“ท่อพญานาค” มีที่มายังไง? ย้อนประวัติสิ่งประดิษฐ์ไทยที่อยู่คู่เกษตรกรมาหลายสิบปี ก่อนถูกดัดแปลงให้แรงขึ้น ใหญ่ขึ้น และกลายเป็น “ท่อซิ่ง”


ช่วงน้ำท่วมหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ เครื่องมือชิ้นหนึ่งกลับมาอยู่ในสายตาของคนจำนวนมากอีกครั้ง ตัวเครื่องมีลักษณะเป็นท่อยาว ต่อเข้ากับเครื่องยนต์ ก่อนปล่อยน้ำจำนวนมากออกมาจากอีกด้าน หลายคนเรียกมันว่า “ท่อพญานาค” ขณะที่เครื่องขนาดใหญ่ที่ถูกนำมาใช้เร่งระบายน้ำ มักถูกเรียกว่า “ท่อซิ่ง”

แต่ก่อนจะมาอยู่กลางกรุงเทพฯ เครื่องสูบน้ำหน้าตาแบบนี้อยู่คู่กับไร่นาและเกษตรกรไทยมาหลายสิบปีแล้ว และจุดเริ่มต้นของมันยังเชื่อมโยงกับนักประดิษฐ์ไทยคนสำคัญคนหนึ่ง

ก่อนจะเรียก “ท่อพญานาค” มันเคยชื่อ “ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์”

ต้นเรื่องต้องย้อนกลับไปถึง ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ด้านเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองเกษตรวิศวกรรม กรมการข้าว

ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ทำงานวิจัยและพัฒนาเครื่องจักรสำหรับเกษตรกรไทยหลายชนิด ทั้งรถไถที่รู้จักกันในชื่อ “ควายเหล็ก” เครื่องนวดข้าว เครื่องสีข้าว รวมถึงเครื่องมือด้านชลประทาน

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ “ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์”

ในช่วงที่การจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรยังพึ่งพาเครื่องมืออย่างระหัดไม้ ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์ช่วยให้เกษตรกรเคลื่อนย้ายน้ำเข้าและออกจากพื้นที่เพาะปลูกได้รวดเร็วขึ้น

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนบันทึกว่า หลังการประดิษฐ์ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์ประสบความสำเร็จ เครื่องมือชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น จนระหัดไม้สำหรับสูบน้ำค่อย ๆ ลดบทบาทลง

เอกสารของกรมวิชาการเกษตรอธิบายท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์รุ่นหนึ่งว่า มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5–6 นิ้ว ความยาวตั้งแต่ 8 ฟุตขึ้นไป และสามารถใช้ร่วมกับเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซลได้

หลักการทำงานค่อนข้างตรงไปตรงมา ภายในท่อยาวมี เพลาและใบพัด เมื่อเครื่องยนต์ส่งกำลังให้เพลาหมุน ใบพัดจะผลักน้ำให้ไหลผ่านตัวท่อออกมา จึงเหมาะกับงานสูบน้ำเข้านา ระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตร บ่อปลา หรือบ่อกุ้ง

โครงสร้างที่ประกอบด้วยท่อ เพลา ใบพัด ระบบส่งกำลัง และเครื่องยนต์ ยังทำให้ช่างท้องถิ่นสามารถซ่อม ปรับ และพัฒนาต่อได้ง่าย

แล้วชื่อ “ท่อพญานาค” มาจากไหน?

เมื่อเครื่องสูบน้ำชนิดนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย ชื่อ “ท่อสูบน้ำเทพฤทธิ์” ก็มีชื่อเรียกอีกแบบเกิดขึ้นในหมู่เกษตรกรว่า “ท่อพญานาค”

สารานุกรมไทยฯ บันทึกไว้ว่า เกษตรกรเรียกเครื่องสูบน้ำชนิดนี้ว่า “ท่อพญานาค หรือท่อเทพฤทธิ์” แสดงให้เห็นว่าคำว่า “ท่อพญานาค” ถูกใช้เป็นชื่อเรียกทั่วไปมานานแล้ว

