การตลาดเงียบๆ ก็เหยียบ “ร้อยล้าน” ได้!! กับธุรกิจ “ยาหอม ยาอม ยาดม ยาหม่อง” …EP.1

  • 1K
  •  
  •  
  •  
  •  

ยาดม

โอ๊ย!! เวียนหัวจะเป็นลม ..ทำไมสินค้าบางอย่างทุ่มทุนทำการตลาดตั้งมากมาย สุดท้ายรายได้ก็ยังไปไม่ถึงไหน แต่บางแบรนด์อยู่เงียบๆ ทำการตลาดเรียบๆ กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ว่าแล้วก็ขอดมยาทาถูแล้วไปหายาหอมยาอมมาทานดีกว่า

เปิดพอร์ตสินทรัพย์ รายได้ และกำไรของ4 แบรนด์ดังในธุรกิจ “ยาประจำบ้าน” ที่โด่งดังจากภูมิปัญญาไทย

ทั้ง 4 แบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่และเป็นสินค้าที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทย โดยสินค้าเหล่านี้ ทั้งยาหอม ยาอม ยาลม ยาหม่อง อาจจะเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในเมืองไทยในช่วงเวลาหนึ่ง และแม้ช่วงหลังอาจจะไม่ได้อยู่ในกระแสความสนใจของคนไทย แต่ก็มีหลายครอบครัวที่ยังคงใช้หรือมีติดบ้านไว้อยู่ จึงทำให้กิจการยังคงอยู่มาได้เรื่อยๆ

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ช่วงหลัง สินค้าเหล่านี้กลับมาเป็นที่นิยมจนมีวางขายอย่างแพร่หลายตามร้านค้าโมเดิร์นเทรดยุคใหม่ รวมถึงมีโพสต์ขายมากมายตามช่องทางออนไลน์ มาจากความนิยมของลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน จนเรียกได้ว่า เป็นสินค้าของที่ระลึกของฝากสุดฮิตที่คนจีนมักแย่งกันซื้อติดไม้ติดมือกลับประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าด้วยพลังการซื้อของคนจีน ก็ทำให้บริษัทเหล่านี้มีรายได้เติบโตอย่างน่าสนใจ

ยาหอมตรา  5 เจดีย์ … ยาดีคนไทย ถูกใจต่างชาติ

ยาหอม 5 เจดีย์
โฆษณาชิ้นนี้ผลิตขึ้นตั้งแต่ปี 2534  (Photo Credit : Youtube)

นับเป็นบริษัทที่เงียบมาก ทั้งข่าวคราวการตลาด รวมถึงข่าวของบริษัทและผู้บริหารบริษัท (ไม่นับข่าวสังคมที่มีออกมาบ้างประปราย) กระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่มีกระแสข่าวว่าศุลกากรประเทศเนเธอร์แลนด์ห้ามนำยาหอม “ตรา 5 เจดีย์” เข้าประเทศ เนื่องจากมีส่วนผสมของ “พืชต้องห้าม”

คุณสุรสีห์ เฮงสกุล กรรมการผู้จัดการของบริษัท 5 พระเจดีย์โอสถ จำกัดจึงออกมาแถลงข้อเท็จจริงว่า ยาหอมตรา 5 เจดีย์ ผลิตด้วยสมุนไพรที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น และประเทศเนเธอร์แลนด์ไม่ได้ห้ามนำยาหอมเข้า เพียงแต่ต้องมีเอกสารรับรอง เนื่องจากยาหอมมีสมุนไพรที่ชื่อ  “โกฐกระดูก” ซึ่งอยู่ในรายการพืชควบคุมเพราะใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งอดีตสมุนไพรตัวนี้เป็นพืชที่เกิดเองตามธรรมชาติ แต่ปัจจุบันมีการเพาะปลูกได้

ตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า จดทะเบียนจัดตั้งตั้งแต่ปี 2499 ด้วยทุนจดทะเบียน 27ล้านบาท โดยมี นพ. ประเสริฐ เฮงสกุล และภรรยา เป็นหัวเรือใหญ่

ยาหม่องขาว

ด้วยความนิยมของยาหอมตรา 5 เจดีย์ ทำให้ ยาหอมขนาด 25 กรัม ราคาในเมืองไทยประมาณ30 กว่าบาท ถูกโพสต์ขายใน Amazon มีตั้งแต่ 9.99 ดอลล่าร์สหรัฐฯ​ ไปจนถึงกว่า 20ดอลล่าร์สหรัฐฯ​ เลยก็มี (เช็ค ณ วันที่ 21มิ.ย. 2562) ปัจจุบัน ยาหอม 5 เจดีย์ ไม่ได้มีเพียงยาหอม ยังมียาหม่องข่าวตรา 5 เจดีย์อีกด้วย

ปัจจุบัน ข้อมูลแบรนด์ “5 เจดีย์” ที่มาจากทางบริษัทมีน้อยมาก ไม่มีแต่เว็ปไซต์และเฟสบุ๊คทางการ (Official) ของบริษัท แม้จะเป็นธุรกิจที่รวยเงียบๆ ไม่มีการตลาดมาก แต่รายได้ก็เฉียด “ร้อยล้าน” เต็มที

อย่างไรก็ดี แม้แบรนด์ “5 เจดีย์” จะเป็นแบรนด์ที่แข็งแรงในตลาด แต่เนื่องจากตลาดนี้มี “ผู้เล่น” หน้าเก่า หน้าใหม่ ไม่น้อย บวกกับมีสินค้าสมัยใหม่ท่ีเข้ามาทดแทนได้ ดังนั้น ถ้าหากไม่มีการปรับภาพลักษณ์สินค้าและแบรนด์ รวมถึงทำให้สินค้าเข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตคนยุคใหม่มากขึ้น

ในที่สุด จากยาหอมที่เป็นยาสามัญประจำบ้านภูมิปัญญาไทยอยู่คู่วิถีชีวิตคนไทย อาจเหลือเพียงภาพจำว่าครั้งหนึ่ง ยาหอมเคยเป็นสินค้าของฝากที่ชาวจีนชื่นชอบ สุดท้ายแล้ว เมื่อ “คุณค่า” ของสินค้าในมุมของผู้บริโภคลดลง ย่อมส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาวของบริษัทในที่สุด​

Oops!! ขอปิดท้ายด้วยรายได้รวมและกำไรสุทธิย้อนหลัง 5 ปีของ บริษัท 5 พระเจดีย์ จำกัด

 

profit พระเจดีย์

ยาอมตราตะขาบ 5 ตัว… สินค้าน่าซื้อของไทยที่โดนใจคนจีน 

ต้นกำเนิดของ บริษัท ห้าตะขาบ (ซิมเทียนฮ้อ) จำกัด เริ่มขึ้นเมื่อกว่า 80 ปีก่อน สมัยที่ คุณจุ้ยไซ แซ่ซิ้ม อดีตเด็กปรุงยา-ต้มยาในร้านหมอจีนที่ประเทศจีน ได้อพยพมาตั้งรกรากด้วยการทำสวนและเลี้ยงไก่ที่เมืองไทย พร้อมกับทดลองทำยาอมแก้ไอใช้เอง และนำไปฝากขายตามร้านขายยา

ยาตะขาบ

ครั้งหนึ่ง คุณจุ้ยไชเห็นตะขาบหนีน้ำท่วมขึ้นมาอยู่ตามฝาบ้าน จึงเกิดความคิดนำมาทำเป็นเครื่องหมายการค้าเนื่องจากหมอจีนสมัยโบราณเชื่อว่า “ต้องใช้พิษล้างพิษในการรักษาผู้ป่วย” จึงออกแบบซองยาเป็นรูปตะขาบทั้งสองข้าง โดยให้มีตะขาบ 5 ตัว เพราะเป็นเลขนำโชคของจนจีน พร้อมกับมีรูปเขาอยู่ตรงกลาง

