พฤติกรรม ‘นักชอปออนไลน์ไทย’ ที่เปลี่ยนไป และสิ่งที่ ‘แบรนด์’ ต้องปรับตัวให้ทัน

  • 55
  •  
  •  
  •  
  •  

ในการทำธุรกิจออนไลน์ หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จ และบรรดาแบรนด์หรือพ่อค้าแม้ค้าออนไลน์จำเป็นต้องรู้ ก็คือ พฤติกรรมของนักชอปไทยเป็นอย่างไร ซึ่งทาง thinkwithgoogle ได้สรุป 3 เทรนด์หลักของนักชอปไทยที่เปลี่ยนไปที่ล้วนแล้วน่าสนใจ และเราขอนำมาเสนอในวันนี้

1.คุ้นเคยและเฝ้ารอ Mega sales แทนการชอปวันเงินเดือนออก

แม้ 11.11 ยังเป็นเทศกาลชอปปิ้งที่ได้รับความสนใจมากสุดสำหรับนักชอปไทย  โดยค้นหามากกว่า 6.6, 7.7, 8.8 ถึง 4 เท่า แต่เมื่อเปรียบเทียบการเติบโตปีต่อปีของคำค้นหาเกี่ยวกับ Mega Shopping Day จะเห็นได้ว่า นักชอปไทยเริ่มสนใจ Mega sales ในเดือนอื่น ๆ ตลอดปี

2.เช็คชัวร์ก่อนชอป

ผู้บริโภคส่วนมากเลือกหาข้อมูลออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ โดย 95% ของนักชอปไทย บอกว่า online search engine ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเป็นอย่างมาก , การค้นหา ‘ยี้ห้อไหนดี’ เพิ่มขึ้น 24% โดยคำที่มีการค้นหามากสุด ได้แก่ ‘วิตามินยี่ห้อไหนดี’, ‘แอร์ยี่ห้อไหนดี’ และ ‘คอลลาเจนยี่ห้อไหนดี’

3.เปิดใจกับการซื้อสินค้าออนไลน์ใหม่ ๆ

ปัจจุบันมีหลายธุรกิจหันมาพึ่งช่องทางออนไลน์ในการขาย และเห็นการค้นหาที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้แก่

กล่องสุ่มอาหารทะเล เพิ่มขึ้น 1,100%

มังคุด ออนไลน์ เพิ่มขึ้น 200%

ซื้อ ชิม ออนไลน์ เพิ่มขึ้น 156%

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของนักชอปไทยนั้น มีด้วยกัน 5 ปัจจัย ได้แก่

1.บริการลูกค้าที่ดีเยี่ยม

2.รูปภาพหรือวีดีโอของสินค้า

3.การรับประกันความแท้ของสินค้า

4.ส่วนลดและโปรโมชั่น

5.ความหลากหลายของช่องทางชำระเงิน

 สิ่งที่แบรนด์ควรทำเพื่อตอบรับพฤติกรรมนักชอปที่เปลี่ยนไป

  • เป็นคำตอบ สำหรับทุกการค้นหา

กว่า 15% ของคำค้นหาบน Google Search เป็นคำใหม่ที่ไม่เคยถูกค้นหามาก่อนเพราะฉะนั้นแบรนด์ควรทำ Search Ads ให้ตรงใจกับคำค้นหาของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการคลิกดูข้อมูลและสั่งซื้อสินค้า โดยเทคนิคง่ายๆเปลี่ยน Search Ads ที่​ ‘ดี’

1.เขียน Headline กระชับและได้ใจความ

วิธีที่ดีที่สุดในการเขียน Headline สำหรับ Responsive Search Ads คือการเขียน Headline สั้นๆ ให้ได้ใจความ เนื่องจากกลไกของ Machine Learning จะนำ Headline ที่ถูกเขียนขึ้นไปประกอบกันให้เกิดรูปแบบต่างๆ ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่กำลังค้นหา ผู้ลงโฆษณาสามารถใช้ Headline จำนวน 8-15 แบบที่กระชับ ไม่มีคำซ้ำกัน ได้ใจความ และมีความหมายที่แตกต่างกันเพื่อให้ระบบไปจับคู่หารูปแบบที่ดีที่สุดมาใช้ในการลงโฆษณา โดยสามารถใช้ตารางด้านล่างเป็นแนวคิดเพื่อสื่อสารความน่าสนใจของสิ่งที่ต้องการโฆษณาจากแต่ละมุมมองได้

