เปิดประวัติ “แฟลตคลองจั่น” เกือบ 50 ปีของ Public Housing ที่เติบโตมาพร้อมกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก


ภาพน้ำท่วมสูงบริเวณ แฟลตคลองจั่น เขตบางกะปิ ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

หลายจุดมีระดับน้ำสูงมากกว่า 1 เมตร บางอาคารต้องตัดไฟเพื่อความปลอดภัย การเดินทางเข้าออกเป็นไปอย่างยากลำบาก และชีวิตประจำวันของคนในชุมชนหลายพันครัวเรือนได้รับผลกระทบ

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูประวัติ แฟลตคลองจั่นมีเรื่องราวที่ยาวกว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้มาก เพราะโครงการแห่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับช่วงที่กรุงเทพฯ กำลังขยายตัว และรัฐกำลังพยายามหาวิธีสร้างที่อยู่อาศัยให้คนจำนวนมากที่เข้ามาใช้ชีวิตในเมือง

ก่อนมีแฟลต รัฐเริ่มเตรียมพื้นที่คลองจั่นมาตั้งแต่ปี 2496

ประวัติของพื้นที่คลองจั่นในฐานะโครงการที่อยู่อาศัยของรัฐเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2496 เมื่อรัฐบาลซื้อที่ดินประมาณ 1,005 ไร่ เพื่อให้กรมประชาสงเคราะห์นำไปพัฒนาเป็นโครงการอาคารสงเคราะห์

แต่โครงการติดปัญหาเรื่องเงินลงทุน ก่อนจะถูกโอนไปให้สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในปี 2503

ช่วงนี้มีการเตรียมพื้นที่หลายอย่าง ทั้งการตัดถนนสุขาภิบาลสาย 1 และสาย 2 ขุดทะเลสาบ และนำดินมาถมพื้นที่ เพื่อให้สามารถรองรับการพัฒนาและการอยู่อาศัยได้มากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นการเตรียมโครงสร้างของพื้นที่ไว้ก่อนที่แฟลตคลองจั่นชุดที่เราคุ้นเคยในวันนี้จะถูกสร้างขึ้นหลายปี

ปี 2516 การเคหะแห่งชาติเข้ามารับช่วง

ปี 2516 มีการตั้งการเคหะแห่งชาติขึ้นเป็นหน่วยงานหลักด้านที่อยู่อาศัยของรัฐ และโครงการคลองจั่นเดิมก็ถูกส่งต่อมาให้หน่วยงานใหม่นี้พัฒนาต่อ

เวลานั้นกรุงเทพฯ กำลังโตอย่างรวดเร็ว ประชากรเพิ่มขึ้น คนจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนและทำงานมากขึ้น ขณะที่ที่อยู่อาศัยราคาที่คนรายได้น้อยและคนทำงานเข้าถึงได้ยังมีไม่เพียงพอ

การสร้าง Public Housing ในสเกลใหญ่จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือของรัฐในการรับมือกับการเติบโตของเมือง

สำหรับคลองจั่น การเคหะแห่งชาติเริ่มโครงการแฟลตในปี 2519 ก่อนก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2523

ตัวโครงการประกอบด้วยแฟลตสูง 5 ชั้นจำนวน 30 อาคาร รวม 5,814 ยูนิต รองรับทั้งผู้มีรายได้น้อยและผู้มีรายได้ปานกลางผ่านระบบเช่าซื้อระยะยาว

การสร้างที่อยู่อาศัยช่วยให้เมืองฝั่งตะวันออกโตตามไปด้วย

ปัจจุบันบางกะปิอาจดูเป็นพื้นที่เมืองเต็มรูปแบบ แต่ในช่วงทศวรรษ 2510–2520 พื้นที่ฝั่งตะวันออกยังอยู่ในช่วงของการขยายตัว

การนำคนหลายพันครัวเรือนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวจึงสร้างความต้องการตามมาอีกจำนวนมาก ทั้งร้านค้า ตลาด โรงเรียน การเดินทาง และบริการในชีวิตประจำวัน

Housing Project แบบคลองจั่นจึงมีบทบาทมากกว่าการเพิ่มจำนวนที่อยู่อาศัย เพราะมันช่วยสร้างฐานประชากรให้กับพื้นที่ และทำให้ความเป็นเมืองค่อยๆ ขยายตามมา