ฝ่าฟันมานานกว่า 20 ปี ในที่สุดแบรนด์ก็เป็นที่รู้จัก ปัจจุบัน กิจการขับเคลื่อนโดยทายาทรุ่น 3 ซึ่งมีการนำเอาการตลาดมาใช้อย่างเต็มที่ ทั้งการรีแบรนด์​ (Rebranding) และการขยายตลาด ซึ่งได้จำหน่ายไปในกลุ่มประเทศอาเซียน และอีกหลายประเทศ​ทั่วโลก รวมทั้งยังมีการพัฒนาสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีสินค้า 4 ประเภท คือ ยาอมแก้ไอ ยาขมเม็ด ยาเม็ดเบอร์เจ็ด (ยาแก้บิด) และ ยากวาดมหาจักร

สำหรับยาอมแก้ไอที่เป็นสินค้ายอดฮิตของบริษัท มีให้เลือกถึง 4 รสชาด คือ รสสมุนไพร รสบ๊วย รสมิ้นท์ และรสตะไคร้ และในเร็วๆ นี้ (ปัจจุบัน อยู่ระหว่างพัฒนา) บริษัทยังเตรียมสินค้าใหม่เป็น “สเปรย์พ่นแก้ไอ”​และ “ซอฟต์เจลแก้ไอ” โดยใช้ยาตำรับเดิมทั้งในแง่รสชาติ และปริมาณสารออกฤทธิ์ ทั้งนี้ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ไม่ชอบอมเนื่องจากไม่อยากให้ลิ้นดำ ตลอดจนยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

pl-ห้าตะขาบ

ปี 2516 บริษัท ห้าตะขาบ จัดตั้งด้วยทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ผ่านไป 36ปี ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น  100 ล้านบาท ขณะที่รายได้ปี  2561 อยู่ที่เกือบ 505 ล้านบาท เติบโตจากปี 2557 ซึ่งมีรายได้เกือบ 203 ล้านบาท หรือก็คือ ภายใน 5 ปีนี้ รายได้ของบริษัทฯ โตขึ้นราว 2.5 เท่าจากปี 2557 ส่วนกำไรปี 2561 อยู่ที่กว่า 156 ล้านบาท  เติบโตจากปี 2557 ซึ่งมีกำไรเพียงประมาณ 32 ล้านบาท เรียกว่า กำไรเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 5 เท่าในช่วง 5 ปี

ผู้บริหารรุ่น 3 ของ บริษัทฯ เคยให้ข้อมูลว่า บริษัทมีรายได้จากการส่งออก 30-40% ขณะที่รายได้ในประเทศมากกว่าครึ่งมาจากตลาดนักท่องเที่ยว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยแว่วมาว่ามีการตั้งเป้ารายได้แตะหลัก 1,000  ล้านบาทภายใน 7 ปี และบริษัทยังได้เตรียมลงทุนสร้างโรงงานใหม่ที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าโรงงานยาแผนปัจจุบัน เพื่อวางรากฐานการเติบโตในอนาคต  

โป๊ยเซียน ใช้ดม ใช้ทา” จนรายได้เกือบหลักพันล้าน 

poysian
สโลแกน “ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน” น่าจะมีมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี

จากเว็ปไซต์ของบริษัท โกลด์ มิ้นท์​ โปรดักส์ จำกัด ระบุว่า ตำนานของ “โป๊ยเซียน” เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2479 จากร้านขายยาสมุนไพรโบราณในย่านเยาวราช เช่น ยาสตรีตราโป๊ยเซียน ยาน้ำส้มตราโป๊ยเซียน และยาน้ำเอียจับตราโป๊ยเซียน เป็นต้น กระทั่งรุ่นสองมีการปรับสูตรยาดม และพัฒนาผลิตภัณฑ์จนกลายเป็น ยาดม พีเป็กซ์ (Pe-Pex)” หลอดสีแดง

