5 กลยุทธ์ Luxury Branding หลักจิตวิทยาจาก The Art of Sarah สร้างภาพลักษณ์ให้แพงกว่าความจริง

  • 3
  •  
  •  
  •  
  •  

ซีรีส์ที่กำลังเป็นกระแสอย่าง “The Art of Sarah” (ซาร่าห์ เริ่ดลวงโลก) อาจดูเหมือนละครดราม่าระทึกขวัญของสาวนักต้มตุ๋นคนหนึ่งแต่ถ้ามองในมุมของของนักการตลาดและคนทำธุรกิจ แล้วนี่ก็นับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาในเรื่องของสร้างแบรนด์ (Branding) ที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน

เรื่องราวของ “ซาร่าห์ คิม” ที่สร้างตัวตนปลอมและแบรนด์กระเป๋า “Boudoir” (บูดัวร์) แบรนด์ระดับ Super Luxury ขึ้นมาหลอกสังคมชั้นสูง ทำให้เราเห็นกลไกจิตวิทยาผู้บริโภคและด้านมืดของการตลาดผ่านเรื่องราวที่เล่าในทั้ง 8 Episode ได้อย่างเจ็บแสบ

บทความนี้ Marketing Oops! จะพาไปเจาะลึก 5 กลยุทธ์ที่ทำให้ “ของปลอม” กลายเป็น “ของล้ำค่า” ในสายตาคนรวย และบทเรียนที่แบรนด์ของจริงควรเรียนรู้ ในแบบที่ไม่ต้องเลียนแบบทั้งหมดก็ได้

[คำเตือน!: เนื้อหาอาจเปิดเผยเรื่องราวบางส่วน หากกลัวโดนสปอยล์ปิดหน้านี้ไปได้เลย! ]

1. Storytelling is King “เรื่องเล่า” ราคาแพงกว่า “ต้นทุน”

เรื่องราวของ “ซาร่าห์ คิม “ ที่ถึงจะผลิตกระเป๋า Boudoir ด้วยต้นทุนการผลิตไม่กี่บาท แต่ในเรื่องสิ่งที่ทำให้สินค้า Boudoir มีมูลค่ามหาศาลคือ “Story” ที่ซาร่าห์อุปโลกขึ้นมา ว่าเป็นแบรนด์เก่าแก่จากยุโรป ผลิตจำนวนจำกัด และมีประวัติศาสตร์ยาวนาน

เรื่องนี้ทำให้เราเห็นโลกของสินค้าระดับ Luxury ชัดเจนขึ้นเพราะลูกค้าไม่ได้จ่ายเงินซื้อ “ฟังก์ชัน” ของกระเป๋าเท่านั้นแต่ซื้อ “ตำนาน” (Legacy) และ “ความรู้สึก” (Emotional Value) ที่ในฐานะผู้ครอบครองต่างหาก

ดังนั้นการสร้าง Storytelling ที่แข็งแรงจะทำให้สินค้ามอบความรู้สึกถึงคุณค่าอะไรบางอย่างได้ ต่างจากสินค้า Mass ที่อาจแข่งกันที่ฟีเจอร์ แต่สินค้า High-End แข่งกันที่ “ใครเล่าเรื่องได้น่าหลงใหลกว่ากัน”

ดังนั้นหากเราอยากอัปเกรดสินค้าให้เป็น Premium บางครั้งอาจต้องลองกลับมาดูว่า “เรื่องเล่า” ของแบรนด์เราน้นมีพลังพอที่จะสร้าง Emotional Value ให้กลุ่มเป้าหมายของเราได้มากน้อยแค่ไหนนอกเหนือไปจากตัวสินค้าเอง

2. Scarcity Marketing ยิ่งหายากยิ่งอยากได้

ซาร่าห์ใช้กลยุทธ์สุดคลาสสิกคือ “ไม่ได้ขายให้ทุกคน” เธอสร้างสถานการณ์ให้กระเป๋าดูเป็นของหายากระดับที่ถึงมีเงินก็ซื้อไม่ได้

กลยุทธ์แม้จะรับกันกับจุดอ่อนเรื่องกำลังผลิตจากบรรดา “ผีน้อย” ที่อยู่เบื้องหลังไม่เพียงพอ แต่ด้วยวิธีการนี้ทำให้กระเป๋า Boudoir กลายเป็น Rare Item ที่คนครอบครองจะต้องเป็นคนวงในหรือระดับ VVIP เท่านั้น

เรื่องนี้มีหลักจิตวิทยาที่เรียกว่า FOMO (Fear Of Missing Out) อยู่เบื้องหลังและใช้วิธีการบอกต่อๆกันเฉพาะคนวงในสังคมชั้นสูงโดยเริ่มต้นจากหนุ่มๆบาร์โฮสต์

เมื่อเรื่องกระจายออกไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็วกระเป๋า Boudoir ก็กลายเป็นของที่ต้องมีก่อนคนอื่น และเมื่อไหร่ที่ได้ครอบครองก็จะรู้สึกถึงชัยชนะไปพร้อมกันด้วย

กลยุทธ์นี้แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Hermès หรือ นาฬิกา Patek Philippe ก็ใช้ คือการทำให้ Supply น้อยกว่า Demand มากๆ หรือต้อง “รอคิว” เพื่อพิสูจน์ Brand Loyalty

