
ในปี 2025 บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ปิดปีด้วยกำไรสุทธิหลัก ที่ 9,700 ล้านบาท เติบโตขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่ารายได้หลักจะเติบโตเพียงเล็กน้อยที่ 1% แตะระดับ 165,513 ล้านบาท แต่การเติบโตของกำไรในสัดส่วนที่สูงกว่ารายได้สะท้อนการจัดการประสิทธิภาพและการเพิ่มอัตรากำไร
โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่มีการปิดปรับปรุงโรงแรมระดับแฟล็กชิป 5 แห่งในประเทศไทย ซึ่งช่วยดันอัตราค่าห้องพัก (ADR) ให้สูงขึ้น 20-40% ควบคู่ไปกับการเปิดสาขาร้านอาหารใหม่จำนวน 139 แห่ง ชี้ให้เห็นว่าทิศทางกำลังเบนเข็มจากการเน้นปั๊มยอดขายรวม ไปสู่การมุ่งเน้นความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์และการดำเนินงานที่มีอยู่
สำหรับทิศทางในช่วงปี 2026-2028 MINT กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์ไปสู่โมเดลธุรกิจ ‘Asset-Light’ แม้บจะตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมจาก 636 แห่ง เป็นกว่า 850 แห่ง และขยายสาขาร้านอาหารจาก 2,746 สาขา เป็น 4,150 สาขา แต่การขยายตัวนี้จะพึ่งพาสัญญาการรับจ้างบริหารและการขายแฟรนไชส์เป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์
นอกจากนี้ อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญคือการเตรียมตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ซึ่งเป้าหมายหลักของแผนนี้คือการหาแหล่งทุนเพื่อนำมาลดภาระหนี้สิน และจัดการงบดุลของให้เบาบางลง
เจาะลึก Minor Hotels ขับเคลื่อนรายได้ทุกมิติ และแรงลมหนุนปี 2026
นอกจากเรื่องการอัปเกรดราคาห้องพัก (ADR) ในไทยที่เติบโตเฉลี่ยทั้งปี 2025 ที่ 5% และพุ่งขึ้นถึง 15% ในช่วงไตรมาส 4 (Q4/2025) MINT ยังพยายามลดการพึ่งพารายได้จากห้องพักเพียงอย่างเดียว โดยหันมาโฟกัสการเพิ่มรายได้จากส่วนอื่น เพื่อกระจายความเสี่ยง และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ทำในช่วงไตรมาส 4 ที่ผ่านมา
- กลุ่ม Wellness: มีการออกแบบโปรแกรมดูแลสุขภาพแบบเอ็กซ์คลูซีฟ เช่น แคมเปญ Life After Layan ที่ Anantara Layan ภูเก็ต และโปรแกรมการบำบัดฟื้นฟูเฉพาะบุคคลที่ Anantara Kihavah มัลดีฟส์
- กลุ่มกิจกรรมและประสบการณ์: เน้นดึงจุดเด่นของท้องถิ่นมาทำกิจกรรม เช่น ล่องเรือเรียนทำอาหารที่ Anantara เชียงใหม่, แพ็กเกจทัวร์สัมผัสวิถีอีสานที่ Avani ขอนแก่น และกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมจาก Avani ทั่วโลก
- กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม: สร้างประสบการณ์ทานอาหารรูปแบบใหม่ เช่น ศาลาละครที่นำเสนอการทานอาหารผสานการแสดงศิลปะที่ Anantara Riverside
กลยุทธ์เจาะลึกเบื้องหลังเป้าหมาย Asset-Light 850 แห่ง
เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายการมีโรงแรม 850 แห่งในปี 2028 MINT ใช้แนวทาง ‘Multi-prong Approach’ หรือการจู่โจมหลายทิศทาง โดยไม่ได้รอให้คนมาซื้อแฟรนไชส์อย่างเดียว แต่ใช้ยุทธวิธี 2 ส่วนหลักคือ
- สเกลปริมาณผ่านสัญญารับจ้างบริหาร (HMAs): เน้นเจรจากับเจ้าของสินทรัพย์ที่มีโรงแรมในมือหลายแห่ง และใช้การจับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มโรงแรมท้องถิ่น
- คว้าสัญญามูลค่าสูง: เน้นเจาะจงไปที่สินทรัพย์ระดับแฟล็กชิป หรือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าพ่วงมาด้วย เช่น โรงแรมที่ติดกับศูนย์การค้า หรือมีพื้นที่ส่วนที่พักอาศัยรวมอยู่ด้วย
