
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่กำลังปะทุขึ้นในขณะนี้ ได้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้กับเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ “ราคาน้ำมันดิบ” ที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับประเทศไทย แม้ว่าภาครัฐจะพยายามใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคาเอาไว้ แต่ความกังวลของภาคธุรกิจและประชาชนก็ยังคงมีอยู่
ท่ามกลางความกังวลว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มจะปรับขึ้นอีก สิ่งหนึ่งที่มักจะเป็นที่ถกเถียงกันเสมอคือ “โครงสร้างราคาน้ำมัน” ที่เราจ่ายเงินเติมกันทุกวันนั้น แท้จริงแล้วเงินกระจายไปที่ไหนบ้าง? ผู้ค้าน้ำมันหรือเจ้าของปั๊มได้กำไรจากการขายน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?
ในบทความนี้เราจะพาทำความเข้าใจโครงสร้างราคาน้ำมัน 1 ลิตร ว่ามีสัดส่วนของอะไรอยู่ในนั้นบ้าง พร้อมกับไปทำความรู้จักกับ กำไรขั้นต้นของผู้ค้าน้ำมัน (GP/LITER) ว่ามันคืออะไรและทำไม “ธุรกิจ Non-Oil” ถึงกลายเป็นทางรอดและกลยุทธ์สำคัญของปั๊มน้ำมันในยุคนี้
ราคาน้ำมัน 1 ลิตร ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
หลายคนอาจคิดว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มคือ “ค่าน้ำมันดิบ” ล้วนๆ แต่ความจริงแล้ว ก่อนที่น้ำมันจะมาถึงหัวจ่าย ต้องผ่านกระบวนการกลั่น ขนส่ง และจัดจำหน่าย มาแล้ว ดังนั้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มจึงเกิดจากการรวมกันของต้นทุน 4 ส่วนหลักๆ ก็คือ
1. ราคาหน้าโรงกลั่น (ประมาณ 60–70%)
นี่คือต้นทุนเนื้อน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นออกมาแล้ว โดยไทยอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดกลางของภูมิภาค ส่วนนี้คือสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุด และเป็นส่วนที่ผันผวนรุนแรงที่สุดตามราคาตลาดโลก
นอกจากนี้ยังมี “อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท” เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเราต้องซื้อน้ำมันด้วยเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่า เราก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น แต่ปัจจุบันถือว่าประเทศไทยยังมีโชคดีอยู่บ้างที่ ‘ค่าเงินบาทยังแข็งค่า’ หรือ ราวๆ 32.40 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็น “ผลดี” ต่อโครงสร้างราคาน้ำมัน ช่วยลดแรงกระแทกจากต้นทุนการนำเข้าน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงตามราคาตลาดโลกได้บางส่วน
แต่ลองคิดดูว่าถ้าราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แล้วเงินบาทของเราเกิด “อ่อนค่า” ไปแตะระดับ 35-36 บาท/ดอลลาร์ ต้นทุนน้ำมันดิบเมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะยิ่งแพงมหาศาล และอาจทำให้ราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงกว่านี้จนกองทุนน้ำมันฯ ก็อุ้มไม่ไหว
2. ภาษีต่างๆ (ประมาณ 25–30%)
เป็นรายได้ของรัฐเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศและท้องถิ่น ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต, ภาษีเทศบาล (10% ของภาษีสรรพสามิต) และภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ: สมมติเราเติมน้ำมันหน้าปั๊มลิตรละ 30 บาท เงินก้อนนี้จะถูกหักเป็นภาษีรวมๆ ประมาณ 8-9 บาท (หรือราว 25-30%) โดยกระจายไปตามส่วนต่างๆ คร่าวๆ ดังนี้:
- ภาษีสรรพสามิต: ประมาณ 5.85 บาท (เป็นภาษีก้อนใหญ่ที่สุด เก็บเข้ากระทรวงการคลัง)
- ภาษีเทศบาล: ประมาณ 0.58 บาท (คิดตายตัวที่ 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อนำไปบำรุงท้องถิ่น)
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%): ประมาณ 1.96 บาท (คิดจากฐานราคาน้ำมันที่บวกภาษีและกองทุนต่างๆ เข้าไปแล้ว ซึ่งตัวเลขภาษีสรรพสามิตจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับประเภทน้ำมัน เช่น กลุ่มเบนซินจะถูกเก็บภาษีแพงกว่าดีเซล)
3. เงินกองทุนพลังงาน (ประมาณ 5–10%)
นี่คือสิ่งที่รัฐบาลออกแบบมาเพื่อเป็น “เบาะรองรับแรงกระแทก” ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกผันผวน ซึ่งส่วนนี้ก็จะประกอบด้วย
“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ที่ใช้สำหรับรักษาเสถียรภาพราคา ซึ่งตอนนี้ติดลบหนักจากการนำเงินมาอุดหนุนดีเซ และอีกส่วนหนึ่งก็คือ “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ที่ใช้พัฒนาและสนับสนุนพลังงานทางเลือก