ในเวลาต่อมา บางกะปิเติบโตขึ้นพร้อมกับสถาบันการศึกษา พื้นที่การค้า ระบบขนส่ง และประชากรที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

แฟลตคลองจั่นจึงเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนของการขยายกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกในช่วงเวลานั้น

ที่พักของคนเมืองกลายเป็นชุมชนของคนหลายรุ่น

ทำเลที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงทำให้แฟลตคลองจั่นกลายเป็นพื้นที่ตั้งหลักของนักศึกษาและคนต่างจังหวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะคนจากภาคใต้

หลายคนเริ่มจากเข้ามาเรียน ก่อนทำงาน สร้างครอบครัว และอาศัยอยู่ต่อ ทำให้เครือข่ายของคนในชุมชนค่อยๆ ขยายตามกันมา

เมื่อเวลาผ่านไป แฟลตคลองจั่นมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ตลาด กิจกรรม และวัฒนธรรมของชุมชนเอง จนพื้นที่ซึ่งเดิมถูกวางไว้ในฐานะโครงการที่อยู่อาศัยกลายเป็นบ้านของคนหลายรุ่น

ต้นทศวรรษ 2540 มีงานศึกษาประเมินว่าประชากรภายในแฟลตคลองจั่นมีประมาณ 23,000 คน อยู่ใน 5,814 ยูนิต ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีขนาดใกล้เคียงเมืองย่อยแห่งหนึ่ง

พอแฟลตเข้าสู่วัยหลายสิบปี โจทย์ก็เปลี่ยนตาม

ปลายทศวรรษ 2540 สัญญาเช่าซื้อของหลายอาคารเริ่มครบกำหนด ก่อนมีการโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้อยู่อาศัย และในปี 2543 อาคารต่างๆ ถูกจดทะเบียนเป็นอาคารชุด พร้อมตั้งนิติบุคคลของแต่ละอาคารขึ้นมาดูแลทรัพย์สินส่วนกลาง

หลังจากนั้น ภาระการดูแลอาคารจึงค่อยๆ มาอยู่กับเจ้าของร่วมและนิติบุคคลมากขึ้น ตั้งแต่ค่าส่วนกลาง ระบบไฟฟ้า ประปา ปั๊มน้ำ หลังคา ไปจนถึงพื้นที่ส่วนกลาง

เมื่ออาคารมีอายุมากขึ้น งานซ่อมบำรุงก็ซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย งานศึกษาในปี 2563 เกี่ยวกับการฟื้นฟูเคหะชุมชนคลองจั่น ระบุถึงปัญหาทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การบริหารจัดการ และการมีส่วนร่วมของผู้พักอาศัย รวมถึงโครงสร้างการดูแลพื้นที่ที่กระจายอยู่ระหว่างนิติบุคคลแต่ละอาคารกับหน่วยงานที่ยังรับผิดชอบพื้นที่บางส่วน

เกือบ 50 ปีหลังเริ่มสร้างแฟลต ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาและต่ออายุอาคารที่ยังมีคนใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน

น้ำท่วมรอบนี้ทำให้โจทย์เดิมเห็นชัดขึ้น

น้ำท่วมแฟลตคลองจั่นในปี 2569 ทำให้ประเด็นเรื่องอาคารเก่าและระบบพื้นฐานกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง

แฟลตชุดนี้เคยถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก และทำหน้าที่เป็นบ้านให้คนจำนวนมากมานานหลายสิบปี ขณะที่พื้นที่รอบข้างพัฒนาและหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ

เหตุการณ์ครั้งนี้จึงทำให้เห็นชัดว่า การดูแล Public Housing รุ่นแรกของกรุงเทพฯ ต้องคิดไกลกว่าการซ่อมเฉพาะจุด เพราะเกี่ยวข้องทั้งตัวอาคาร ระบบพื้นฐาน และรูปแบบการบริหารชุมชนในระยะยาว

แฟลตคลองจั่นจึงกำลังเข้าสู่อีกช่วงหนึ่งของชีวิต จากโครงการที่เคยช่วยรองรับการขยายเมือง ไปสู่พื้นที่ที่ต้องได้รับการฟื้นฟูให้ทันกับเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว