
ในวันที่บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) และ AIS ประกาศความร่วมมือ “Muang Thong NEXT” เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วเมืองทองธานีกว่า 4,000 ไร่ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ “เมืองทองธานี” พื้นที่ซึ่งเราคุ้นเคยกันดีจากคอนเสิร์ต งานแสดงสินค้า Motor Expo, Motor Show และศูนย์ประชุมอย่าง IMPACT
สำหรับคุณ “พอลล์ กาญจนพาสน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Bangkok Land แนวคิด Smart City เป็นพัฒนาการต่อจากความฝันเดิมของครอบครัว โดยคุณพอลเล่าว่าเมืองทองถูกวางแนวคิดให้เป็นเมืองที่มีองค์ประกอบสำหรับการอยู่อาศัยและทำงานมานานหลายสิบปี เรียกว่าเป็นแนวคิดที่มีมาก่อนโลกธุรกิจจะรู้จักคำว่า Smart City แพร่หลายอย่างทุกวันนี้

เมืองทองธานีพัฒนาโดย Bangkok Land ปัจจุบันมีคุณ ปีเตอร์ กาญจนพาสน์ เป็นประธานกรรมการ และคุณพอลล์เป็น CEO ทั้งคู่ที่มีชื่อจีนว่า “ซุยฮัง” และ “ซุยพาง” เป็นบุตรของ อนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้บุกเบิก Bangkok Land และเมืองทองธานี

นามสกุลกาญจนพาสน์ยังเชื่อมโยงกับอีกธุรกิจที่คนกรุงเทพฯ รู้จักดี เพราะคุณ อนันต์เป็นพี่ชายของ “คีรี กาญจนพาสน์” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ BTS Group ซึ่งปัจจุบันมี กวิน กาญจนพาสน์ ลูกชายเป็น CEO และยังดูแลบริษัทในเครืออย่าง วีจีไอ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสื่อโฆษณานอกบ้านและธุรกิจบริการด้านดิจิทัล รวมถึงบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ด้วย
ก่อนจะมาถึง Muang Thong NEXT เมืองแห่งนี้ผ่านทั้งความฝันขนาดใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจ การเกิดขึ้นของ Event Economy และรถไฟฟ้าที่เชื่อมพื้นที่เข้ากับเมือง เส้นทางเหล่านี้อธิบายว่า เหตุใดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงกลายเป็นเครื่องมือชิ้นต่อไปของผู้บริหารเมืองทอง
ความฝันของคุณอนันต์ เมืองที่อยู่และทำงานได้
ประวัติเมืองทองธานีเริ่มก่อนจะมีชื่อเมืองทองธานีอย่างเป็นทางการ โดยข้อมูลของ Bangkok Land ระบุว่า ในปี 2509 กลุ่มผู้ร่วมธุรกิจเริ่มรวมตัวเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ต่อมาในปี 2511 จึงเข้าถือครองที่ดินย่านแจ้งวัฒนะและพัฒนาโครงการ “เมืองทองนิเวศน์ 1” ก่อนจัดตั้งบริษัท Bangkok Land ในปี 2516