4. ค่าการตลาด (ประมาณ 4–7%)
อีกส่วนหนึ่งที่คนอาจไม่ค่อยรู้ก็คือ “ค่าการตลาด” ของผู้ค้าน้ำมัน ที่คนมักเข้าใจผิดว่าเป็น “กำไรสุทธิ” ของปั๊มน้ำมัน แต่ความจริงแล้ว ค่าการตลาดคือ “ต้นทุนในการจำหน่ายและรายได้เบื้องต้น” (Gross Profit) ที่ผู้ค้าน้ำมัน (เช่น OR, Bangchak, PT) และตัวแทนจำหน่าย (เจ้าของปั๊มแฟรนไชส์) จะได้รับร่วมกัน
และที่สำคัญ สัดส่วนนี้ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ไม่สามารถปรับขึ้นได้ตามอำเภอใจ ยกตัวอย่างเช่น OR ในปี 2025 ค่าการตลาดส่วนนี้อยู่ที่ 0.98 บาทต่อลิตร แน่นอนว่านี่คือการขายน้ำมัน 1 ลิตร ที่ราคาหลายสิบบาท แต่บริษัทได้ GP ไม่ถึง 1 บาทด้วยซ้ำ และต้องย้ำว่านี่คือ Gross Profit (กำไรขั้นต้น) ยังไม่ใช่ Net Profit (กำไรสุทธิ)
ตัวเลข GP 0.98 บาท/ลิตร นี้ ผู้ค้าน้ำมันและเจ้าของปั๊มต้องนำไปหักลบกับ “ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX)” อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ค่าจ้างพนักงานหน้าลานและแคชเชียร์, ค่าน้ำ ค่าไฟ ภายในสถานีบริการ, ค่าเช่าที่ดิน, ค่าขนส่งน้ำมันจากคลังมายังปั๊ม, ค่าบริหารจัดการและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ
เมื่อหักลบต้นทุนทั้งหมดนี้แล้ว “กำไรสุทธิ” ที่ตกถึงมือผู้ประกอบการต่อการขายน้ำมัน 1 ลิตร จึงเป็นตัวเลขที่บางมากๆ
สัดส่วนรายได้ธุรกิจน้ำมัน
แต่ถึงแม้กำไรจะบางอย่างไร ธุรกิจน้ำมันยังคงพึ่งพารายได้และกำไรจากการขายน้ำมันอยู่ในปัจจุบัน โดยการขายน้ำมันนั้นเรียกง่ายๆว่าเป็นเกมแห่ง Volume-based คือเน้นปริมาณการขายเป็นหลัก ซึ่งยอดขายเหล่านี้ก็จะผันผวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงตาม Demand จากตลาดและภาคอุตสาหกรรม
ถามว่าสัดส่วนรายได้จากการขายน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ ก็ต้องบอกว่าตอนนี้การขายน้ำมันยังคงเป็นรายได้หลักของผู้ค้าน้ำมันในปัจจุบัน หากกางข้อมูลสัดส่วนรายได้ของ OR ล่าสุดในปี 2025 จะเห็นชัดเจนว่า รายได้จากฝั่งนี้ยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 88.9% ของรายได้ทั้งหมด
ทำไมคนขายน้ำมันต้องลุยธุรกิจ Non-Oil อย่างหนัก?
คำตอบก็คือธุรกิจน้ำมันมีความเสี่ยงทั้งจากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ควบคุมไม่ได้ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่โลกมีแนวโน้มที่จะเดินไปสู่พลังงานสะอาดมากขึ้น อนาคตอาจไม่ได้พึ่งพาน้ำมันอีกต่อไป จึงทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องเดินหน้าหาธุรกิจใหม่ๆเข้ามาเสริมทัพ
ถามว่าเริ่มรุกธุรกิจ Non-Oil แล้วดีหรือไม่ดี คำตอบซ่อนอยู่ใน “สัดส่วนของกำไร” เพราะหากไปดูผลประกอบการของ OR แม้รายได้หลักจะมาจากการขายน้ำมัน
แต่เมื่อดูที่ตัวเลขกำไร (EBITDA) จะพบว่าธุรกิจ Non-Oil หรือกลุ่ม Lifestyle (เช่น คาเฟ่ อเมซอน, ร้านสะดวกซื้อ) ที่มีสัดส่วนรายได้เพียง 3.7% กลับสามารถสร้างสัดส่วนกำไร (EBITDA) ให้บริษัทได้สูงถึง 34.5% เติบโตขึ้นอย่างมาก
เพราะการหวังพึ่งพากำไรจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวนั้นมีความเสี่ยงสูง ธุรกิจปั๊มน้ำมันยุคใหม่จึงต้องทรานส์ฟอร์มตัวเอง โดยเปลี่ยนสถานีบริการให้กลายเป็น Community Space ดึงดูดคนด้วยของกินและบริการต่างๆ ซึ่งธุรกิจ Lifestyle เหล่านี้มี Margin ที่สูงกว่าการขายน้ำมันหลายเท่าตัว และเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาช่วยดันกำไรภาพรวมของบริษัทให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน
วิกฤตพลังงานบททดสอบความแข็งแกร่งของธุรกิจ
ก็ต้องบอกว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของทุกธุรกิจ และสิ่งที่สำคัญก็คือการ “เข้าใจโครงสร้างต้นทุน”
เพราะเมื่อเราเข้าใจว่าต้นทุนน้ำมันหน้าปั๊มถูกขับเคลื่อนด้วยราคาตลาดโลกและค่าเงินบาท (ที่ควบคุมไม่ได้) รวมถึงกลไกภาษี/กองทุน (ของรัฐ) ในขณะที่กำไรเบื้องต้นของการขายน้ำมันนั้นไม่ถึง 1 บาทต่อลิตร เราจะเห็นภาพชัดเจนเลยว่า การปรับโมเดลธุรกิจไปสู่ธุรกิจ Lifestyle และ Non-Oil ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ทางรอด” ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในยุคนี้จริงๆ
ในฐานะคนทำธุรกิจ ไม่ว่าจะอยู่ในอุตสาหกรรมใด การกระจายความเสี่ยง (Diversification) หาแหล่งรายได้ใหม่ที่มี Margin สูงกว่า และการบริหารจัดการต้นทุนพลังงานในองค์กร จึงเป็น Action Plan ที่ต้องให้ความสำคัญนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน
