เจาะลึก 5 สูตรสำเร็จสู่การเป็นผู้นำระดับโลก

  • 57
  •  
  •  
  •  
  •  

เชื่อว่า ใคร ๆ ก็คงอยากประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ แจ็ค หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอาลีบาบา , จาง รุ่ย หมิน (Zhang Ruimin) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Haier Group , เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Amazon หรือ ผู้ก่อตั้ง LinkedIn อย่าง เรด ฮอฟแมน (Reid Hoffman)

ทาง SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน จึงได้ถอดรหัสสูตรสำเร็จของผู้นำแบรนด์ชั้นนำระดับโลกเหล่านี้ออกมา แบ่งเป็น 5 หัวข้อสำคัญ ได้แก่

New priority 1: Inspiring curiosity

ผู้นำองค์กรต้องเป็นผู้ที่ไม่หยุดสงสัย และกระตุ้นให้คนในองค์กรเกิดความสงสัย ใคร่รู้ และกระหายที่จะเรียนรู้ในการหาวิธี หรือกลยุทธ์ เพื่อสร้างโอกาสและเส้นทางในการทำธุรกิจ โดยรูปแบบการเรียนรู้ไม่ได้กำจัดอยู่แค่การระดมความคิด (Brainstorm) แต่ผู้นำต้องกระตุ้นให้คนในองค์กรเกิดการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง อาทิ การอ่านและการฟัง ด้วยการเรียนรู้หรือหาสาระความรู้อื่นๆ นอกจากเนื้อหาของงาน อย่างบทความหรือคอร์สเรียนแบบออนไลน์ เพียงวันละ 8-12 นาทีก็ได้

รวมถึงลองเปิดโอกาสให้ตัวเองได้เจอเพื่อนใหม่ ๆ หรือพัฒนาคอมมิวนิตี้ใหม่ๆ เพราะความเชื่อที่ว่ายิ่งเราได้มีเพื่อนใหม่เยอะๆ เราจะสามารถแลกเปลี่ยนมุมมองความรู้ใหม่ๆ ได้นั้นเอง นอกจากนี้ การเรียนรู้ยังสามารถเกิดได้จากความล้มเหลวที่ผ่านมา หรือการบริหารความเสี่ยง สุดท้ายคือสร้างเป็นวงจรการสงสัยและเพิ่มการเรียนรู้ นั่นคือ ความสำเร็จของผู้นำแบบ Inspiring Curiosity

New priority 2: Making sense of unlimited information

ผู้นำต้องรู้สึกอยากรู้และวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ตลอด เพื่อหาบทสรุปการทำงานหรือกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจร่วมกันกับทีมงาน หรือคนในองค์กร ซึ่งในทุกครั้งผู้นำองค์กรที่ดีต้องรับข้อมูล หาข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์ความสำคัญ กระตุ้นให้คนองค์กรแบ่งปันความคิด เพื่อจุดหมายเดียวกันทั้งองค์กร

New priority 3: A New relationship with technology

ผู้นำที่ดีต้องมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับเทคโนโลยีใหม่ หมายถึง แม้ปัจจุบันเราอยู่ในช่วง Digital Age ซึ่งเป็นธรรมดาที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ออกมามากมาย จนทำให้หลาย ๆ องค์กรต้องอัพเกรดทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ตลอดเวลา แต่ผู้นำต้องศึกษาและเข้าใจ เพื่อส่งต่อให้คนในองค์กรได้เข้าใจว่าแต่ละเทคโนโลยีเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการอย่างไร และเป็นประโยชน์ต่อคนให้องค์กรอย่างไร

ดังนั้น องค์กรที่ต้องการปรับตัว จึงต้องใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้ควบคู่กับเทคโนโลยี เพื่อออกแบบและสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้

New priority 4: A new relationship with the speed of change

มีผลวิจัยระบุว่า ทุกวันนี้การทำงานให้ได้ผลสำเร็จ ต้องใช้สปีดไวขึ้นกว่าเดิม 40% เพื่อให้ไปถึงจุดเป้าหมาย ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องความเข้าใจการเปลี่ยนแปลง นำพาคนในองค์กรให้เกิดการเข้าใจ และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วตลอดเวลา

 New priority 5: Working in a multi-generational workforce

สิ่งที่ทุกองค์กรกำลังเผชิญอยู่ คือ การผสมของคนหลายเจนเนอเรชั่น โดยเฉพาะเจนเนอเรชั่น ซี (The C generation) ซึ่งไม่ได้ถูกแบ่งหรือจำกัดด้วยเรื่องของอายุ แต่เป็นเรื่องของพฤติกรรมที่ชื่นชอบในการค้นหาข้อมูล และเสพดิจิทัลเป็นชีวิตจิตใจ

ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องเข้าใจลักษณะและพฤติกรรมของคนในองค์กรแต่ละเจนเนอเรชั่น ไม่นำตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ต้องปรับทัศนคติ มุมมองความคิด เพื่อให้รู้ว่าแต่ละเจนเนอเรชั่นกำลังคิดอะไร ต้องการอะไร และมีความสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากน้อยแค่ไหน

หากนำผลจากการศึกษานี้มาดู จะทำให้สามารถถอดรหัสการทำธุรกิจของผู้บริหารชื่อดังได้อย่างเช่น แจ็ค หม่า (Jack Ma) ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอาลีบาบา ผู้นำนักวิเคราะห์ข้อมูลที่ทุกครั้งจะเริ่มต้องจากการรับรู้และวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด เพื่อศึกษาความต้องการของลูกค้าในตลาด รวมทั้งเชิญชวนคนเก่งๆ มาทำงานร่วมกันเพื่อยกระดับสังคมการทำงานและหารูปแบบผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การตลาดที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด

จาง รุ่ย หมิน (Zhang Ruimin) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Haier Group หรือที่เป็นที่รู้จักในฐานะ “ผู้ปฏิวัติตัวตนแห่งไฮเออร์” จากผลงานที่เขาพลิกเกมธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่ โดยเน้นการกระตุ้นคนในองค์กรให้เกิดความสงสัยอยากรู้ จนนำไปสู่การศึกษาข้อมูลต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การเซตทีมขนาดเล็ก ที่สามารถบริหารการทำงานของตนเองได้ ทำให้เกิดความคล่องตัว เพื่อให้คิดโจทย์และแผนธุรกิจเพื่อรองรับความต้องการและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Amazon เน้นให้คนในองค์กรเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ และเสนอความคิดเห็นในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าตลอดเวลา และเช่นเดียวกับผู้ก่อตั้ง LinkedIn อย่าง เรด ฮอฟแมน (Reid Hoffman) ที่สนับสนุนให้คนในองค์กรมีความสุดขั้วทางความคิดที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่มีความหลากหลายมากขึ้น เป็นการกระตุ้นให้คนในองค์กรกระหายการเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


  • 57
  •  
  •  
  •  
  •