ส่วนเหตุผลของชื่อ แหล่งข้อมูลปัจจุบันมักอธิบายโยงกับรูปร่างของท่อที่ยาวทอดลงไปในน้ำ และเวลาทำงานจะมีน้ำจำนวนมากพุ่งออกจากปลายท่อ ทำให้ภาพที่เห็นคล้ายพญานาคพ่นน้ำ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเก่าที่ระบุชัดว่าใครเป็นคนเรียกชื่อนี้เป็นคนแรก หรือเริ่มใช้ตั้งแต่เมื่อไร

สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ “ท่อพญานาค” กลายเป็นชื่อเรียกของเครื่องสูบน้ำประเภทหนึ่ง มากกว่าจะเป็นชื่อของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง

โรงงานไทยเริ่มพัฒนาท่อพญานาคต่อ

หลังท่อเทพฤทธิ์แพร่หลาย โรงงานเครื่องจักรการเกษตรในประเทศไทยก็นำแนวคิดไปผลิตและพัฒนาต่อ

สารานุกรมไทยฯ ระบุว่า มีโรงงานหลายแห่งปรับระบบจากใบพัดเดี่ยวเป็น สองใบพัด ทำให้สามารถสูบน้ำได้เร็วขึ้น โดยใช้กำลังเครื่องยนต์ใกล้เคียงเดิม

ท่อพญานาคจึงค่อย ๆ แตกออกเป็นหลายรูปแบบตามลักษณะการใช้งาน ทั้งขนาดท่อ ความยาว วัสดุ จำนวนใบพัด และเครื่องยนต์ที่นำมาต่อ

ผู้ผลิตบางรายมีประวัติย้อนกลับไปถึงช่วงแรกของอุตสาหกรรมเครื่องสูบน้ำไทย เช่น บริษัท พัฒนาการกล จำกัด เจ้าของแบรนด์ Whale Pump ซึ่งระบุว่าก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2500 และเป็นผู้ผลิตท่อสูบน้ำหรือท่อพญานาครายแรกของประเทศ

ขณะเดียวกันก็มีโรงงานท้องถิ่นอีกจำนวนมาก เช่น วิชัยการกล ที่สุพรรณบุรี รวมถึงผู้ผลิตเครื่องมือการเกษตรในจังหวัดอื่น ๆ

เมื่อมีผู้ผลิตหลายราย คำว่า “ท่อพญานาค” จึงยิ่งกลายเป็นชื่อของสินค้าประเภทหนึ่งที่แต่ละโรงงานพัฒนาในแบบของตัวเอง

แล้ว “ท่อซิ่ง” ต่างจากท่อพญานาคอย่างไร?

เมื่อท่อพญานาคถูกนำไปใช้งานจริง เกษตรกรและช่างก็ปรับมันต่อไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้เลี้ยงปลาและกุ้งที่ต้องระบายน้ำออกจากบ่อให้เร็ว

เครื่องยนต์ถูกเพิ่มกำลัง ท่อใหญ่ขึ้น ใบพัดใหญ่ขึ้น ระบบส่งกำลังถูกปรับใหม่ เพื่อให้เคลื่อนย้ายน้ำได้มากขึ้นในเวลาสั้นลง

เครื่องลักษณะนี้จึงถูกเรียกกันว่า “ท่อซิ่ง”

คำว่า “ซิ่ง” สะท้อนลักษณะการใช้งานที่คล้ายการแต่งรถ เจ้าของเครื่องบางรายเลือกเครื่องยนต์ ปรับเพลา เปลี่ยนใบพัด และเซ็ตระบบให้เหมาะกับงานของตัวเอง

ขนาดของท่อจึงขยายออกไปมากกว่ารุ่นที่ใช้ในไร่นาทั่วไป

ปัจจุบันแบรนด์ ตราพญานาค มีท่อรอบเร็วสำหรับเครื่องยนต์เบนซินตั้งแต่ขนาด 4–8 นิ้ว ส่วนท่อรอบช้าสำหรับงานชลประทานหรืออุตสาหกรรมมีขนาดตั้งแต่ 10–30 นิ้ว ความยาว 6–40 เมตร และสามารถใช้เครื่องยนต์ดีเซลหรือมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นต้นกำลัง