หลังพีเป๊กซ์ประสบความสำเร็จนานนับ 10 ปี บริษัทได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนออกมาเป็นยาดม 2-in-1 ตามสโลแกนที่เราคุ้นเคยกันคือ “โป๊ยเซียน ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน” ซึ่งนั่นเป็นจุดที่ทำให้ยาดมโป๊ยเซียนเติบโตอย่างมาก โดยไม่ชิงส่วนแบ่งตลาดยาดม ยังสามารถเข้าไปชิงส่วนแบ่งในตลาดยาหม่องและยาหม่องน้ำได้ด้วย

ในเดือน ก.ย. 2532 ครอบครัว “ลาภบุญทรัพย์” ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ ขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท ปัจจุบัน มีทุนจดทะเบียน 30ล้านบาท ปัจจุบัน นอกจากยาดม “โป๊ยเซียน” ยังมีผลิตภัณฑ์เป็นพิมเสนน้ำ ยาหม่อง ส้มโอมือ และไม่เพียงแบรนด์ “โป๊ยเซียน” ยังมียาดมแบรนด์ “พีแป๊กซ์​ (Pe-Pex)” , Mark II, และ PAX ซึ่ง 2 แบรนด์หลังจะเน้นขายในต่างประเทศ

poy-sian profit

หากดูรายได้ย้อนหลัง 10 ปีของบริษัทฯ  จะพบว่า รายได้รวมเติบโตจาก 296.13 ล้านบาท ในปี 2552 มาอยู่ที่ 821.08  ล้านบาท ในปี 2561 หรือมี อัตราเติบโตสูงถึงกว่า 177% ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตจาก 77.61 ล้านบาท ในปี 2552 พุ่งมาอยู่ที่ 277.44 ล้านบาท ในปี 2561 หรือก็คือ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ​สามารถทำกำไรเติบโตสูงกว่า 250%เลยทีเดียว

“เบอร์แทรม (1958)” คู่ปรับตลอดกาลในตลาดยาดม

bertram

เห็นรายได้และกำไรของ “โป๊ยเซียน” หลายคนอาจกำลังตกตะลึงในตัวเลขหลักร้อยล้านบาท แต่ถ้ามาดูตัวเลขของ “คู่ปรับ (ทางธุรกิจ)” ในตลาดยาดมของโป๊ยเซียนอย่าง บริษัท​ เบอร์แทรม (1958) จำกัด ของตระกูล “เอี่ยมพิกุล” โดยมีจุดเริ่มต้นจากยาหม่องน้ำสมุนไพร “เซียงเพียวอิ๊ว” ที่พัฒนาขึ้นโดยคุณบุญจือ เอี่ยมพิกุล ในปี 2501 กระทั่งมีการก่อตั้งเป็นบริษัทขึ้น

ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์​ บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งในเดือน พ.ย. 2524ด้วยทุนแรกเริ่มเพียง 4 ล้านบาท จากนั้นในปี 2545 ได้มีการเพิ่มทุน จนมีทุนจดทะเบียนในปัจจุบันอยู่ที่ 25 ล้านบาท

นอกจากการต่อยอดจากยาหม่องน้ำ เซียงเพียวอิ๊ว เป็นยาหม่อง (บาล์ม) ต่อมา ในปี 2548 เบอร์แทรมฯ​ ยังได้เริ่มพัฒนาสินค้าประเภทยาดมแบบหลอด เรียกว่าออกมาท้าชิงกับโป๊ยเซียนโดยตรง ภายใต้แบรนด์​ “เป็บเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์” โดยรุกทำการตลาดอย่างหนัก ด้วยการลงทุนจ้างดารานักแสดงชื่อดังหลายคนมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อชูจุดยืน “ยาดมสำหรับคนรุ่นใหม่” จนยอดขายเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ มีผลการสำรวจหลายแห่งยังคงระบุว่า หากดูเฉพาะตลาดยาดมแบบหลอด (2-in-1) “โป๊ยเซียน” น่าจะเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของแบรนด์ และอาจรวมถึงยอดขาย