2.เลือกใช้อย่างน้อย 3 คีย์เวิร์ดยอดนิยมลงใน Headline

การใส่คีย์เวิร์ดคำเดียวกับที่ผู้บริโภคใช้ในการค้นหาสินค้าและบริการในโฆษณาจะช่วยดึงความสนใจจากผู้ค้นหาได้ ดังนั้นเพื่อสร้าง Headline ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดบน Responsive Search Ads เราควรศึกษาคำค้นหายอดนิยมจาก search term report หรือ keyword insertion และเลือกใช้คำค้นหายอดนิยมอย่างน้อย 3 คำค้นหามาอยู่ใน Headline

3.เลือกใช้คำกระตุ้น Call-To-Action

การใส่คำที่กระตุ้นให้ผู้เห็นโฆษณาได้กระทำบางอย่าง (Call-To-Action) ก็จะยิ่งทำให้ Headline ที่ถูกใช้นั้นมีน้ำหนักยิ่งขึ้นเช่น “โทรมาเลยวันนี้” หรือ “จองตอนนี้” หรือคำกระตุ้นอื่นๆ ที่เราต้องการให้ลูกค้าลงมือทำ

4.เพิ่มความสนใจด้วยข้อความสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น หรือเงื่อนไขพิเศษ

การใส่โปรโมชั่น สิทธิประโยชน์ เงื่อนไขพิเศษต่างๆ หรือจุดเด่นของสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้า ทั้งใน Headline และ Description ของโฆษณาจะช่วยดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่แรกเห็น เช่น ผ่อนฟรีกี่ % กี่เดือน

5.ปักหมุดตำแหน่ง Headline และ Description

ด้วยค่าเริ่มต้น (default) เมื่อผู้ลงโฆษณาสร้าง Responsive Search Ads แล้ว Headline และ Description จะปรากฏอยู่ในลำดับใดก็ได้ แต่เราสามารถกำหนดได้ว่าจะให้ Headline และ Description ของแต่ละรายการปรากฏที่ใดในโฆษณาได้ด้วยการปักหมุดไว้ที่ตำแหน่งที่ต้องการ

ตัวอย่างเช่น หากผู้ลงโฆษณาต้องการแสดงเงื่อนไขในการบริการในทุกโฆษณา ก็สามารถเขียนและปักหมุด Description นี้ไว้ที่ตำแหน่ง Description 1 ทำให้ข้อความเงื่อนไขนี้จะปรากฏในส่วนแรกของ Description ของโฆษณาทั้งหมดที่แสดงต่อลูกค้า นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ลงโฆษณาที่ใช้เทคนิคเหล่านี้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ Responsive Search Ads ในแคมเปญของพวกเขา ตัวอย่างเช่นเอเจนซี่ชั้นนำอย่าง i-DAC Bangkok ภายใต้เครือ Hakuhodo ที่เห็นยอดคลิกและ Conversion เพิ่มขึ้นในแคมเปญของผู้ลงโฆษณาจากหลากหลายอุตสาหกรรม

  • ทำให้ผู้บริโภคค้นเจอแบรนด์ของคุณได้ง่ายๆบนโลกออนไลน์

เมื่อผู้บริโภคทำการค้นหาสินค้าหรือบริการที่ตรงกับสิ่งที่แบรนด์ของคุณมี แบรนด์ของคุณควรปรากฏในผลการค้นหาเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการสร้างยอดขาย

 

ที่มา : thinkwithgoogle1

thinkwithgoogle2


  • 55
  •  
  •  
  •  
  •