3. The Art of Rejection ศิลปะแห่งการปฏิเสธ

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจของซาร่าห์คือการใช้ “การปฏิเสธ” (Refusal Strategy) มาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าและอำนาจการต่อรอง ทั้งกับลูกค้าและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

แบรนด์เลือกที่จะ “ไม่ขาย” สินค้าให้กับลูกค้าบางคน เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความขลัง (Exclusivity) และทำให้ลูกค้าที่ได้รับเลือกรู้สึกพิเศษยิ่งขึ้น เป็นการดึงดูดลูกค้าเกรด A เข้ามา เพราะมนุษย์เรามักให้ค่ากับสิ่งที่ได้มายากเสมอ

กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือตอนที่ซาร่าห์ต้องการ Collab กับศิลปินชื่อดังก็มีการใช้วิธี “เล่นตัว” ขั้นสุด แม้ในสถานการณ์อุบัติเหตุโดยเลือกที่จะ “ไม่รับโทรศัพท์” และเงียบหายไป แทนที่จะรีบเจรจา

การนิ่งเฉยหรือการปฏิเสธในจังหวะที่ถูกต้อง คือจิตวิทยาแบบ Reverse Psychology ที่ทำให้อีกฝ่ายเกิดความกระวนกระวายและอยากเอาชนะ

สุดท้ายศิลปินดังต้องเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาแบรนด์เอง ทำให้แบรนด์พลิกกลับมาถือไพ่เหนือกว่าในดีลธุรกิจทันที มูฟนี้อาจจะดูเสี่ยง แต่ถ้ามั่นใจใน Value ของตัวเองก็เป็นสิ่งที่ใช้ต่อรองได้เช่นกัน

4. Founder Branding: ภาพลักษณ์เจ้าของ = ภาพลักษณ์แบรนด์

ทำไมคนถึงเชื่อว่ากระเป๋าของซาร่าห์เป็นของแท้? คำตอบก็คือเพราะตัวซาร่าห์เองทำตัวให้ดู “แพง”

แม้เธอจะอ้างว่าเป็นผู้จัดการสาขาเท่านั้น แต่ด้วยการที่เธอแต่งตัวดี บุคลิกดี อยู่ในสถานที่หรูหรา สิ่งนี้อธิบายได้ว่าเป็น Halo Effect ก็คือการที่ภาพลักษณ์เชิงบวกด้านหนึ่ง ส่งผลกระทบไปถึงการประเมินค่าสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

ในยุคนี้ Personal Branding ของผู้บริหารหรือเจ้าของแบรนด์ เองสำคัญพอๆ กับโลโก้ โดยเฉพาะผู้บริโภคในยุคนี้ที่เชื่อถือ “คน” มากกว่า “องค์กร” แบบเดียวที่เกิดขึ้นกับ Elon Musk แห่ง Tesla หรือ Steve Jobs จาก Apple

ถ้า CEO หรือ Founder มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ ทันสมัย หรือดูพรีเมียม สินค้าก็จะได้รับอานิสงส์ความน่าเชื่อถือนั้นไปด้วยโดยอัตโนมัติเช่นกัน

5. Social Proof พลังของ Micro-Influencer

ซาร่าห์ไม่ได้พยายามขายกระเป๋าให้คนทั่วไป แต่เธอพุ่งเป้าไปที่ ผู้มีอิทธิพลสูงสุดในวงสังคมนั้นหรือในเรื่องก็คือ “เชวแชอู” ประธานห้างสรรพสินค้าซัมวอล เมื่อผู้นำกลุ่มยอมรับ สมาชิกที่เหลือก็พร้อมจะเชื่อและทำตามทันที

นี่คือกลยุทธ์ของการใช้ Key Opinion Leader (KOL) หรือ Micro-Influencer เป็นการ “เจาะ” เข้าไปที่ใจกลางของวงสังคม กลายเป็นทางลัดสู่การได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว

ในอีกมุมนี่คือกลยุทธ์ Word-of-mouth ในวงสังคมไฮโซ ที่มีน้ำหนักมากกว่าการใช้เงินเป็นล้านยิง Ads บน Facebook  ซะอีก เพราะสิ่งนี้คือการสร้าง Trust ที่ส่งต่อกันในกลุ่มคนที่เชื่อใจกันและกันมากๆ

The Art of Sarah ในอีกมุมก็สอนให้เรารู้ว่า Perception is Reality แต่แม้จะสร้างภาพขึ้นมาสวยหรู ทำให้แบรนด์มีชื่อเสียงดังกระฉ่อนสามารถดึงดูดเงินและความสนใจได้ แต่ถ้า Perception เหล่านั้นไม่มีพื้นฐานอยู่บนข้อเท็จจริง (Authenticity) แล้วก็คงไม่สามารถทำให้แบรนด์ยั่งยืนในระยะยาวได้เช่นกัน

เพราะถ้า Product ไม่ดีจริง หรือ Story เป็นเรื่องโกหก สุดท้ายแบรนด์ก็จะพังทลายลงได้เหมือนกับแบรนด์ Boudoir ที่พร้อมพังทลายลงทุกเมื่อหาก “ความจริง” ถูกเปิดโปง


  • 3
  •  
  •  
  •  
  •