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2531 เมื่อบริษัทเริ่มพัฒนา “เมืองทองธานี กรุงเทพแห่งอนาคต” อย่างเป็นทางการ โดยวิสัยทัศน์ในเวลานั้นคือการสร้างเมืองใหม่ขนาดใหญ่ รองรับทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน การค้า และบริการที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน
เมื่อมองจากปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวคล้ายโจทย์ของโครงการ Mixed-use และ Smart City หลายแห่ง คือทำอย่างไรให้คนสามารถอยู่ ทำงาน เดินทาง และใช้บริการต่างๆ ภายในพื้นที่เดียวกันได้สะดวกขึ้น เพียงแต่เครื่องมือของยุคนั้นคือที่ดิน อาคาร ถนน และระบบสาธารณูปโภค มากกว่าเทคโนโลยีอย่างอินเตอร์เน็ต Data หรือ Digital Platform
ความฝันถูกวางไว้ในสเกลของการสร้างเมือง แต่เส้นทางนั้นกลับต้องสะดดุลงเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 หรือที่เรารู้จักกันว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ส่งผลกระทบภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างหนัก
Bangkok Land เจอวิกฤตจนต้องเปลี่ยนวิธีสร้างรายได้
วิกฤตต้มยำกุ้งทำให้โครงการหลายส่วนของ Bangkok Land ต้องชะลอหรือยุติลง โมเดลที่พึ่งการพัฒนาและขายอสังหาริมทรัพย์เผชิญข้อจำกัดทั้งจากกำลังซื้อ สภาพคล่อง และภาระทางธุรกิจ ทำให้ Bangkok Land ต้องเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด
โจทย์ของผู้บริหารหลังจากนั้นจึงขยับจากการขายพื้นที่ ไปสู่การทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนผ่านนี้ค่อยๆ ทำให้เมืองทองมีบทบาทใหม่ จากเมืองที่เติบโตด้วยโครงการที่อยู่อาศัย สู่พื้นที่ที่ดึงผู้คนเข้ามาผ่านงานประชุม นิทรรศการ กีฬา และความบันเทิง แทน
นี่คือการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจครั้งสำคัญของเมืองทอง เพราะ Traffic จากผู้ใช้งานกลายเป็นทรัพยากรทางธุรกิจ ซึ่งผู้คนที่เดินทางเข้ามาหนึ่งครั้งสามารถสร้างรายได้ให้ฮอลล์ โรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และบริการอื่นในพื้นที่ ก่อนต่อยอดไปสู่การกลับมาใช้งานซ้ำได้นั่นเอง
จาก Asian Games สู่เมืองอีเวนต์

หนึ่งในจุดเปลี่ยนที่ชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ Bangkok Land สนับสนุนการสร้างศูนย์กีฬาเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ในปี 2541 จากนั้นจึงจัดตั้ง IMPACT Exhibition Management ในปี 2542 เพื่อบริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม
สิ่งนี้ทำให้พื้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากพื้นที่อาศัยสามารถรองรับมหกรรมกีฬาครั้งใหญ่ และยังสามารถจัดงานหมุนเวียนได้ตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานยานยนต์มีบทบาทมากต่อภาพจำของเมืองทอง
Motor Expo ย้ายมาจัดที่ IMPACT เมืองทองธานีตั้งแต่ปี 2542 จึงนับเป็น Anchor Event ในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจสถานที่จัดงาน ตามมาด้วย Bangkok International Motor Show ที่ย้ายมาจัดที่ IMPACT ในปี 2554 ซึ่งก็ต้องบอกว่าการมีงานรถยนต์ขนาดใหญ่สองงานในสถานที่เดียวกันทำให้เมื่อพูดถึงงานแสดงรถยนต์ประจำปี เมืองทองธานีคือหนึ่งในจุดหมายหลักของประเทศที่เดียวจริงๆ

