สารทจีนมื้อแห่งความคิดถึง เมื่อ CP ส่งต่อ “ความกตัญญู” จากคุณค่าขององค์กรสู่บทสนทนาที่อบอุ่นทั้งโซเชียล

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

 

“ถ้าสารทจีนนี้ คนในครอบครัวที่จากไปแล้ว กลับมาหาเราได้ 1 วัน…คุณอยากเจอใครที่สุด?”

เป็นคำถามสั้นๆ ที่แทบไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม แต่กลับทำให้หลายคนหยุดนิ้วจากการเลื่อนหน้าฟีด แล้วนึกถึงใครบางคนขึ้นมาทันที

บางคนคิดถึงอากงที่เคยนั่งหัวโต๊ะ บางคนคิดถึงอาม่าที่จำรสมือได้จนถึงวันนี้ บางคนนึกถึงพ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ หรือสมาชิกในครอบครัวที่ไม่มีโอกาสกลับมานั่งกินข้าวด้วยกันอีกแล้ว

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “สารทจีน มื้อแห่งความคิดถึง” จาก CP ซึ่งเลือกใช้หนึ่งในเทศกาลสำคัญของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน เปิดพื้นที่ให้ผู้คนกลับไปสำรวจความหมายของคำว่า “กตัญญู” ผ่านเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือครอบครัวและคนที่เราคิดถึง

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีน วันสารทจีนมีความหมายมากกว่าการเตรียมของไหว้ เพราะยังเป็นวันที่เชื่อมโยงลูกหลานกับบรรพบุรุษและผู้มีพระคุณที่จากไป CP จึงเปลี่ยนภาพของโต๊ะไหว้จากพื้นที่ของพิธีกรรม ให้กลายเป็น “มื้อแห่งความคิดถึง” ที่เชื่อมคนที่ยังอยู่กับคนที่อยู่ในความทรงจำอีกครั้ง

 

เมื่อ “ความกตัญญู” ถูกเล่าผ่านความทรงจำ มากกว่าคำสอน

หากมอง CP ในฐานะแบรนด์ ภาพที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยอาจผูกอยู่กับสินค้า อาหาร การเกษตร หรือธุรกิจที่อยู่ใกล้กับชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

แต่สิ่งที่น่าสนใจของการสื่อสารครั้งนี้ คือ CP ไม่ได้หยิบ “ความกตัญญู” มาพูดในลักษณะของคำสอน หรือบอกผู้คนว่าควรทำอย่างไร หากแต่เลือกใช้คำถามเกี่ยวกับ “คนที่เราอยากเจอ” เป็นตัวพาคนกลับไปหาความทรงจำของตัวเอง

เมื่อคิดถึงคนที่จากไป หลายคนจึงไม่ได้คิดถึงเพียงการสูญเสีย แต่ยังนึกย้อนกลับไปถึงสิ่งที่เคยได้รับ ไม่ว่าจะเป็นความรัก การดูแล คำสอน โอกาส หรือเรื่องเล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งอาจดูธรรมดา แต่กลับมีความหมายเมื่อคนคนนั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

ในมุมนี้ “ความกตัญญู” จึงไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นแนวคิดที่แบรนด์ต้องอธิบายให้ผู้บริโภคเข้าใจ แต่เกิดขึ้นจากเรื่องเล่าของผู้คนเอง

และนี่ทำให้สารทจีนในบทสนทนาครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการ “ไหว้” คนที่จากไป หรือเพียงแค่การขายสินค้าไหว้ของ CP แต่กลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนได้ทบทวนว่า คนเหล่านั้นเคยมีความหมายกับชีวิตของเรามากเพียงใด

 

จากเทศกาลขายของไหว้ สู่พื้นที่ให้ผู้คนได้คิดถึง “ใครบางคน”

ในช่วงเทศกาลสารทจีน สิ่งที่เห็นคุ้นตาคือสินค้า ของไหว้ ชุดอาหาร โปรโมชั่น หรือความสะดวกในการจัดเตรียม ซึ่งทั้งหมดล้วนมีบทบาททางธุรกิจของตัวเอง

แต่ครั้งนี้ CP เลือกวางสินค้าไว้ข้างหลัง แล้วพาคนกลับไปยังคำถามพื้นฐานกว่าเดิมว่า จริงๆ แล้วเรากำลังจัดโต๊ะนี้เพื่อใคร? จากคำถามนั้นจึงต่อมาถึง “ถ้าคนคนนั้นกลับมาได้อีกหนึ่งวัน เราอยากพบใครมากที่สุด?”

สำหรับบางคน คำตอบอาจอยู่ในเก้าอี้ตัวเดิมที่ว่างลงทุกปี อยู่ในอาหารจานหนึ่งที่ไม่มีใครทำรสชาติเหมือนเดิม หรืออยู่ในประโยคธรรมดาที่ครั้งหนึ่งเคยได้ยินจนชิน แต่เมื่อวันนี้ไม่มีคนพูดแล้ว กลับอยากได้ยินอีกสักครั้ง

จุดแข็งของวิธีคิดนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การเล่าเรื่องให้ครบทุกแง่มุม แต่เป็นการ “เปิดพื้นที่” ให้คนเข้ามาเติมเรื่องของตัวเอง เพราะเพียงเปิดคำถามขึ้นมา เรื่องราวที่เหลือก็ถูกเติมเต็มด้วยความทรงจำของผู้คนเอง

 

เมื่อช่อง Comment กลายเป็นพื้นที่รวม “ความคิดถึง”

