
สมรภูมิธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน Red Ocean ที่ดุเดือดที่สุด ข้อมูลสถิติของอุตสาหกรรมสะท้อนภาพชัดเจนว่าตลาดใกล้ถึงจุดอิ่มตัว และมีการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงจนส่งผลให้จำนวนร้านซูชิในประเทศเริ่มหดตัวลง ผนวกกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้หลายแบรนด์ต้องเผชิญกับวิกฤตยอดขายที่ลดลง
มากุโระ กรุ๊ป (MAGURO Group) เองก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ต้องเผชิญหน้ากับคลื่นพายุนี้และมียอดที่สะดุดไปบ้าง ทว่าด้วยการไหวตัวทัน และปรับจูนกลยุทธ์ครั้งใหญ่ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์กลับมาได้ จนปัจจุบันพร้อมตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทะยานไปถึง 30% และยังเตรียมพร้อมจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่อีกถึง 2 แบรนด์
บทเรียนธุรกิจจาก MAGURO ความท้าทาย และการฟันฝ่าวิกฤต
จริงอยู่ที่อาหารญี่ปุ่นคือเมนูโปรดของคนไทย แต่อุตสาหกรรมนี้มีผู้เล่นมหาศาล ตั้งแต่เชนยักษ์ใหญ่ แบรนด์อิมพอร์ต ไปจนถึงซูชิรถเข็นคำละ 5 บาท การแข่งขันจึงเต็มไปด้วยความเสี่ยงทางธุรกิจ
ด้าน MAGURO เองได้รับผลกระทบเต็มๆ แน่นอน แต่มูฟเมนต์ที่น่าสนใจของแบรนด์คือการยึดเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ และไม่กระโดดเล่นสงครามราคา แล้วใช้องค์ประกอบอื่นๆ เข้าเสริม ทั้งการบริหารราคาให้เข้าถึงง่าย ไปจนถึงการออกเมนู Entry Price ใหม่ๆ การจัดการระบบปฏิบัติการให้มีบริการที่รวดเร็ว ไปจนถึงความกล้าหาญของทีมบริหารที่ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างฉับไว
คุณคุณจักรกฤติ ยังเผยเพิ่มเติมว่า MAGURO เตรียมขยายธุรกิจ และกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมพื้นที่และรสนิยมใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าสู่โอกาสใหม่ในเซกเมนต์ต่างๆ ด้วย ซึ่งมองว่าเป็นการผลักดันให้ธุรกิจเติบโตตามเป้าหมายได้ในสภาวะที่ตลาดซูชิเซกเมนต์เดิมเริ่มอิ่มตัว
เดินเกมรุกเต็มตัว ดึงสองแบรนด์ยักษ์เข้าไทย ‘Kaiten Sushi Ginza Onodera-IPPE KOPPE’

ในปีนี้ เตรียมเปิดตัว 2 แบรนด์ใหม่ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง คือ ‘Kaiten Sushi Ginza Onodera’ และ ‘IPPE KOPPE’
Kaiten Sushi Ginza Onodera (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ): ลืมภาพซูชิสายพานแบบเดิมๆ กับแบรนด์จากเครือ Onodera Group จะทำให้เห็นถึงซูชิสายพานวัตถุดิบพรีเมียมระดับร้านโอมากาเสะ แต่ให้เราคุมบัดเจ็ตเองได้ และทานได้บ่อยๆ โดยจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย เตรียมเปิดตัวที่เซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 นี้
IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ): สายแกงกะหรี่ห้ามพลาด เป็นแบรนด์ในเครือ Tonkatsu AOKI ที่การันตีความเด็ดด้วยการครองอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่บน Tabelog ถึง 6 สมัยซ้อน เคล็ดลับคือการปรุงแกงกะหรี่ให้รสชาติบาลานซ์ และเข้ากับหมูทอดทงคัตสึแบบสุดๆ ใครอยากลอง ทั้งยังเลือกระดับความเผ็ดได้ (ญี่ปุ่นเลือกไม่ได้) อดใจรอแค่เดือนเมษายน 2569 นี้
คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง MAGURO Group วางเป้าหมายปี 2569 ไว้ว่ารายได้ต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% กลยุทธ์คือการเร่งเครื่องขยายสาขาของแบรนด์เรือธงในเครือเพิ่มอีก 20 แห่ง เพื่อดันให้เป้าหมายรวมทะยานไปถึง 73 ร้านภายในสิ้นปี
การเปิดสองแบรนด์พร้อมกันในปีเดียว หลังฝ่าวิกฤตได้สำเร็จ ผลลัพธ์คืออะไร?