และนอกจาก Motor Expo และ Motor Show จะสร้างชื่อให้เมืองทองแล้ว เมืองอีเวนต์แห่งนี้ยังเติบโตจากงานอีกหลายประเภท ตั้งแต่ THAIFEX, OTOP, งานสถาปนิก, บ้านและสวนแฟร์ ไปจนถึงคอนเสิร์ตของศิลปินไทยและต่างประเทศ
พอลล์อธิบายว่าผู้คนแต่ละกลุ่มมีภาพจำต่อ IMPACT ต่างกัน บางคนนึกถึงคอนเสิร์ต บางคนนึกถึง Motor Expo หรือ Motor Show ภาพจำที่หลากหลายสะท้อนบทบาทของอีเวนต์ที่เป็นช่องทางพาคนจำนวนมากเข้ามารู้จักและใช้พื้นที่เมืองทองและทำให้เกิด Top of Mind ในใจผู้บริโภคอย่างแข็งแรง
จากรายได้ในฮอลล์ สู่ Business Ecosystem ของเมือง
ในมุมของผู้บริหาร งานหนึ่งงานมีมูลค่ามากกว่าค่าเช่าพื้นที่ เพราะผู้ร่วมงานอาจพักโรงแรม รับประทานอาหาร ซื้อสินค้า ใช้บริการ และเดินทางผ่านระบบขนส่งในพื้นที่ Traffic จากอีเวนต์จึงหมุนต่อไปยังธุรกิจอื่นของเมือง
วงจรนี้อธิบายได้เป็นลำดับว่า งานประชุม คอนเสิร์ต และนิทรรศการดึงผู้คนเข้ามา จากนั้นโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก สำนักงาน และการเดินทางรับช่วงสร้างรายได้ เมืองที่มีบริการครบขึ้นก็มีโอกาสดึงงานใหม่และทำให้ผู้ใช้กลับมาอีกครั้ง

นั่นทำให้เมืองทองมีทุกอย่างอย่างครบวงจรตั้งแต่ ที่พักอาศัย ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การแสดงสินค้า ร้านอาหาร มหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือแม้แต่โรงแรมก็มี โดยเฉพาะโรงแรม โนโวเทล กรุงเทพ อิมแพ็ค (Novotel Bangkok IMPACT) และโรงแรม ไอบิส กรุงเทพ อิมแพ็ค (ibis Bangkok IMPACT) ก็อยู่ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมของ Bangkok Land ด้วยเช่นกัน
ผลประกอบการของ IMPACT Exhibition Management ช่วยให้เห็นขนาดของเครื่องยนต์นี้ โดยงวดปีบัญชี 2567/68 บริษัทมีรายได้รวม 1,914 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 399 ล้านบาท
ผู้ใช้เมืองทองในแต่ละวันยังมีทั้งผู้อยู่อาศัย คนทำงาน นักศึกษา หน่วยงานรัฐ ผู้จัดงาน ผู้แสดงสินค้า นักท่องเที่ยว และผู้ชมคอนเสิร์ต ดังนั้นการพัฒนาเมืองจึงต้องตอบโจทย์คนที่มีพฤติกรรมต่างกัน ตั้งแต่ผู้ที่เดินทางมางานเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงคนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่ทุกวัน
รถไฟฟ้าสายสีชมพู เชื่อมเมืองทองเข้ากับระบบราง

ข้อจำกัดสำคัญของเมืองอีเวนต์คือการเดินทาง โดยเฉพาะวันที่มีงานขนาดใหญ่พร้อมกัน Bangkok Land จึงลงนามกับบริษัท นอร์ทเทิร์น บางกอกโมโนเรล จำกัด หรือ NBM เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 เพื่อพัฒนารถไฟฟ้าสายสีชมพูส่วนต่อขยายเข้าเมืองทองธานี
ส่วนต่อขยายเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 มีสถานี MT01 เมืองทองธานี และ MT02 ทะเลสาบเมืองทองธานี พร้อมทางเดินเชื่อมสถานี IMPACT เมืองทองธานีกับอาคาร Challenger
สำหรับธุรกิจ การเชื่อมต่อด้วยระบบรางช่วยลดความติดขัดในการเดินทางของผู้ร่วมงาน เพิ่มความพร้อมรับงานขนาดใหญ่ และส่ง Traffic ต่อไปยังโรงแรม ร้านค้า สำนักงาน รวมถึงพื้นที่พัฒนาใหม่ รถไฟฟ้าจึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพที่ทำให้ Business Ecosystem ของเมืองทำงานได้สะดวกขึ้น
Muang Thong NEXT เมื่อ AIS เติม Digital Infrastructure ให้เมือง 4,000 ไร่