MINT ประเมินว่าปี 2026 จะเป็นปีที่การเดินทางทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง (Resilient Global Travel Demand) ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อพอร์ตโฟลิโอที่กระจายอยู่ทั่วโลก
- ยุโรป: จะได้รับอานิสงส์จากงานอีเวนต์ใหญ่ ทั้งกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว, การแข่งขัน Formula 1 และงานแฟร์ระดับโลก
- ไทยและเอเชียแปซิฟิก: จะได้ประโยชน์จากงานระดับโลกที่เข้ามาจัดในไทยอย่าง TomorrowLand, Wonderfruit และ EDC ซึ่งจะช่วยดึงนักท่องเที่ยวทั้งในภูมิภาคและระยะไกล
- โอเชียเนีย: ตลาดในประเทศยังคงฟื้นตัวได้ดี โดยมีอีเวนต์ใหญ่อย่าง Australia Open, Formula 1 และคอนเสิร์ต Ed Sheeran เป็นตัวดึงดูด
- ตะวันออกกลาง: เติบโตจากการเพิ่มเที่ยวบิน และอีเวนต์ระดับโลก
อีกหนึ่งกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งคือธุรกิจไทม์แชร์อย่าง Anantara Vacation Club ซึ่งในไตรมาส 4 ปี 2025 มีฐานสมาชิกเติบโตขึ้น 4% (y-y) แตะที่ 19,841 ราย โดยมีชาวจีนเป็นกลุ่มลูกค้าหลักคิดเป็นสัดส่วนถึง 40% และมีจำนวนที่พักรองรับสมาชิกมากกว่า 450 แห่ง
Minor Food ปรับพอร์ต สู่แฟรนไชส์ ก้าวสู่ 4,000 สาขา
ปี 2025 Minor Food ทำรายได้หลักที่ 32,594 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรสุทธิหลักทะยานขึ้นเป็น 2,612 ล้านบาท เติบโต 5% อีกทั้งยังดันอัตรากำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8.0% จาก 7.7% ในปี 2024
แม้ว่าภาพรวมยอดขายสาขาเดิม ติดลบที่ -1.8% แต่มียอดขายรวมทุกระบบเติบโตบวกได้ 0.4% พิสูจน์ความสามารถในการประคองตัว พร้อมทำกำไรท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ผ่านการเปิดตัวโมเดลร้าน และเมนูใหม่ที่เรียกเสียงตอบรับได้ดีเยี่ยม เช่น
– แบรนด์ Bonchon ที่เจาะตลาดด้วยเมนูหมูทอดสไตล์เกาหลี ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายส่วนเพิ่ม ได้ถึง 8% ในเดือนธันวาคม 2025 และเมนูรามยอน (Ramyeon) ที่ยอดขายพุ่งทะยานถึง 103%
– แบรนด์เครื่องดื่ม GAGA ที่ได้เข้าไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุน ก็มียอดขายต่อแก้วเติบโตถึง 10%
นอกจากนี้ ยังมีการทดลองปรับฟอร์แมตร้านให้เข้าถึงง่ายขึ้นอย่าง The Pizza Company Express และ Sizzler Sun & Moon ตลอดจนการเปิดตัวแบรนด์ใหม่เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็น Sandwich Society ที่เข้ามาสร้างนิยามใหม่ให้แซนด์วิชพรีเมียม การเปิดแบรนด์ Dim Sum Club ในสิงคโปร์ รวมถึงการเร่งเครื่องแบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder
กลยุทธ์สำหรับปี 2026-2028
- เปลี่ยนผ่านสู่โมเดลแฟรนไชส์: ตั้งเป้าหมายขยายสาขาสู่ระดับ 4,150 แห่งในปี 2028 จากเดิมที่มี 2,746 แห่งในปี 2025 โดยกลยุทธ์หลักคือการผลักดันสัดส่วนร้านแฟรนไชส์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 56% (จากปัจจุบันที่ 49%)
- ลดการพึ่งพาตลาดไทย: กระจายสัดส่วนรายได้ไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่เป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโต เพื่อลดสัดส่วนของตลาดประเทศไทยลงจาก 76% ให้เหลือ 69% ภายในปี 2028 โดยเบนเข็มไปมุ่งเน้นตลาดที่มีศักยภาพ เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย สิงคโปร์ จีน และออสเตรเลีย