เครื่องที่ใช้หลักการเดียวกันจึงมีตั้งแต่ท่อขนาดเล็กที่ใช้ในพื้นที่เกษตร ไปจนถึงเครื่องขนาดใหญ่ที่ต้องขนด้วยรถและใช้เครื่องยนต์กำลังสูง

จากบ่อกุ้ง ไปถึงภารกิจกู้ภัย

ชื่อ “ท่อซิ่ง” เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นจากเหตุการณ์ ถ้ำหลวง ปี 2561

เจ้าของเครื่องสูบน้ำจากหลายพื้นที่นำเครื่องขนาดใหญ่เข้าไปช่วยสูบน้ำในภารกิจค้นหาและช่วยเหลือทีมหมูป่า หลังจบภารกิจ เจ้าของเครื่องบางส่วนยังรวมตัวเป็นเครือข่ายจิตอาสา เพื่อเดินทางไปช่วยระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัย

เว็บไซต์ของแบรนด์ตราพญานาคเองก็มีบันทึกว่า ปั๊มรุ่น SP80S ของบริษัทถูกนำไปประกอบใช้งานเพื่อช่วยสูบน้ำออกจากบริเวณถ้ำหลวงในเดือนมิถุนายน 2561

จากเครื่องมือที่คนส่วนใหญ่คุ้นตาในไร่นาและบ่อกุ้ง ท่อพญานาคและท่อซิ่งจึงเริ่มมีอีกบทบาท คือการเป็นเครื่องมือสำหรับสถานการณ์ที่ต้องเร่งเคลื่อนย้ายน้ำจำนวนมาก

และวันนี้ ภาพของมันก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งกลางกรุงเทพฯ

วันนี้ “ท่อพญานาค” มีขายตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่น

ถ้ามองในฐานะสินค้า ท่อพญานาคทุกวันนี้มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่ท่อเหล็ก สังกะสี สแตนเลส PVC ระบบรอบเร็วสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ระบบรอบช้าสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ไปจนถึงเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่สำหรับงานชลประทานและอุตสาหกรรม

ตัวอย่าง ตรากระเบนทอง ที่จำหน่ายผ่านเจ้าสัวเกษตร มีท่อพญานาค PVC ราคาเริ่มต้นประมาณ 3,390 บาท รุ่นสังกะสีแบบสายพานฉุดเริ่มประมาณ 4,250 บาท และรุ่นสแตนเลส 304 แบบสายพานฉุดเริ่มประมาณ 12,490 บาท โดยราคาขึ้นอยู่กับขนาดและความยาวของท่อ

หากซื้อเป็นชุดพร้อมเครื่องยนต์ ราคาจะสูงขึ้น เช่น ท่อสแตนเลสขนาด 5 นิ้ว ยาว 3 เมตร พร้อมเครื่องยนต์เบนซิน มีราคาเริ่มต้นราว 13,090–14,890 บาท ขณะที่สินค้าบางชุดที่มีขนาดและเครื่องยนต์ใหญ่ขึ้นมีราคาหลัก 70,000–80,000 บาท

อีกแบรนด์หนึ่งคือ ตราพญานาค ซึ่งทำตลาดท่อสูบน้ำทั้งระบบรอบเร็วและรอบช้า รวมถึงรุ่นที่ผลิตจากสังกะสี สแตนเลส SUS304 และ SUS316 ส่วน วิชัยการกล เป็นอีกหนึ่งผู้ผลิตท่อสูบน้ำและเครื่องมือการเกษตรที่ทำตลาดมาหลายสิบปี

ดังนั้นหากถามว่า ท่อพญานาคเป็นแบรนด์อะไร คำตอบคือมีแบรนด์ชื่อ “ตราพญานาค” อยู่จริง แต่คำว่า ท่อพญานาค ที่คนไทยใช้เรียกเครื่องสูบน้ำประเภทนี้มีความหมายกว้างกว่านั้นมาก และมีผู้ผลิตหลายรายผลิตสินค้าภายใต้ชื่อแบรนด์ของตัวเอง