หลังจากเชื่อมเมืองด้วยระบบราง โจทย์ถัดไปคือการเชื่อมข้อมูลและบริการต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ Bangkok Land จับมือกับ AIS วางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายใต้โครงการ Muang Thong NEXT ครอบคลุมพื้นที่กว่า 4,000 ไร่
องค์ประกอบที่ประกาศไว้มีตั้งแต่ 5G Advanced, โครงข่าย Fibre และ WiFi 7, Data Center, Cloud และ AI ไปจนถึง Data Platform และ Digital Twin เพื่อให้เมืองมองเห็นสถานการณ์ วางแผน และบริหารบริการต่างๆ จากข้อมูลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น
ด้านความปลอดภัยและการเดินทาง โครงสร้างดังกล่าวจะรองรับ Smart CCTV และระบบบริหาร Traffic ส่วนธุรกิจอีเวนต์สามารถใช้เครือข่ายความเร็วสูงรองรับงานที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก การถ่ายทอดสด การใช้ข้อมูลแบบ Real-time และประสบการณ์ดิจิทัลภายในงานได้

คุณปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ระบุว่า เมืองทองมีผู้คนที่อยู่อาศัยหรือผ่านเข้าออกอย่างน้อย 2.2 ล้านคนต่อเดือนเลยทีเดียว โดย Infrastructure ที่ AIS เข้ามาสนับสนุนตามแผนจะพร้อมภายใน 12 เดือน และจะนำไปเชื่อมต่อกับระบบ CCTV อัจฉริยะในเมืองทอง อย่างไรก็๖ามกรอบเวลาดังกล่าวหมายถึงส่วนโครงสร้างพื้นฐานตามแผน ไม่ได้หมายความว่า Smart City จะพัฒนาเสร็จสมบูรณ์ภายคราวเดียว
ความฝันเดิมยังอยู่ แต่เครื่องมือสร้างเมืองเปลี่ยนไป
หากย้อนกลับไปยังแนวคิด “เมืองทองธานี กรุงเทพแห่งอนาคต” ในปี 2531 เป้าหมายหลักคือการสร้างเมืองที่คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน และใช้ชีวิตได้ครบในพื้นที่เดียว แต่แน่นอนว่าเส้นทางตลอดหลายทศวรรษทำให้วิธีไปสู่เป้าหมายนั้นเปลี่ยนตามเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมของผู้ใช้
เมืองทองเริ่มต้นด้วยอสังหาริมทรัพย์และถนน ผ่านวิกฤตด้วย Event Economy ขยายรายได้เป็น Business Ecosystem เชื่อมผู้คนด้วยรถไฟฟ้า และตอนนี้ก็กำลังเพิ่ม Digital Infrastructure เพื่อบริหารเมืองด้วยข้อมูลแล้ว
โจทย์หลังจากนี้อยู่ที่ผลลัพธ์ว่าโครงสร้างพื้นฐานเมื่อเปิดใช้ได้ตามแผนจะเป็นอย่างไร Smart CCTV และบริการต่างๆ เชื่อมต่อกันแค่ไหน ประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย คนทำงาน และผู้มาร่วมงานดีขึ้นอย่างไร รวมถึงธุรกิจในพื้นที่สามารถสร้างโอกาสใหม่จาก Connected City ได้มากน้อยเพียงใด
เรียกได้ว่า Muang Thong NEXT เป็นบททดสอบอีกเรื่องในการนำความฝันสร้างเมืองจากคนรุ่นก่อนไปทำต่อด้วยเครื่องมือของคนรุ่นใหม่ และก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า เมืองที่มีผู้คนและกิจกรรมอยู่แล้วจะใช้ Connectivity, Data และ AI ยกระดับทั้งประสบการณ์และโมเดลธุรกิจได้จริงแค่ไหนเช่นกัน
ที่มา: Bangkok Land , AIS

