเป็น Big Idea ของแคมเปญใหม่นี้ แล้วสื่อสารถึงการเปลี่ยน “ความเจ็บปวด” ที่ผู้คนพบเจอ ให้เป็นพลังบวกในการเริ่มต้น “ดูแลตัวเอง” ร้อยเรียงเข้ากับผลิตภัณฑ์ครอบครัวมะเขือเทศดอยคำ ทั้งน้ำมะเขือเทศ, มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้ง และซอสมะเขือเทศ ที่แม้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งจะมี pain ในการรับประทานมะเขือเทศ แต่ก็เป็นที่รับรู้ถึงคุณประโยชน์ที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพและความงาม

 

 

นำเสนอผ่าน Key Visual สีสันจัดจ้าน ทันสมัย เด่นสะดุดตา พร้อมด้วยข้อความที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่กระแทกใจ!

– “ถ้าใครเขาไม่แคร์ ก็แค่กลับมาดูแลตัวเอง”

– “คนในออฟฟิศเมาท์ว่าชอบทำตัวเด่น ให้ไลโคปีนช่วยให้เปล่งปลั่งกว่าเดิม”

– “รับบทนางเศร้า เพราะรักของเรามันจางลง เติมความเข้ม สดฉ่ำ ด้วยซอสมะเขือเทศดอยคำ”

– “เธอบอกว่า เขาเป็นแค่เพื่อน เราก็ อ่ะ เพื่อนก็เพื่อน ให้ความจี๊ดจ๊าดช่วยปลุกให้ตาสว่าง”

ปิดท้ายด้วยสโลแกน “ดูแลตัวเองให้ดีทุกวัน ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ” ตอกย้ำถึงการเป็นแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภค และสนับสนุนให้ทุกคนรักและดูแลตัวเอง

 

  

สำหรับแผนการสื่อสารแคมเปญ ได้ผสมผสานทั้งสื่อออฟไลน์ และออนไลน์ เนื่องจากผู้บริโภคในปัจจุบันมีวิถีชีวิตแบบ Fluid Lifestyle” คือ ใช้ชีวิตทั้งออฟไลน์ และออนไลน์

อย่างการสื่อสารผ่านสื่อออฟไลน์ ดอยคำให้ความสำคัญกับการจัดอีเว้นท์ เพราะสร้างประสบการณ์ และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค รวมทั้งยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวเส้นทางสายมะเขือเทศ ตั้งแต่จุดกำเนิดมะเขือเทศ ส่งเข้ามาที่โรงงานแปรรูป ผลิตออกมาเป็นสินค้าประเภทต่างๆ รวมถึงสื่อนอกบ้านจอ LCD ที่สร้างสรรค์ออกมาในรูปแบบสามมิติ ซึ่งถือเป็นก้าวใหม่ของดอยคำที่ทรานฟอร์มสื่อ Out of Home ออกมาในรูปแบบที่ทันสมัยและสะดุดตามากยิ่งขึ้น

ล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “ดอยคำ” จัดอีเว้นท์ My Beloved Tomato 2” ตอน มะเขือเทศเพื่อนรัก เพื่อให้ผู้บริโภคได้ช้อปผลิตภัณฑ์คุณภาพจากดอยคำ พร้อมทั้งเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่คือ ซอสสปาเก็ตตี้ และ พิซซ่าสเปรด

ขณะเดียวกันใช้สื่อดิจิทัลในการสื่อสารแคมเปญ เจาะตรงเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ

“เราใช้สื่อออฟไลน์เป็นตัว Kick-off แล้วใช้สื่อออนไลน์เป็นตัวขยายต่อ ข้อดีของสื่อดิจิทัล สามารถทำ Micro Segment ได้ เราเจาะไปที่กลุ่มเป้าหมายคนวัยทำงาน ผู้บริโภคกลุ่มนี้มี Pain ค่อนข้างเยอะ” คุณชนันนัทธ์ กล่าวเพิ่มเติม

เมื่อวิเคราะห์การทำแคมเปญ สามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์ของแบรนด์ดอยคำในหลายมิติคือ  

– สร้างการรับรู้ และตอกย้ำคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ นอกจากน้ำมะเขือเทศแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์มะเขือเทศแปรรูปต่างๆ ซึ่งการมี Product Portfolio หลากหลาย ทำให้ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ เข้าไปอยู่ในโอกาสการรับประทานที่มากขึ้น ทั้งการบริโภคภายในบ้าน (In-home Consumption) และการบริโภคนอกบ้าน (Out-of-Home Consumption)

– ตอกย้ำคุณค่าการเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่ส่งเสริมอาชีพและรายได้ของเกษตรกรไทยจากการดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม

– สร้างพฤติกรรมผู้บริโภคในการดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำอย่างต่อเนื่อง

– ขยายฐานกลุ่มผู้บริโภค Gen Z เป็นผู้บริโภคที่อยู่ในช่วงวัยเรียน และเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน สอดรับเทรนด์ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพและความงามเร็วขึ้น จากปัจจุบันมีฐานใหญ่ในกลุ่ม Baby Boomer, Gen X และ Gen Y จึงต้องการให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในทุกช่วงวัย

 

 

คุณชนันนัทธ์ ขยายความถึงความท้าทายของการทำตลาดน้ำมะเขือเทศว่า คนส่วนใหญ่ดื่มน้ำมะเขือเทศ เพราะอยากผิวสวย แต่เมื่อผิวสวยแล้ว ก็เลิกรับประทาน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเพื่อให้ได้คุณประโยชน์จากมะเขือเทศสูงสุด ต้องบริโภคอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นโจทย์ของน้ำมะเขือเทศดอยคำคือ ทำอย่างไรที่จะเพิ่มความถี่ในการรับประทาน

ดอยคำจึงใช้การสื่อสารเชิง Corporate สลับกับการสื่อสารผลิตภัณฑ์ บอกความเป็นตัวตนของแบรนด์ ให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภค บวกกับได้กำลังจาก Real User มาบอกต่อ โดยเฉพาะการบอกต่อในโลกออนไลน์อย่างขณะนี้มี User จริงรีวิวการดื่มน้ำมะเขือเทศดอยคำลงใน TikTok ทำให้เกิดกระแสการพูดถึงดอยคำบนออนไลน์

“เราอยากเป็น “Lifestyle Product” เข้าไปอยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค นั่นหมายความว่าดอยคำต้องมีความร่วมสมัย ไม่ได้ตอบโจทย์คน Gen ใด Gen หนึ่งเท่านั้น แต่ต้องอยู่ในทุก Generation ทุกเพศ ทุกวัย และทุกไลฟ์สไตล์ โดยพยายามเอาแบรนด์ดอยคำเข้าไป blend-in กับชีวิตผู้บริโภค ไปเป็นเพื่อนเขาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันในทุกช่วงชีวิต เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และอยู่ในทุก Life Stage ของผู้บริโภค” 

 

 

ตั้งเป้าเป็น “King of Tomato” ครองใจคนไทย

ขณะที่เป้าหมายด้านยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำ ตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่องทุกปี และยังคงเป็นอันดับ 1 ในตลาดน้ำมะเขือเทศ โดยคาดว่าหลังแคมเปญ นี้ถูกสื่อสารออกไป ยอดขายจะเติบโตDouble Digit

– ปี 2563: ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำกว่า 300 ล้านบาท

– ปี 2564: ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำกว่า 500 ล้านบาท

– ปี 2565: ยอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำกว่า 600 – 700 ล้านบาท

“เราหวังว่าเมื่อแคมเปญนี้ถูกสื่อสารออกไปผ่านสื่อต่างๆ จะทำให้คนรับรู้ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำมากขึ้น เห็นคุณประโยชน์ของมะเขือเทศ รวมทั้งสร้างพฤติกรรมการบริโภคน้ำมะเขือเทศให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่ยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี”

 

 

ไม่เพียงแต่ตลาด B2C เท่านั้น ดอยคำยังมีฐานลูกค้ากลุ่ม B2B ด้วยเช่นกัน ในปี 2566 ดอยคำเตรียมสื่อสารการเป็น Ingredient Brand” เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรของดอยคำ ได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มชั้นนำมากมายในการใช้เป็นวัตถุดิบรังสรรค์สินค้า อาหาร และเครื่องดื่มเมนูต่างๆ

“ความสำเร็จของดอยคำที่ขับเคลื่อนให้เรามายืนบนจุดนี้ได้คือ เราสร้าง ความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ของเราเป็นเกษตรคุณภาพ เน้นความสดแท้จากธรรมชาติ ที่มีมาตรฐานในราคาที่จับต้องได้  

เพราะฉะนั้นคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ เราสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยความ “จริงใจ” เพราะเราเชื่อว่าเมื่อผู้บริโภคได้รับประทานแล้ว จะเห็นถึงคุณภาพ คุณประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงกับสุขภาพ และผิวพรรณ กลายเป็น “การบอกต่อ” ทำให้คนรักผลิตภัณฑ์มะเขือเทศดอยคำโดยไม่รู้ตัว” คุณชนันนัทธ์ สรุปทิ้งท้าย

 

 


  • 712
  •  
  •  
  •  
  •