สิ่งที่เกิดขึ้นหลัง CP Brand ปล่อยโพสต์ออกมา คือบทสนทนาไม่ได้หยุดอยู่บนพื้นที่ของแบรนด์ เพราะในช่วงเวลาเพียง 1-2 วัน มีทั้ง Like, Comment และ Share เกิดขึ้นจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้ใช้งานทั่วไป ไปจนถึงแอดมินเพจ คนดัง และ KOL ที่เข้ามาตอบคำถามและเล่าเรื่องของ “คนที่อยากเจอที่สุด” ในแบบของตัวเอง ขณะที่ผู้ใช้งานอีกส่วนหนึ่งนำโพสต์ไป Repost ต่อบน Facebook ทำให้คำถามเดียวกันเดินทางออกไปไกลกว่าหน้าเพจต้นทาง

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลข คือเรื่องราวที่ผู้คนเลือกเขียนลงไป มีทั้งเรื่องวัยเด็ก คำสอนของคนในครอบครัว ความเสียดายกับบางคำที่ยังไม่มีโอกาสพูด ตลอดจนเรื่องเล่าธรรมดาที่อาจไม่ได้สำคัญสำหรับคนอื่น แต่มีความหมายอย่างมากสำหรับเจ้าของความทรงจำนั้น

คอมเมนต์เหล่านี้จึงค่อยๆ เปลี่ยนพื้นที่ใต้โพสต์ให้มีลักษณะคล้าย “สมุดบันทึกความทรงจำ” ที่แต่ละคนเข้ามาเขียนเรื่องของใครบางคนที่ตัวเองยังไม่เคยลืม

และนั่นทำให้เห็นว่า บางครั้ง Brand Content ไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเล่าเรื่องทั้งหมดเอง แต่อาจทำหน้าที่เพียงตั้งคำถามที่ใช่ แล้วปล่อยให้ผู้คนเป็นคนพาเรื่องนั้นเดินทางต่อด้วยประสบการณ์ของตัวเอง

 

KOL ไม่ได้มาเล่าเรื่องของแบรนด์ แต่เข้ามาเล่า “เรื่องของตัวเอง”

อีกส่วนที่ช่วยให้บทสนทนาขยายตัว คือการเข้ามามีส่วนร่วมของ KOL และ Creator ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้มีบทบาทเพียงนำข้อความจากแบรนด์ไปบอกต่อ แต่เข้ามาอยู่ในบทสนทนาเดียวกับทุกคนในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่ความคิดถึง มีบุคคลสำคัญในชีวิต และมีเรื่องบางเรื่องที่อยากเล่า

บางคนพูดถึงคนที่จากไป บางคนเล่าความทรงจำที่ยังจำได้ดี ขณะที่บางคนเลือกพูดถึงการตอบแทนสิ่งที่เคยได้รับด้วยการใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปให้ดีที่สุด

เมื่อคนหนึ่งเริ่มเปิดเรื่องของตัวเอง อีกหลายคนก็กล้าที่จะเปิดเรื่องของตัวเองตามมา ทำให้ Brand Content, KOL Content และเรื่องจาก User ค่อยๆ ไหลรวมกัน โดยมีความรู้สึกเดียวกันเป็นแกน นั่นคือ “ความกตัญญู” และ “ความคิดถึง” ตรงนี้เองทำให้บรรยากาศบนฟีดไม่ได้มีเพียงความเศร้าจากการสูญเสีย แต่ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากการได้เห็นว่า ครั้งหนึ่งเราเคยได้รับความรัก การดูแล หรือคำสอนจากใครบางคนมากเพียงใด

 

จาก “คนที่อยากเจอที่สุด” สู่คำถามที่ควรถามตัวเองในวันที่ยังมีเวลา

ท้ายที่สุดแล้ว คำถามว่า “ถ้าคนที่จากไปแล้วกลับมาได้หนึ่งวัน คุณอยากเจอใครที่สุด?” อาจไม่ได้ต้องการเพียงคำตอบว่าเราอยากเจอใคร

เพราะทันทีที่เรานึกถึงคนที่ไม่มีโอกาสกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับเราอีกครั้ง คำถามอีกข้อก็มักตามมาโดยไม่ต้องมีใครเอ่ยถามว่า แล้วคนที่ยังอยู่ตรงหน้า เราได้บอกเขาหรือยังว่าเขาสำคัญกับเรามากแค่ไหน

นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกกว่าของ “ความกตัญญู” เพราะมันไม่ใช่เพียงการระลึกถึงสิ่งที่ใครเคยมอบให้เรา แต่คือการรู้คุณค่าของสิ่งเหล่านั้นในวันที่เรายังมีโอกาสได้ตอบแทน

การสื่อสารของ CP ครั้งนี้จึงไม่ได้พยายามให้คำตอบเรื่องความกตัญญู หากแต่เริ่มต้นด้วยคำถามหนึ่งข้อ แล้วเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเป็นคนตอบด้วยความทรงจำของตัวเอง

บางคนเลือกเล่าเรื่องของอากง อาม่า พ่อ แม่ หรือคนสำคัญที่จากไปแล้ว บางคนเพิ่งได้หยิบเรื่องราวที่เก็บไว้นานออกมาเล่า และบางคนอาจเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ยังมีใครอีกหลายคนที่เราสามารถบอกคำขอบคุณได้ในวันนี้

บางที นี่อาจเป็นช่วงที่ทำให้เราได้ใช้เวลากับคนที่ยังอยู่ให้ดีที่สุด พร้อมๆกับคิดถึงคนที่อยู่ในความทรงจำ

จาก “มื้อแห่งความคิดถึง” จึงอาจกลายเป็นมื้อที่เตือนเราว่า คนที่สำคัญที่สุด ไม่ควรรอให้กลายเป็นความทรงจำเสียก่อน จึงค่อยบอกว่ารักและขอบคุณ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •