ชวนรู้จัก Matt & Ross Duffer ผู้สร้าง ‘Stranger Things’  ดึงภาพวัยเด็กยุค 80s ปลุกชีพ ‘แฟนตาซีคลาสสิก’ ให้กลับมาอีกครั้ง

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

“เรื่องราวของคนธรรมดา ที่ไปพัวพันกับสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา ผมเห็นเรื่องราวคลาสสิกเหล่านี้น้อยลงเรื่อยๆ ในภาพยนตร์”

 

ปิดม่านลงไปอีกหนึ่งตำนาน สำหรับ Stranger Things จากผู้สร้างอย่าง Matt Duffer และ Ross Duffer ได้พาเราดำดิ่งสู่ความลึกลับเหนือธรรมชาติ กับการผจญภัยบนเส้นทางยาวนานกว่า 10 ปี ตลอด 5 ซีซั่น ที่เพิ่งจะฉายบทสรุปสุดท้ายบน Netflix ไปเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา 

Stranger Things คือเรื่องราวยุค 1980 ในเมืองเล็กๆ ชื่อว่าฮอว์กินส์ เมื่อการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กชายคนหนึ่งได้เปิดประตูสู่ความลับที่รัฐบาลพยายามปกปิด ไม่ว่าจะเป็น ‘อีเลฟเว่น’ เด็กหญิงปริศนาผู้มีพลังจิต หรือมิติคู่ขนานสุดสยองในชื่อ The Upside Down กลุ่มเด็กเนิร์ดผู้รักการผจญภัยจึงต้องร่วมมือกันเผชิญหน้ากับอสูรกายต่างโลก ในมหากาพย์การต่อสู้ซึ่งเดิมพันด้วยชะตากรรมของโลก

 

‘สองพี่น้องดัฟเฟอร์’ ผู้สร้าง Stranger Things ฝาแฝดที่ใช้ความแตกต่างสร้างผลงานร่วมกัน

 

Photo Credit: Netflix

 

“เขาจะพึ่งพาผมในบางช่วงเวลา และผมจะพึ่งพาเขาในอีกช่วงเวลาหนึ่ง เราไม่เคยแยกกันเลย และนึกไม่ออกด้วยว่าจะแยกกันไปทำไม เพราะการมีอีกคนอยู่ด้วย มันทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ” – Ross Duffer

 

สองพี่น้องตระกูลดัฟเฟอร์เกิด และโตในเมืองเดอแรม รัฐนอร์ทแคโรไลนา ในปี 1984 ซึ่งเราจะได้เห็นบรรยากาศของยุคนั้นในซีรีส์ด้วย โดยทั้งคู่ชื่นชอบ พร้อมกับเรียนรู้การสร้างภาพยนตร์มาตั้งแต่วัยเด็กด้วยการสนับสนุนอย่างดีจากพ่อแม่ผู้ชื่นชอบในภาพยนตร์อยู่แล้ว 

ในวัย 10 ขวบ สองพี่น้องได้ดูภาพยนตร์ Batman (1989) โดยผู้กำกับทิม เบอร์ตัน และเริ่มทำวิดีโอโฮมเมดของตัวเองร่วมกันเป็นครั้งแรก ไปจนถึงผลงานหนังสั้นในชั้นไฮสคูล ก่อนจะไปศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยแชปแมนในแคลิฟอร์เนีย

รอสส์เล่ากับสื่อ The Guardian ว่าแม้จะเป็นแฝดกันแต่หน้าตาไม่ค่อยเหมือนกันนัก ทำให้หลายคนแยกออกง่ายมากว่าใครเป็นใคร แถมยังมีนิสัยแตกต่างกันด้วย โดยแมตต์จะชื่นชอบการอยู่ในกองถ่ายท่ามกลางผู้คน ส่วนรอสส์จะเก็บตัว รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่คนเดียว หรือทำงานร่วมกับกลุ่มเล็กๆ แน่นอนว่าทั้งคู่มีจุดแข็งจุดอ่อนแตกต่างกันไป การรวมพลังเพื่อใช้จุดแข็งของตัวเองกลบจุดอ่อนจึงสามารถสร้างผลงานยิ่งใหญ่ออกมาได้

 

ความ ‘แฟนตาซีคลาสสิก’ ที่เริ่มจางหายไป

 

Photo Credit: Netflix

 

ย้อนกลับไปช่วงวัยเด็ก สองพี่น้องเล่าว่าภาพยนตร์ในช่วงนั้นมักมีความรุนแรง ทั้งยังมีกลิ่นอายของความสยองขวัญ ความแฟนตาซีสอดแทรกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ของสตีเวน สปีลเบิร์ก, จอห์น คาร์เพนเตอร์ หรือหนังสือของสตีเฟน คิง โดยรอสส์ และแมตต์อยากนำความสนุกในวัยเด็กแบบนั้นกลับมาอีกครั้ง จนกลายเป็นแนวคิดเริ่มต้นของ Stranger Things

รอสส์ และแมตต์มองว่าเอกลักษณ์ของผลงานในตำนานยุคนั้น คือแนวคิด ‘ความธรรมดาปะทะกับความไม่ธรรมดา’ ลองนึกภาพครอบครัวคนทั่วไปดันเข้าไปพัวพันกับสถานการณ์แปลกประหลาดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้น่าติดตามว่าจะเกิดอะไรขึ้น แล้วตัวละครจะแก้ปัญหาตรงหน้าอย่างไร ซึ่งทั้งคู่เห็นเรื่องราวเหล่านี้ในภาพยนตร์น้อยลงเรื่อยๆ

หนึ่งไอเดียการเล่าเรื่องที่อยากพูดถึง คือการดึงเอา Dungeons & Dragons (D&D) บอร์ดเกมสวมบทบาทไอคอนของยุค 80s มาทำให้กลายเป็นภาษาที่กลุ่มเด็กๆ ใช้ทำความเข้าใจภัยร้ายจากต่างมิติ ไม่ว่าจะเป็น การตั้งชื่อสัตว์ประหลาดว่า Demogorgon หรือ Vecna สะท้อนภาพเด็กธรรมดาพยายามใช้กฎเกณฑ์ในโลกแฟนตาซีที่ตัวเองคุ้นเคย มาอธิบายความสยองขวัญตรงหน้าซึ่งแม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่สามารถเข้าใจได้

 

จุดเริ่มต้น Stranger Things กับการถูกปฏิเสธกว่า 20 ครั้งจนเกือบจะล้มเลิกไป 

 

Photo Credit: Netflix

 

เริ่มแรก โปรเจกต์นี้มีชื่อว่า ‘Montauk’ (มอนทอก) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากทฤษฎีสมคบคิดว่ามีการทดลองลับในฐานทัพอากาศร้าง ช่วงปี 1982-1987 บนเกาะลองไอส์แลนด์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนิวยอร์ก ซึ่งเดิมจะเป็นโลเคชันสำหรับการถ่ายทำด้วย ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Stranger Things ในภายหลัง และสถานที่ถ่ายทำเป็นรัฐอินเดียนาแทน

พี่น้องดัฟเฟอร์ให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone ในปี 2016 ว่าในตอนแรกซีรีส์เรื่องนี้ถูกปฏิเสธจากสถานีโทรทัศน์ประมาณ 15-20 แห่ง เพราะไม่มีใครมั่นใจในตัวทั้งสอง และมองว่าไอเดียของ Stranger Things ไม่น่าจะขายได้ จนถึงกับโดนบอกว่าให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการเปลี่ยนธีมหลักเป็นซีรีส์สำหรับเด็ก (ลดความรุนแรง-ความน่ากลัว) หรือไม่อย่างนั้นควรเปลี่ยนเป็นซีรีส์สืบสวนจริงจังไปเลย โดยให้ตัวละครอย่างจิม​ ฮอปเปอร์เป็นตัวหลัก

 

“พวกเขาไม่สนใจในสิ่งที่ผมพูดตั้งแต่ก่อนผมจะเริ่มอ้าปากพูดด้วยซ้ำ ตอนนั้นผมรู้ได้เลยว่า เราคงไม่มีวันประสบความสำเร็จหรอก เพราะไม่มีใครคิดจะเอาจริงเอาจังกับเรา” – Matt Duffer

 

แน่นอนว่าทั้งคู่ปฏิเสธ เพราะการทำแบบนั้น Stranger Things จะไม่เหลือความน่าสนใจอีกเลย และเกือบจะล้มเลิกโปรเจกต์นี้ไป จนได้เจอกับโปรดิวซ์เซอร์ ชอว์น เลวี จากค่าย 21 Laps Entertainment ที่เผยกับ Hollywood Reporter ว่า “หลังจากได้ฟังไอเดียของพี่น้อง แค่สิบนาทีทำให้รู้แล้วว่าสองคนนี้จะเป็นดาวเด่นในอนาคต”