- เร่งขยายตัวด้วยพันธมิตร: มีการเซ็นสัญญาข้อตกลงการพัฒนาหลัก (Master-development agreement) กับแฟรนไชส์ซี เพื่อเร่งสปีดการขยายสาขาของแบรนด์หลักอย่าง The Pizza Company และ Swensen’s รวมถึงการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Europastry เพื่อสเกลธุรกิจแป้งเบเกอรี่แช่แข็งในระดับโลก
- ยกระดับประสบการณ์ด้วย AI และดิจิทัล: นอกจากการขยายสาขา ยังนำเทคโนโลยี AI มาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภายในร้าน มีการใช้ระบบแพลตฟอร์มสำหรับดูแลลูกค้า เช่น สั่งอาหาร และชำระเงินผ่าน QR Code ที่โต๊ะ และเริ่มช่องทางรายได้ใหม่ผ่านโปรแกรมเติมเงินดิจิทัล
ผ่าแผน REIT IPO ปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์สู่การเติบโตบทใหม่
จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาพลิกโฉมโครงสร้างทางการเงินและสนับสนุนกลยุทธ์ Asset-Light ของ MINT คือการเตรียมจัดตั้งและนำกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ซึ่งประเมินว่าจะสามารถเปิดตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 (2H26) ตั้งเป้ามูลค่าสินทรัพย์รวมไว้สูงถึงราว 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเป็นการผสมผสานสินทรัพย์ศักยภาพสูงทั้งในฝั่งยุโรปและประเทศไทยเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ MINT จะยังคงรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในระดับที่มีนัยสำคัญไว้ในกองทรัสต์นี้
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ MINT ตัดสินใจเดินหมากในเวลานี้ มาจากสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่สนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน ควบคู่ไปกับความต้องการเดินทางทั่วโลกที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง แต่หัวใจหลักในเชิงกลยุทธ์คือเรื่องของต้นทุนทางการเงินที่ MINT ประเมินว่าอัตราผลตอบแทนต้องจ่ายให้กับนักลงทุน REIT ต่ำกว่าต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย ซึ่งอยู่ที่ราว 8-9% การนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์จึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงในการดึงมูลค่าที่ซ่อนอยู่ออกมาใช้ทำงานต่อ
เม็ดเงินที่ได้จากการทำ REIT IPO จะถูกนำไปทำหน้าที่หลักสองส่วน
– ส่วนแรกคือการลดภาระหนี้สิน เพื่อกดสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน ลงมาให้บรรลุเป้าหมายที่ 0.75x – 0.85x ภายในปี 2026 ซึ่งการลดหนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญนี้จะช่วยประหยัดดอกเบี้ยจ่ายและทำให้โครงสร้างงบดุลแข็งแกร่งขึ้น
– ส่วนที่สองคือการนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับต่อยอดโปรเจกต์ใหม่ๆ ที่ให้ผลตอบแทนสูง และแม้ว่าการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้นบ้างในระยะสั้น แต่ได้เตรียมแผนรับมือผ่านการทำ Share buyback เพื่อบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าว
ก้าวต่อไปของ MINT จึงวัดกันที่ชั้นเชิงในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ และการรีดประสิทธิภาพจากทุกการให้บริการ ซึ่งนี่คือสมรภูมิใหม่ที่ถูกวางรากฐาน และจัดระเบียบโครงสร้างไว้พร้อมแล้วสำหรับการแข่งขัน