bertram2

ในปี 2557 เบอร์แทรมฯ มีการลงทุนกว่า พันล้านบาท ในการเปิดโรงงานใหม่เพื่อรองรับกับยอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ส่งผลให้ ในปี 2561 บริษัทฯ มีกำลังการผลิตสินค้าทุกชนิดรวมกันราว 80 ล้านชิ้น โดยถ้าเดินหน้าเต็มกำลังการผลิต จะสามารถผลิตได้มากถึง 200 ล้านชิ้นต่อปี

ปัจจุบัน เบอร์แทรมฯ มีแบรนด์หลัก ได้แก่ “เซียงเพียวอิ๊ว” ซึ่งมีทั้งยาหม่องน้ำ ยาดมแบบหลอด ยาหม่อง  (บาล์ม) ไปจนถึงครีมแก้ปวดเมื่อย และมี “เป็บเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์” รุกตลาดคนรุ่นใหม่ โดยมีทั้งยาดม 2-in-1 ยาหม่องเจล และยาหม่องแท่ง นอกจากนี้ยังมี ยาดมสมุนไพรแบรนด์ “กานพลู”

ยาดม

 

เมื่อเทียบรายได้รวมในช่วง 7 ปีย้อนหลังของทั้ง 2 บริษัท จะพบว่า เบอร์แทรมฯ มีอัตราการเติบโตของรายได้ตลอดช่วง 7 ปี สูงกว่า 97% ขณะที่โกลด์​ มิ้นท์ฯ​ มีอัตราการเติบโตของรายได้ในช่วง 7 ปีย้อนหลังราว 79% โดยในช่วง 5 ปีหลังการลงทุนใหญ่ของเบอร์แทรมฯ จะเห็นว่า รายได้ของเบอร์แทรมฯ ทิ้งห่างจากโกลด์ มิ้นท์ฯ​อย่างเห็นได้ชัด

 

กำไรยาดม

สำหรับกำไร ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา กำไรของโกลด์ มิ้นท์ฯ  สูงกว่า 200% ซึ่งหลายคนอาจมองว่าสูงแล้ว แต่เมื่อเทียบกับการเติบโตของเบอร์แทรมฯ จะพบว่าตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เบอร์แทรมฯ​ ทำกำไรเติบโตสูงกว่า 800% โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีหลังมานี้ กำไรของเบอร์แทรมฯ สูงกว่าโกลด์ มิ้นท์ฯ​ อย่างเห็นได้ชัด

จะเห็นว่าในตลาดยาดมที่ดูเหมือนเป็นสินค้าเชยๆ ไม่มีสีสันหวือหวาอะไร แต่แค่เพียง “ผู้เล่น” 2 รายใหญ่ในตลาด ก็กวาดส่วนแบ่งตลาดรวมกันไปแล้ว  เป็นมูลค่ามากกว่า 2 พันล้านบาท  … 

สำหรับ “ตลาดยาหม่อง” ซึ่งเป็นอีกตลาดที่มีความน่าสนใจอย่างมาก Oops! ขออนุญาตจะมาขยายภาพของตลาดนี้ให้เห็นอย่างละเอียดในตอนต่อไป

 


  • 1K
  •  
  •  
  •  
  •  
Tummy
Tummy
เมื่อไหร่ที่หยุดพัฒนาตัวเอง ถึงแม้เราไม่ได้ถอยหลัง แต่โลกก็จะทิ้งเราไว้ข้างหลังและหนีห่างออกไป จนวันหนึ่งเมื่อตื่นมา เราอาจรู้สึกแปลกแยก ... มาเปิดโลกทัศน์ แล้วสนุกกับทุกความเคลื่อนไหวในโลกใบนี้ไปพร้อมกันนะคะ