ชอว์น เลวี ยังเป็นคนแนะนำให้พี่น้องดัฟเฟอร์ได้รู้จักกับผู้บริหารของ Netflix และหลังการขายไอเดียจบ Netflix ตัดสินใจซื้อลิขสิทธิ์ทั้งซีซันในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงดี พร้อมกับให้สิทธิ์การสร้างกับพี่น้องดัฟเฟอร์เต็มขั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเขียนบท กำกับ และอำนวยการสร้าง

 

ในเมื่อทำให้ทุกคนรักไม่ได้ ก็ทำเต็มที่จริงๆ ตามแบบที่เรามั่นใจ

 

Photo Credit: Netflix

 

เพื่อให้ฉากจบของซีซัน 5 ออกมาสมบูรณ์แบบ พี่น้องดัฟเฟอร์ย้อนกลับไปดูซีรีส์ต่างๆ ในช่วง 30 ปีย้อนหลัง เพื่อเฟ้นหาไอเดีย เคล็ดลับ และทุกอย่างเพื่อให้ฉากจบของ Stranger Things ออกมาเพอร์เฟกต์ แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งคู่ได้เรียนรู้ว่ามันยากมากในการจะสร้างฉากจบออกมาโดยไม่ทำให้ผู้ชมอารมณ์เสีย

 

“สำหรับผมการปิดจบซีรีส์ให้สมบูรณ์แบบมีโอกาสล้มเหลวประมาณ 80% และวิธีที่แย่ที่สุดคือการพยายามเอาใจทุกคน เรามีแฟนคลับหลากหลายกลุ่มอายุ ซึ่งทุกคนต่างมีความคิดของตัวเองว่าอยากให้ซีรีส์จบลงอย่างไร เราจึงทำในแบบที่เรามั่นใจ โดยหวังว่ามันจะโดนใจผู้ชม”

 

สุดท้ายแล้ว Stranger Things ได้กลายเป็นหนึ่งในซีรีส์ที่ผู้คนรักมากที่สุดในโลกเรื่องหนึ่ง โดยติด 2 อันดับ ใน Top 10 ซีรีส์ภาษาอังกฤษทั่วโลกที่มีผู้ชมเยอะที่สุดตลอดกาลบน Netflix ทั้งยังขยายจักรวาลออกไปได้ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะเป็นละครเวทีอย่าง The First Shadow จัดแสดงเมื่อปี 2024 ณ กรุงลอนดอน ไปจนถึงงานอีเวนต์ต่างๆ ทั่วโลก เช่น ‘Netflix Stranger Things One Last Adventure’ ที่ยกเมืองฮอว์กินส์มาตั้งบนถนนทรงวาด ประเทศไทย เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ร่วมกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Upside down หรือ Byer’s Castle

สองพี่น้องเผยว่ารู้สึกเสียใจเล็กน้อยเพราะจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับตัวละครที่พวกเขาสร้างขึ้นมาอีกต่อไป แต่ต้องมูฟออนให้ได้ เพราะมีโปรเจกต์จ่อทันที กับ ภาพยนตร์เรื่อง The Talisman ซึ่งเป็นนวนิยายของสตีเฟน คิง (เขียนร่วมกับปีเตอร์ สเตราบ) โดยมีสตีเวน สปีลเบิร์กเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในการกำกับ และพี่น้องดัฟเฟอร์นั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์

 

Photo Credit: Netflix

 

Stranger Things คือหนึ่งบทพิสูจน์ว่าความเชื่อมั่นในสิ่งที่รักสามารถพาไปได้ไกลแค่ไหน แม้การผจญภัยในเมืองฮอว์กินส์จะจบลง แต่ความสนุกสนาน และความผูกพันตลอด 10 ปี จะถูกบันทึกไว้ในฐานะ ‘ตำนาน’ ที่เมื่อหยิบกลับมาดูเมื่อไหร่จะยังคงคลาสสิกไม่เปลี่ยนแปลง 

 

Source: The Guardian, The Playlist, Den of Greek, The Guardian, Netflix, CNBC, Rolling Stone


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
CLOSE
CLOSE