นอกจากเรื่องการเพิ่มยอดขายแล้ว การเปิดสองแบรนด์ใหม่ยังเป็นการเสริมแกร่งให้กับทั้งเครือมากุโระ เพราะ Onodera Group ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ครอบคลุมทั้งธุรกิจร้านอาหาร บริการทรัพยากรบุคคล ทีมสโมสรฟุตบอล ไปจนถึงธุรกิจด้านการแพทย์
ย้อนกลับไปในปี 2021 ทางกลุ่มได้แตกไลน์ธุรกิจสู่โมเดล ‘ซูชิสายพาน’ เพื่อตอบโจทย์ความเข้าถึงง่าย โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพไว้ที่ระดับสูงสุด จากเดิมที่ลูกค้าต้องจองคิวร้านโอมากาเสะราคาแพง ตอนนี้สามารถสัมผัสประสบการณ์คุณภาพเดียวกันได้บนสายพาน ถือเป็นแบรนด์เดียวในเซกเมนต์นี้ของญี่ปุ่น โดยสาขาที่โด่งดังอย่างโอโมเตะซันโดในกรุงโตเกียวมีลูกค้าต่อคิวรอเฉลี่ย 30-60 นาที
การดึงแบรนด์ระดับตำนานมาเปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งจะถูกปั้นให้เป็นสาขาแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย (ใหญ่กว่าในโตเกียว) ส่งผลสะท้อนเชิงบวกด้านความเชื่อมั่น และยกระดับภาพลักษณ์ให้กับเครือ MAGURO ทั้งหมด โดยแผนงานสำหรับ 10 สาขาแรกของแบรนด์นี้จะโฟกัสการปักหมุดในศูนย์การค้าเกรดเอ พื้นที่ท่องเที่ยว และย่านออฟฟิศเป็นหลัก
ส่วนแบรนด์ IPPE KOPPE ก็มีความแข็งแกร่งไม่แพ้กันในฐานะแบรนด์เครือข่ายของ Tonkatsu AOKI ซึ่งพกดีกรีการันตีการติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่จาก Tabelog ต่อเนื่องถึง 6 สมัย มาสร้างความมั่นใจให้กับสายฟู้ดดี้ชาวไทย
Next Move เดินหน้าเกมรุก งัด Loyalty Program และ Entry Price กวาดลูกค้าทุกเจน
หลังจากตั้งหลักและฝ่าพายุมาได้ กลยุทธ์เฟสถัดไปคือการรุกกลับ MAGURO อัดแคมเปญการตลาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตัวโปรโมชัน และเมนูใหม่ๆ ตลอดทั้งปีเพื่อสร้างความตื่นเต้น และกระตุ้นให้ลูกค้ารู้สึกอยากมาทานซ้ำ
หัวใจสำคัญของการเติบโตในร้านเดิม คือระบบ CRM ภายใต้ชื่อ ‘Give More + Club’ ที่เชื่อมโยง Data ของทุกแบรนด์ในเครือให้อยู่ในฐานข้อมูลเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานในระบบแล้วกว่า 300,000 ราย และตั้งเป้าที่จะขยายฐานสอดรับกับการเปิดสาขาใหม่ๆ
นอกจากเรื่อง การรักษาฐานลูกค้าเดิม MAGURO ยังเดินหน้าเจาะลูกค้ากลุ่มใหม่ ผ่านการปรับภาพลักษณ์ และการสื่อสารให้ดูเป็นวัยรุ่นมากขึ้น หวังขยายช่วงอายุของผู้บริโภค ทั้งนี้เพิ่มเมนูในระดับราคาเริ่มต้นเจาะฐานลูกค้าทุกกลุ่มกำลังซื้อ
อาณาจักรแบรนด์ MAGURO Group
ปัจจุบันเครือ MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมดจำนวน 54 ร้าน 8 แบรนด์หลัก ได้แก่
- MAGURO และ MAGURO Kappou: ร้านอาหารญี่ปุ่นและซูชิระดับพรีเมียม จำนวน 20 ร้าน
- HITORI SHABU และ HITORI SUKIYAKI: ร้านชาบูและสุกียากี้สไตล์คันไซ จำนวน 16 ร้าน
- Tonkatsu AOKI: ร้านหมูทอดทงคัตสึยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 7 ร้าน
- SSAMTHING TOGETHER: ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีวัตถุดิบพรีเมียม จำนวน 6 ร้าน
- CouCou: ร้านอาหารรูปแบบ All-Day Dining สไตล์ตะวันตก จำนวน 2 ร้าน
- KIWAMIYA: ร้านแฮมเบิร์กต้นตำรับจากญี่ปุ่น จำนวน 2 ร้าน
- Bincho: ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม จำนวน 1 ร้าน
- Chopman: แบรนด์ข้าวมันไก่คราฟต์ที่ให้บริการรูปแบบเดลิเวอรีซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา

คุณจักรกฤติ ฉายภาพย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ตลาดซูชิสายพานมีมูลค่าเพียงราว 500-600 ล้านบาท แต่ด้วยอัตราการเติบโตที่พุ่งแรงเกิน 100% ต่อปี ดึงดูดให้แบรนด์ใหญ่กระโดดเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่ง จนปัจจุบันมูลค่าตลาดทะยานแตะระดับ 8,000 ล้านบาท
ด้าน MAGURO Group ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัททำรายได้รวมไปถึง 1,389 ล้านบาท เติบโตขึ้น 42% และโกยกำไรสุทธิไปได้ 103 ล้านบาท เติบโตถึง 65% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนทำให้เห็นถึงผลกำไรที่ยังเติบโตแม้จะเป็นช่วงฝ่าวิกฤต ส่วนการแทรกตัวเองเข้ามาในตลาดซูชิสายพานด้วยแบรนด์ระดับท็อปจึงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตามองต่อไป

