#แบนชีสเค้กเซเว่น บทเรียนสินค้า Hot Seller กับ ความต้องการที่แท้จริงของ Consumer

  • 3.9K
  •  
  •  
  •  
  •  

เกิดเป็นประเด็นร้อนขึ้นอีกครั้ง จากกระแสของ #แบนชีสเค้กเซเว่น กันขึ้นมาในทวิตภพ หรือในแพล็ตฟอร์ม Twitter หลายคนอาจจะสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับแฮชแท็กนี้ เราจะมาสรุปความให้ฟัง

ย้อนกลับไปเมื่อราว 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า “ชีสเค้กเซเว่น” เป็นสินค้าที่มาแรงมากใน เซเว่นฯ จนเกิดกระแสเป็นที่นิยมมากในหมู่นักชิม และฟู้ดบล็อกเกอร์ เพราะได้รับการกล่าวขวัญว่าอร่อยเทียบเท่าร้านดัง แต่มีราคาค่อนข้างถูกมากเพียง 39 บาท จนทำให้ผู้คนเริ่มเสาะแสวงหาทานเป็นจำนวนมาก จนเกิดปัญหาสินค้าหายไปจากเชลฟ์พักใหญ่ ยิ่งทำให้กระแสความนิยมของ ชีสเค้กนี้บูมหนักขึ้นไปกว่าเดิม กลายเป็นแรร์ไอเท็ม ที่ใครมีเป็นต้องโพสต์อวดโพสต์โชว์กันในโซเชียลฯ

เมื่อเกิดกระแสในโซเชียลฯ ก็ยิ่งสร้างความนิยมให้เกิดขึ้นมากไปกว่าเดิม จนเซเว่นฯ ตัดสินใจผลิตเพิ่มในระยะหลัง แต่ก็ส่งผลให้กระแสแผ่วลงไปมากแล้ว ประกอบกับผู้คนก็เริ่มหาทานได้ง่าย สินค้าเริ่มมีวางให้เห็นเป็นปกติ เริ่มไม่ใช่สินค้าหายาก และมีหลายคนก็เริ่มลองทานไปแล้ว บางสาขาก็วางจำหน่ายไว้เยอะมาก เพราะคนเริ่มไม่ค่อยสนใจ

เรื่องราวแบบนี้จะไม่ได้เป็นประเด็นเลย เพราะถือว่าเป็นการขึ้นลงปกติของกลไกตลาด แต่ทว่า กระแสที่หนักหน่วงจนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลฯ โดยเฉพาะในทวิตเตอร์ สืบเนื่องมาจาก บทสัมภาษณ์ของ “พีรวัส เจนตระกูลโรจน์” ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด ทายาทคนโตศรีฟ้าเบเกอรี่ กล่าวให้สัมภาษณ์กับ ประชาชาชาติ ออนไลน์ ถึงเบื้องหลังสูตรเด็ด “ชีสเค้ก” 39 บาท ที่จำหน่ายในเซเว่นฯ (คลิกอ่านเพิ่มเติม) โดยมีบทสัมภาษณ์ตอนหนึ่งที่ระบุว่า

 

“พีรวัสเล่าว่า ชีสเค้กถือว่าประสบผลสำเร็จเกินคาด ช่วงแรกวางแผนผลิตประมาณ 5,000-6,000 ชิ้นต่อวัน ผมคุยกับบริษัทผลิตครีมชีสจากนิวซีแลนด์สั่งซื้อ 17 ตัน วางแผนใช้ภายใน 3 เดือนกรกฎาคม-กันยายน

แต่พอวางขายได้เพียง 2 สัปดาห์ สินค้าไม่พอขาย มีคนมาถามหาซื้อจำนวนมาก ทางเซเว่นฯสั่งให้ผลิตเพิ่มเป็น 26,000 ชิ้นต่อวัน แต่เราผลิตให้ได้เพียง 24,000 ชิ้นต่อวัน และครีมชีส 17 ตัน หมดเกลี้ยงภายใน 2 สัปดาห์แรก

หากคนอยู่ในวงการเบเกอรี่จะสังเกตได้ว่า ช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ครีมชีสยี่ห้อต่าง ๆ จากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หายไปจากท้องตลาดหมดเกลี้ยง เพราะผมไปกว้านซื้อไว้ทั้งหมด ครีมชีสลอตใหม่ที่สั่งขนส่งทางเรือต้องใช้เวลาเดินทางอีก 2 เดือน

จากบทสัมภาษณ์ตรงนี้นี่เอง ที่จุดไฟประเด็นร้อนกันขึ้นมาอย่างดุเดือด ในทำนอง ว่า สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการรายเล็กๆ ที่จำเป็นต้องทำอาหารเบเกอร์รี่ หรือประกอบอาชีพด้านเบเกอรี่ เพราะช่วงที่ชีสเค้กหายไป ไม่สามารถผลิตเค้ก หรือทำสินค้าที่เกี่ยวข้องได้เลย เพราะไม่มีเงินทุนมากพอที่จะกว้านซื้อครีมชีสได้อย่างนายทุนใหญ่ บ้างก็โจมตีไปที่ระบบทุนนิยมที่คอยกลั่นแกล้งผู้ประกอบการตัวเล็กๆ จนเป็นที่มาของ #แบนชีสเค้กเซเว่น และพ่วงด้วย #แบนศรีฟ้า

 

หลังกระแสโจมตีอย่างหนักหน่วง ทางศรีฟ้าก็ได้ออกมาชี้แจง ในประเด็นดังกล่าว โดยใจความระบุว่า เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ไม่ได้นำวัตถุดิบที่จำหน่ายโดยทั่วไปมาใช้

 

ขอเรียนให้ทราบว่าทางบริษัทของเราได้วางแผนการผลิตไว้วันละ 5,000-6,000 ชิ้น ซึ่งยอดที่เข้ามามากกว่าที่ทางบริษัทเตรียมวัตถุดิบไว้ ทำให้ครีมชีสที่สั่งจากนิวซีแลนด์ขาดสต็อก เราจึงได้ทำการสั่งซื้อเพิ่มจากผู้นำเข้ารายอื่น แต่ก็ไม่สามารถทำได้ทันท่วงทีและต้องหยุดจำหน่ายเป็นเวลา 10 วัน เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบครีมชีสตามมาตรฐานที่เราต้องการ

โดยครีมชีสที่ทางบริษัทศรีฟ้าใช้สำหรับการผลิตนั้น ต้องมาจากแหล่งทวีปออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาผลิตสินค้าได้ตามคุณภาพที่เราตั้งใจไว้ โดยต้องมีขนาดบรรจุ 25 กิโลกรัม/ลัง สำหรับการผลิตแบบอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

เราไม่ได้นำวัตถุดิบที่จำหน่ายโดยทั่วไป ร้านค้ารายย่อย หรือวัตถุดิบจากแหล่งการผลิตนอกเหนือจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มาใช้ในกระบวนการผลิตแต่อย่างใด

ทางศรีฟ้ามีความตั้งใจที่จะผลิตสินค้าคุณภาพดี ในราคาที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ ไม่ได้มีเจตนาทำให้ชีสเค้กเสียราคาแต่อย่างใด ขออภัยทุกท่านจากใจจริงอีกครั้งที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ

(credit ภาพ ประชาชาติธุรกิจ)

ซึ่งหลังการชี้แจงก็ทำให้กระแสเริ่มเบาลงไปบ้างแล้ว

บทเรียนถึงแบรนด์และนักการตลาด

อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของ แบรนด์ และ นักการตลาด ได้เลยว่า แม้สินค้าจะได้รับความนิยมหรือชื่นชอบจากผู้บริโภค แต่ในยุคที่ผู้บริโภคเป็นคนรุ่นใหม่ มีความคิดที่เปลี่ยนไปจากเดิม ดังนั้น ความต้องการหรือความนิยม ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสำเร็จที่แท้จริงได้อีกต่อไป แต่แบรนด์ต้องเป็นมากกว่า Positioning ที่ดีในตลาด แบรนด์จักต้องแสดงเจตจำนงที่ดี มี Brand Purpose ที่ดี และมีความโปร่งใส Transparency ในการดำเนินธุรกิจด้วย ถึงจะสามารถครองใจผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นกระแสที่เกิดขึ้นทั่วโลกแล้ว ดังนั้น แบรนด์ไทย และนักการตลาดไทย ควรศึกษาเรียนรู้ไว้เพื่อการทำแคมเปญที่ดี ที่ตรงใจ ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคให้ได้.


  • 3.9K
  •  
  •  
  •  
  •  
pigabyte
pigabyte
การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้น มาเรียนรู้และสนุกไปกับบทความ จาก MarketingOops! กันนะคะ แล้วเราจะได้ค้นพบว่าโลกของ MarTech นั้น So Sexy and Cool!